หลวงพ่อสำเร็จศักดิสิทธิ / พระภัททากุณฑลเกสาเถรี (ภิกษุณีพระอรหันต์)

ในห้อง 'ประวัติและนิทานธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 12 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,509
    จันทาภเถระ (ภิกษุพระอรหันต์

    หลวงตา
    Nov 6, 2021
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,509
    ๓๐. เรื่องพระจันทาภเถระ [๒๙๓]
    ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระจันทาภเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "จนฺทํว" เป็นต้น.
    พระจันทาภะเคยเป็นพ่อค้าไม้จันทน์แดง อนุปุพพีกถาในเรื่องของพระจันทาภเถระ ดังต่อไปนี้ :-
    ได้ยินว่า ในอดีตกาล พ่อค้าในกรุงพาราณสีคนหนึ่งคิดว่า "เราจักไปสู่ปัจจันตชนบทแล้ว นำไม้จันทน์แดงมา" ขนเอาวัตถุเป็นอันมาก มีผ้าและเครื่องอาภรณ์เป็นต้น ไปยังปัจจันตชนบท ด้วยเกวียน ๕๐๐ ยึดที่พักใกล้ประตูบ้านแล้ว ถามพวกเด็กเลี้ยงโคในดงว่า "มนุษย์ไรๆ ในบ้านนี้ ผู้ทำงานที่เชิงเขามีอยู่หรือ?"
    พวกเด็กเลี้ยงโค. จ้ะ มีอยู่.
    พ่อค้า. มนุษย์นั่นชื่ออะไร?
    พวกเด็กเลี้ยงโค. มนุษย์นั่นชื่อโน้น.
    พ่อค้า. ก็ภรรยาหรือพวกบุตรของเขา มีชื่ออย่างไร?
    พวกเด็กเลี้ยงโค. เขามีชื่ออย่างนี้ๆ.
    พ่อค้า. ก็เรือนของเขาอยู่ที่ไหน?
    พวกเด็กเลี้ยงโค. เรือนของเขาอยู่ที่ชื่อโน้น.
    พ่อค้านั้นนั่งบนยานน้อยอันสบาย ไปสู่ประตูเรือนของเขาตามสัญญาที่พวกเด็กเหล่านั้นให้แล้ว ลงจากยาน เข้าไปสู่เรือนแล้วเรียกหาหญิงนั้นว่า "ชื่อโน้น."
    หญิงนั้นคิดว่า "บุคคลนี้จักเป็นญาติของพวกเราคนหนึ่ง" จึงมาโดยเร็ว ปูอาสนะไว้ (รับรอง).
    พ่อค้านั้นนั่งบนอาสนะนั้นแล้ว ระบุชื่อถามว่า "สหายของฉันไปไหน?"
    หญิง. ไปสู่ป่า นาย.
    พ่อค้าระบุชื่อของคนทั้งปวงเทียว ถามว่า "บุตรของฉันชื่อโน้น ธิดาของฉันชื่อโน้น ไปไหน?" ดังนี้แล้ว กล่าวว่า "ท่านพึงให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์เหล่านี้แก่ชนเหล่านั้น, ในเวลาที่แม้สหายของฉันกลับมาแล้วจากดง หล่อนพึงให้ผ้าและเครื่องอาภรณ์นี้" แล้วได้ให้ (วัตถุเหล่านั้น).
    นางทำสักการะอย่างยิ่งแก่เขาแล้ว ในเวลาที่สามีมา จึงกล่าวว่า "นาย บุคคลนี้ จำเดิมแต่เขามาแล้ว ระบุชื่อของชนทั้งปวงแล้ว ให้สิ่งนี้และสิ่งนี้".
    ฝ่ายสามีของหญิงนั้น ก็ทำกิจอันควรทำแก่เขา.
    ครั้นในเวลาเย็น พ่อค้านั่งบนที่นอน ถามเขาว่า "สหาย ท่านเที่ยวไปที่เชิงเขา เคยเห็นอะไรมาก?"
    ชายเจ้าถิ่น. ฉันไม่เห็นอย่างอื่น แต่ฉันเห็นต้นไม้ชนิดที่มีกิ่งแดงมาก.
    พ่อค้า. ต้นไม้ (ชนิดนั้น) มีมากหรือ?
    ชายเจ้าถิ่น. จ้ะ ต้นไม้ (ชนิดนั้น) มีมาก.
    พ่อค้ากล่าวว่า "ถ้ากระนั้น ท่านจงแสดงไม้เหล่านั้นแก่ฉัน" ดังนี้แล้ว ไปกับเขา ตัดต้นจันทน์แดงบรรทุกให้เต็มเกวียน ๕๐๐ เล่มแล้ว เมื่อเดินมา กล่าวกะชายนั้นว่า "สหาย เรือนของฉันมีอยู่ในที่ชื่อโน้นในกรุงพาราณสี ท่านพึงมายังสำนักของฉันตลอดกาลตามกาล ฉันไม่มีความต้องการด้วยเครื่องบรรณาการอย่างอื่น ท่านพึงนำมาเฉพาะแต่ต้นไม้ที่มีกิ่งแดงเท่านั้น.
    เขารับรองว่า "ดีละ" แล้วเมื่อมาสู่สำนักของพ่อค้านั้นตลอดกาลตามกาล ย่อมนำมาแต่ไม้จันทน์แดงเท่านั้น. แม้พ่อค้านั้นก็ให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่เขา.
    โดยสมัยอื่นอีกแต่กาลนั้น เมื่อพระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว เมื่อสถูปทองอันเขาประดิษฐานไว้แล้ว, บุรุษนั้นได้บรรทุกไม้จันทน์แดงเป็นอันมาก ไปสู่กรุงพาราณสี.
    ครั้งนั้น พ่อค้านั้นผู้เป็นสหายของเขา ให้บดไม้จันทน์เป็นอันมากให้เต็มถาดแล้ว กล่าวว่า "สหาย ท่านจงมา พวกเราจักไปสู่ที่ก่อเจดีย์จนกว่าจะหุงภัต (สุก) แล้วจึงกลับ" ได้พาเขาไปในที่นั้น ทำการบูชาด้วยไม้จันทน์แล้ว.
    สหายชาวปัจจันตชนบทของเขาแม้นั้น ได้สร้างที่ดุจมณฑลแห่งพระจันทร์ด้วยไม้จันทน์ ในห้องแห่งพระเจดีย์.
    บุรพกรรมของเขามีเพียงนี้เท่านั้น.
    อานิสงส์การบูชาด้วยไม้จันทน์แดง เขาจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก ยังพุทธันดรหนึ่งให้สิ้นไปแล้วในเทวโลกนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงราชคฤห์. รัศมีเช่นกับด้วยมณฑลพระจันทร์ตั้งขึ้นจากมณฑลแห่งนาภีของเขา. เพราะเหตุนั้น พวกญาติจึงขนานนามของเขาว่า "จันทาภะ" นัยว่า นั่นเป็นผลแห่งการทำที่ดุจมณฑลแห่งพระจันทร์ ในพระเจดีย์ของเขา.
    พราหมณ์ทั้งหลายคิดกันว่า "พวกเราอาจเพื่อพาเอาพราหมณ์นี้ไปหากินกะโลกเขาได้" ดังนี้แล้ว ให้เขานั่งบนยานน้อย เที่ยวกล่าวว่า "ผู้ใดเอามือลูบคลำสรีระของจันทาภพราหมณ์นี้, ผู้นั้นจะได้อิสริยสมบัติ ชื่อเห็นปานนี้."
    ชนทั้งหลาย เมื่อให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง แสนหนึ่งบ้างนั่นแล จึงจะได้เพื่อเอามือถูกต้องสรีระของพราหมณ์นั้น.
    พราหมณ์เหล่านั้น เที่ยวไปเนืองๆ อยู่อย่างนี้ ก็ถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ ยึดเอาที่พักในระหว่างแห่งพระนครและวิหารแล้ว.
    อริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิแม้ในกรุงสาวัตถี ถวายทานในกาลก่อนแห่งภัตแล้ว ในกาลภายหลังภัต มีมือถือของหอมระเบียบดอกไม้ผ้าและเภสัชเป็นต้น ไปเพื่อฟังธรรม.
    พราหมณ์ทั้งหลายเห็นอริยสาวกเหล่านั้นแล้ว ถามว่า "ท่านทั้งหลายจะไปที่ไหนกัน?"
    อริยสาวก. พวกเราจักไปสู่สำนักของพระศาสดา เพื่อฟังธรรม.
    พวกพราหมณ์. ท่านทั้งหลายจงมา ท่านทั้งหลายไปในที่นั้นแล้ว จักทำอะไร? อานุภาพเช่นกับด้วยอานุภาพของจันทาภพราหมณ์ ของพวกข้าพเจ้าไม่มี เพราะว่าชนทั้งหลายถูกต้องสรีระของจันทาภพราหมณ์นั่น ย่อมได้สมบัติชื่อนี้ ท่านทั้งหลายจงมา จงดูจันทาภพราหมณ์นั้น.
    อริยสาวกเหล่านั้นกล่าวว่า "ชื่อว่าอานุภาพของจันทาภพราหมณ์ของท่านทั้งหลาย เป็นอย่างไร? พระศาสดาของพวกเราเท่านั้น มีอานุภาพมาก."
    อริยสาวกและพวกพราหมณ์เหล่านั้น ไม่อาจเพื่อยังกันและกันให้ยินยอมได้ จึงกล่าวว่า "พวกเราไปสู่วิหารแล้ว จักรู้อานุภาพของจันทาภพราหมณ์ หรือของพระศาสดาของพวกเรา" ดังนี้แล้ว ได้พาจันทาภพราหมณ์นั้นไปสู่วิหารแล้ว.
    จันทาภพราหมณ์อับเฉาในสำนักพระศาสดา พระศาสดา เมื่อจันทาภพราหมณ์นั้น พอเข้าไปสู่สำนักของพระองค์ ได้ทรงทำให้รัศมีเพียงดังพระจันทร์หายไปเสีย. จันทาภพราหมณ์นั้นได้เป็นประหนึ่งกาในกระเช้าถ่าน ในสำนักพระศาสดา.
    ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายจึงนำเขาไปไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. รัศมีได้กลับเป็นปกติอย่างเดิม. พราหมณ์ก็นำมาสู่สำนักพระศาสดาอีก รัศมีก็หายไปอย่างนั้นเหมือนกัน. จันทาภพราหมณ์ไปแล้วอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง เห็นรัศมีหายไปอยู่ จึงคิดว่า "ผู้นี้ เห็นจะรู้มนต์เป็นเครื่องหายไปแห่งรัศมี." เขาจึงทูลถามพระศาสดาว่า "พระองค์ทรงทราบมนต์เป็นเครื่องหายไปแห่งรัศมีหรือหนอแล?"
    พระศาสดา. เออ เรารู้.
    จันทาภะ. ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงประทานแก่ข้าพระองค์บ้าง.
    พระศาสดา. เราไม่อาจเพื่อให้แก่บุคคลผู้ไม่บวช.
    จันทาภะนั้นกล่าวกะพวกพราหมณ์ว่า "เมื่อฉันเรียนมนต์นั่นแล้ว ฉันจักเป็นผู้ประเสริฐในชมพูทวีปทั้งสิ้น พวกท่านจงรออยู่ที่นี่ก่อน ฉันจักบวชเรียนมนต์โดย ๒-๓ วันเท่านั้น."
    เขาทูลขอการบรรพชากะพระศาสดา ได้อุปสมบทแล้ว.
    ครั้งนั้น พระศาสดาจึงตรัสบอกอาการ ๓๒ แก่จันทาภภิกษุนั้น.
    เธอทูลถามว่า "นี้อะไร?"
    พระศาสดา. นี้เป็นบริกรรมแห่งมนต์, เธอควรสาธยาย.
    แม้พวกพราหมณ์มาในระหว่างๆ แล้ว ถามว่า "ท่านเรียนมนต์ได้แล้วหรือ?"
    จันทาภะ. ยังก่อน ฉันกำลังเรียน.
    เขาบรรลุพระอรหัตโดย ๒-๓ วันเท่านั้น ในเวลาที่พวกพราหมณ์มาถามแล้ว กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจงไปเถิด เดี๋ยวนี้ ฉันเป็นผู้มีธรรมเครื่องไม่ไปเสียแล้ว."
    ภิกษุทั้งหลายกราบทูลแด่พระตถาคตว่า "พระเจ้าข้า ภิกษุนี้กล่าวคำไม่จริง ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล."
    พระขีณาสพกล่าวแต่คำจริง พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ จันทาภะบุตรของเรามีอาสวะสิ้นแล้ว ย่อมกล่าวแต่คำจริงเท่านั้น"
    ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
    ๓๐.
    จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ
    นนฺทิภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.

    เราเรียกผู้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว มีภพ
    เครื่องเพลิดเพลินสิ้นแล้ว เหมือนพระจันทร์ ที่
    ปราศจากมลทินนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

    แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมลํ ได้แก่ เว้นแล้วจากมลทินมีหมอกเป็นต้น.
    บทว่า สุทฺธํ ได้แก่ ไม่มีอุปกิเลส.
    บทว่า วิปฺปสนฺนํ ได้แก่ มีจิตผ่องใสแล้ว.
    บทว่า อนาวิลํ ได้แก่ เว้นแล้วจากมลทินมีกิเลสเป็นต้น.
    บทว่า นนฺทิภวปริกฺขีณํ ความว่า เราเรียกผู้มีตัณหาในภพทั้ง ๓ สิ้นแล้วนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
    ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
    เรื่องพระจันทาภเถระ จบ.
    -----------------------------------------------------

    :- https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=36&p=30
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,509
    พระอานนท์พุทธอนุชา ตอน จตุรงคพลและวิมลมาน ความรัก ความภักดี (ปรับปรุง)

    ณัฐวัตร์ ทอนกระโทก
    Aug 17, 2018
    ที่มาของภาพ วรรณคดีเรื่องอิเหนา ที่มาของเสียง
    yt_favicon_ringo2.png • พระอานนท์พุทธอนุชา ตอน จตุรงคพลและวิมลมาน ...
    ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปฺปลํ ว ยโถทเก
    เหตุแห่งรัก ท่านชี้ ว่ามีสอง
    คือเคยครอง ปองรัก สมัครสมาน
    โดยบุพเพ นิยม มานมนาน
    พอได้พาน พบพักตร์ รักปักใจ
    ปัจจุบัน หมั่นเกื้อ เอื้อเฟื้อพร้อม
    รักก็ย่อม เกิดมา อย่าสงสัย
    เปรียบอุบล ต้นกอ ละออใบ
    ได้อาศัย ตมน้ำ งอกงามเอย.ฯ

     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,509
    อาจารย์ยอด : ตำนานพระศรีอารย์ [น่ารู้]

    อาจารย์ยอด
    Jul 30, 2018
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,509
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,509
    อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต๑. อัมพปาลีเถรีคาถา

    อรรถกถาเถรีคาถา วิสตินิบาต
    ๑. อรรถกถาอัมพปาลีเถรีคาถา
    ในวีสตินิบาต คาถาว่า กาฬกา ภมรวณฺณสทิสา เป็นต้นเป็นคาถาของพระอัมพปาลีเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
    พระเถรีแม้รูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ บรรพชาอุปสมบทในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี สมาทานสิกขาบทของภิกษุณีอยู่.
    วันหนึ่ง ไหว้พระเจดีย์ ทำประทักษิณเวียนขวา เมื่อพระขีณาสวเถรีเดินไปก่อน พลันถ่มน้ำลาย ก้อนน้ำลายก็ตกไปที่ลานพระเจดีย์ พระขีณาสวเถรีไม่เห็นก็เดินไป ภิกษุณีรูปนี้เดินไปข้างหลังเห็นก้อนน้ำลายนั้นก็ด่าว่า อีแพศยาชื่อไรนะ ถ่มน้ำลายลงที่ตรงนี้.
    ภิกษุณีรูปนี้ รักษาศีลในเวลาเป็นภิกษุณี เกลียดการเข้าอยู่ในครรภ์ ก็ตั้งจิตไว้ให้อยู่ในอัตภาพเป็นอุปปาติกะ. ด้วยการตั้งจิตนั้น ในอัตภาพสุดท้าย ภิกษุณีรูปนั้นก็บังเกิดเป็นอุปปาติกะ ที่โคนต้นมะม่วง ในพระราชอุทยาน กรุงเวสาลี.
    พนักงานเฝ้าอุทยานเห็นเด็กหญิงนั้นก็นำเข้าพระนคร เพราะบังเกิดที่โคนต้นมะม่วง นางจึงถูกเรียกว่า อัมพปาลี.
    ครั้งนั้น พวกพระราชกุมาร [เจ้าชาย] มากพระองค์ เห็นนางสะสวยน่าชมน่าเลื่อมใส ทั้งแสดงคุณพิเศษมีเสน่ห์น่ารักน่าใคร่เป็นต้น ต่างก็ปรารถนาจะทำให้เป็นหม่อมห้ามของตนๆ จึงเกิดทะเลาะวิวาทกัน.
    คณะผู้พิพากษาได้รับคำฟ้องของนาง เพื่อระงับการทะเลาะวิวาทของพวกราชกุมารเหล่านั้น จึงตั้งนางไว้ในตำแหน่งคณิกาหญิงแพศยา ว่าจงเป็นของทุกๆ คน.
    นางได้ศรัทธาในพระศาสดา สร้างวิหารไว้ในสวนของตน มอบถวายแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ภายหลังฟังธรรมในสำนักของพระวิมลโกณฑัญญเถระ บุตรของตน ก็บวชเจริญวิปัสสนา อาศัยความที่สรีระของตนคร่ำคร่าลงเพราะชรา ก็เกิดสังเวชใจ
    เมื่อจะชี้แจงถึงความที่สังขารไม่เที่ยงอย่างเดียว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
    แต่ก่อน ผมของข้าพเจ้ามีสีดำเสมือนสีแมลงภู่
    มีปลายงอน เดี๋ยวนี้ ผมเหล่านั้นก็กลายเป็นเสมือน
    ป่านปอ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส
    แต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน มวยผมของข้าพเจ้าเต็มด้วยดอกไม้
    หอมกรุ่น เหมือนผอบที่อบกลิ่น เดี๋ยวนี้ ผมนั้นมีกลิ่น
    เหมือนขนแพะ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า
    ผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน ผมของข้าพเจ้าดกงามด้วยปลายที่รวบ
    ไว้ด้วยหวีและเข็มเสียบ เหมือนป่าไม้ทึบที่ปลูกไว้เป็น
    ระเบียบ เดี๋ยวนี้ ผมนั้นก็บางลงในที่นั้นๆ เพราะชรา
    พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำ
    จริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน มวยผมดำ ประดับทอง ประดับด้วย
    ช้องผมอย่างดี สวยงาม เดี๋ยวนี้ มวยผมนั้นก็ร่วงเลี่ยน
    ไปทั้งศีรษะเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้
    ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน คิ้วของข้าพเจ้าสวยงามคล้ายรอยเขียน
    ที่จิตรกรบรรจงเขียน เดี๋ยวนี้ กลายเป็นห้อย ย่นลง
    เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความ
    จริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน ดวงตาทั้งคู่ของข้าพเจ้าดำขลับมีประ-
    กายงาม คล้ายแหวนมณี เดี๋ยวนี้ ถูกชราทำลายเสีย
    แล้วจึงไม่งาม พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่
    ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน เมื่อวัยสาว จมูกของข้าพเจ้าโด่งงาม
    เหมือนเกลียวหรดาล เดี๋ยวนี้ กลับเหี่ยวแฟบ เพราะ
    ชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง
    เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน ใบหูทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงามเหมือน
    ตุ้มหูที่ช่างทำอย่างประณีตเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้
    กลายเป็นห้อยย่น เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธ
    เจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน ฟันของข้าพเจ้าสวยงามเหมือนหน่อตูม
    ของต้นกล้วย เดี๋ยวนี้กลับหักดำ เพราะชรา พระดำรัส
    ของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่
    แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน ข้าพเจ้าพูดเสียงไพเราะเหมือนนก
    ดุเหว่า ที่มีปกติเที่ยวไปในไพรสณฑ์ในป่าใหญ่ ส่ง
    เสียงร้องไพเราะ เดี๋ยวนี้ คำพูดของข้าพเจ้าก็พูดพลาด
    เพี้ยนไปในที่นั้นๆ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธ
    เจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่ แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน คอของข้าพเจ้าสวยงามกลมเกลี้ยง
    เหมือนสังข์ขัดเกลี้ยงเกลาดีแล้ว เดี๋ยวนี้ กลายเป็น
    งุ้มค้อมลง เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้
    ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน แขนทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม
    เปรียบเสมือนไม้กลอน กลมกลึง เดี๋ยวนี้ กลายเป็น
    ลีบเหมือนกิ่งแคคด เพราะชรา พระดำรัสของพระ
    พุทธเจ้าตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็น
    อย่างอื่น.
    แต่ก่อน มือทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม ประดับ
    ด้วยแหวนทองงามระยับ เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเสมือน
    เหง้ามัน เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส
    แต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน ถันทั้งสองของข้าพเจ้าอวบอัดกลมกลึง
    ประชิดกันและงอนสล้างสวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็น
    หย่อนยานเหมือนถุงหนังที่ไม่มีน้ำ เพราะชรา พระ
    ดำรัสของพระพุทธเจ้า ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริง
    แท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน กายของข้าพเจ้าเกลี้ยงเกลาดังแผ่น
    ทอง สวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็นสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น
    อันละเอียด เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้
    ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน ขาอ่อนทั้งสองข้างของข้าพเจ้าสวยงาม
    เปรียบเหมือนงวงช้าง เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเหมือนข้อ
    ไม้ไผ่ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส
    แต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน แข้งทั้งสองของข้าพเจ้าประดับด้วยกำไล
    ทองเกลี้ยงเกลาสวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเหมือนต้น
    งาขาด เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่
    ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    แต่ก่อน เท้าทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงามเปรียบ
    เสมือนรองเท้าหุ้มปุยนุ่น เดี๋ยวนี้ แตกเป็นริ้วรอย
    เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความ
    จริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    บัดนี้ ร่างกายนี้ เป็นเช่นนี้ คร่ำคร่าเป็นแหล่ง
    ที่อยู่แห่งทุกข์เป็นอันมาก ปราศจากเครื่องลูบไล้ เป็น
    เรือนชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความ
    จริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาฬกา แปลว่า มีสีดำ.
    บทว่า ภมรวณฺณสทิสา ความว่า ผมแม้ดำก็สีเสมือนแมลงภู่ คือเขียวสนิท.
    บทว่า เวลฺลิตคฺคา แปลว่า มีปลายงอน.
    อธิบายว่า งอน คือช้อนขึ้นตั้งแต่โคนจนถึงปลาย.
    บทว่า มุทฺธชา แปลว่า ผม.
    บทว่า ชราย ได้แก่ เพราะชราเป็นเหตุ คือเพราะความงามที่ถูกชราทำลายเสียแล้ว.
    บทว่า สาณวากสทิสา ได้แก่ เสมือนป่าน เสมือนปอ.
    ความว่า เสมือนเปลือกป่านและเสมือนเปลือกไม้ ดังนี้.
    บทว่า สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ความว่า พระดำรัสเป็นต้นว่า รูปทั้งปวงไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำไว้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสความจริง ความแท้ เป็นคำจริงอย่างเดียวไม่แปรเป็นอย่างอื่น ความเท็จไม่มีอยู่ในพระดำรัสนั้น.
    บทว่า วาสิโต ว สุรภี กรณฺฑโก ความว่า ผมมีกลิ่นหอม เหมือนกล่องเครื่องประดับที่อบให้จับกลิ่น ด้วยดอกไม้ของหอมและผอบเป็นต้น.
    บทว่า ปุปฺผปูร มม อุตฺตมงฺคภูโต ความว่า แต่ก่อนมวยผมของข้าพเจ้าไม่มีมลทิน เต็มด้วยดอกไม้มีดอกจำปา ดอกมะลิเป็นต้น.
    บทว่า ตํ ได้แก่ สิ่งที่เกิดบนศีรษะคือผม.
    ต่อมาภายหลังคือบัดนี้ กลายเป็นมีกลิ่นเหมือนขนของตนเอง คือกลายเป็นมีกลิ่นเป็นขนตามปกติ.
    อีกนัยหนึ่ง บทว่า สโลมคนฺธิกํ ได้แก่ มีกลิ่นเสมอกับขนแพะ.
    อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เอฬกโลมคนฺธิกํ มีกลิ่นเหมือนขนแพะ ดังนี้ก็มี.
    บทว่า กานนํว สหิตํ สุโรปิตํ ความว่า เหมือนป่าเล็กที่มีต้นไม้มีกิ่งตรงและยาว ซึ่งอยู่ตอนบน เขาปลูกไว้ดี ชิดกัน ตั้งอยู่ทึบ.
    บทว่า โกจฺฉสูจิวิจิตคฺคโสภิตํ ความว่า แต่ก่อนผมมีปลายรวบไว้ด้วยการเสียบมวยผมด้วยหวีและเข็มเสียบทอง สวยงาม หรือผมเป็นเสมือนแปรงเพราะดก ชื่อว่าสวยงามเพราะมีปลายรวบไว้ด้วยเข็มงาที่ซื้อมาจากตลาด.
    บทว่า ตํ ได้แก่ ผม.
    บทว่า วิรลํ ตหึ ตหึ ได้แก่ ที่บาง คือผมร่วงในที่นั้นๆ
    บทว่า กณฺหขนฺธกํ สุวณฺณมณฺฑิตํ ได้แก่ กลุ่มผมดำ ประดับด้วยเครื่องประดับมีวชิระทองเป็นต้น.
    แต่อาจารย์พวกใดกล่าวว่า ประดับด้วยลูกศรทองสวยงาม ความของอาจารย์พวกนั้น ก็ว่าประดับด้วยการเสียบมวยผมด้วยเข็มทองสวยงาม.
    บทว่า โสภเต สุเวณีหิลงฺกตํ ความว่า ประดับด้วยช้องผมที่เสมือนมาลัยดอกราชพฤกษ์ อันงาม ย่อมส่องประกายมาแต่ก่อน.
    บทว่า ตํ ชราย ขลิตํ สิรํ กตํ ความว่า ศีรษะที่งามอย่างนั้นนั้น เดี๋ยวนี้ถูกชราทำให้เลี่ยนคือ ทำผมให้ร่วง ขาดเป็นฝอยๆ.
    บทว่า จิตฺตการสุกตาว เลขิกา ความว่า แต่ก่อนคิ้วของข้าพเจ้าเหมือนดังรอยเขียนที่จิตรกรช่างศิลป์บรรจงเขียนด้วยสีเขียว.
    บทว่า โสภเต สุ ภมุกา ปุเร มม ความว่า แต่ก่อนคิ้วที่สวยของข้าพเจ้าก็นับว่างาม.
    บทว่า วลีหิ ปลมฺพิตา ได้แก่ ก็ตั้งห้อยลงเพราะรอยย่นที่เกิดที่ริมหน้าผาก.
    บทว่า ภสฺสรา แปลว่า มีประกาย.
    บทว่า สุรุจิรา แปลว่า งามดี.
    บทว่า ยถา มณิ แปลว่า เหมือนแหวนตรามณี.
    บทว่า เนตฺตาเหสุํ แปลว่า ได้เป็นดวงตาที่งาม.
    บทว่า อภินีลมายตา แปลว่า เขียวจัดกว้าง.
    บทว่า เต ได้แก่ ดวงตา.
    บทว่า ชรายภิหตา แปลว่า อันชราทำลายเสียแล้ว.
    บทว่า สณฺหตุงฺคสทิสี จ ได้แก่ โด่ง งาม และรับกับส่วนแห่งดวงหน้า และอวัยวะนอกนั้น.
    บทว่า โสภเต ความว่า จมูกของข้าพเจ้างามดังเกลียวหรดาลที่ฟันตั้งไว้.
    บทว่า สุ อภิโยพฺพนํ ปติ ความว่า จมูกในสมัยแรกรุ่นที่งามนั้น บัดนี้ก็เป็นเหมือนลดลงและเหมือนถูกกัน [ไม่ให้โด่ง] เพราะชราห้ามความงามไว้.
    ด้วยบทว่า กงฺกณํว สุกตํ สุนิฏฺฐิตํ พระอัมพปาลีเถรีกล่าวหมายถึงความกลมกลึง ประหนึ่งเครื่องประดับปลายแขนทอง ที่นายช่างทำอย่างดี.
    บทว่า โสภเต ก็คือ โสภนฺเต แปลว่า งาม. หรือบาลีก็ว่า โสภนฺเต.
    คำว่า สุ เป็นเพียงนิบาต.
    บทว่า กณฺณปาฬิโย [กลีบหู] ได้แก่ ใบหู.
    บทว่า วลิภิปฺปลมฺภิตา ความว่า ก็เหี่ยวย่นเพราะความเหี่ยวที่เกิดขึ้นในที่นั้นๆ เป็นเกลียวดั่งท่อนผ้าที่บิด ตกห้อยลง.
    บทว่า ปตฺตลิมกุลวณฺณสทิสา ได้แก่ ฟันมีสีและสัณฐานดังหน่อตูมของต้นกล้วย.
    บทว่า ขณฺฑิตา ได้แก่ หัก คือถึงความหัก แตกหลุดหล่นไป.
    บทว่า อสิตา ได้แก่ ถึงความเป็นฟันดำ เพราะสีเสียไป.
    บทว่า กานนมฺหิ วนสณฺฑจารินี โกกิลาว มธุรํ นิกูชิหํ ความว่า ส่งเสียงพูดจาไพเราะดังนกดุเหว่า เที่ยวหาอาหารอยู่ในป่า จับกิ่งไม้ ร้องเพลงอยู่ในป่า.
    บทว่า ตํ ได้แก่ พูดจาส่งเสียงนั้น.
    บทว่า ขลิตํ ตหึ ตหึ ได้แก่ พูดผิดเพี้ยนไปในที่นั้นๆ เพราะลักษณะชรา มีฟันหักเป็นต้น.
    บทว่า สณฺหกมฺพุริว สุปฺปมชฺชิตา ได้แก่ คอเหมือนสังข์ทองที่เขาขัดอย่างดี ก็กลมเกลี้ยง.
    บทว่า สา ชราย ภคฺคา วินามิตา ความว่า [คอ] ค้อมน้อมลง เพราะชราปรากฏ โดยเนื้อค่อยๆ สิ้นไป.
    บทว่า วฏฺฏปลิฆสทิโสปมา ได้แก่ เทียบเท่ากับไม้กลอนอันกลม.
    บทว่า ตา ได้แก่ แขนแม้ทั้งสองนั้น.
    บทว่า ปาฏลิปฺปลิตา ได้แก่ เสมือนกิ่งแคที่คดเพราะเก่าแก่.
    บทว่า สณฺหมุทฺทิกสุวณฺณมณฺฑิตา ได้แก่ ประดับด้วยแหวนอันเกลี้ยงและสุกใสที่ทำด้วยทอง.
    บทว่า ยถา มูลมูลิกา แปลว่า ก็เสมือนเหง้ามัน
    บทว่า ปีนวฏฺฏสหิตุคฺคตา ได้แก่ เต่ง กลม ประชิดกันและกัน ชู งอนขึ้น.
    บทว่า โสภเต สุ ถนกา ปุเร มม ความว่า ถันแม้ทั้งสองของข้าพเจ้ามีรูปตามที่กล่าวแล้ว งามเหมือนหม้อทอง แท้จริงคำนี้เป็นเอกวจนะ ลงในอรรถพหุวจนะ เป็นคำปัจจุบันกาล ลงในอรรถอดีตกาล.
    บทว่า เถวิกีว ลมฺพนฺติ โนทกา ความว่า ถันของข้าพเจ้าแม้ทั้งสองนั้นเหี่ยวยาน เหมือนกะถุงน้ำที่ไม่มีน้ำ ที่เขากินน้ำหมดแล้ว อันเขาวางไว้ที่ท่อนไม้ไผ่.
    บทว่า กญฺจนสฺส ผลกํว สุมฏฺฐํ ความว่า ร่างกายของข้าพเจ้างามเหมือนแผ่นทอง ที่นายช่างเอาชาดหิงคุทาแล้วขัดนานๆ.
    บทว่า โส วลีหิ สุขุมาหิ โอตโต ความว่า ร่างกายของข้าพเจ้านั้น บัดนี้ก็เหี่ยว คือหนังเหี่ยวย่นในที่นั้นๆ เพราะเกลียวละเอียดๆ.
    บทว่า นาคโภคสทิโสปมา ได้แก่ เปรียบเท่ากับงวงของพระยาช้าง หัตถ์ในที่นี้ท่านเรียกว่า โภคะ งวง เพราะเป็นเครื่องจับกิน.
    บทว่า เต ได้แก่ ขาทั้งสอง.
    บทว่า ยถา เวฬุนาลิโย ความว่า บัดนี้ได้เป็นเสมือนปล้องไม้ไผ่.
    บทว่า สณฺหนูปุรสฺวณฺณมณฺฑิตา ความว่า ประดับด้วยเครื่องประดับเท้าทอง อันเกลี้ยงเกลา.
    บทว่า ชงฺฆา ได้แก่ กระดูกแข้ง.
    บทว่า ตา ได้แก่ แข้งเหล่านั้น.
    บทว่า ติลทณฺฑการิว ความว่า ได้เป็นเหมือนต้นงาแห้งที่ขาดเหลืออยู่ เพราะผอม เหตุมีเนื้อเหลือน้อย.
    ร อักษรทำการต่อบท.
    บทว่า ตูลปุณฺณสทิโสปมา ได้แก่ เสมือนรองเท้าที่พันด้วยปุยงิ้ว [นุ่น] เต็ม เพราะเป็นของอ่อนนุ่ม. เท้าทั้งสองของข้าพเจ้านั้น บัดนี้กระทบอะไรก็ปริแตก เกิดเป็นริ้วรอย.
    บทว่า เอทิโส แปลว่า เห็นปานนี้ ร่างกายได้มีได้เป็นประการตามที่กล่าวมาแล้ว.
    บทว่า อยํ สมุสฺสโย แปลว่า ร่างกายของข้าพเจ้านี้.
    บทว่า ชชฺชโร ได้แก่ ผูกไว้หย่อนๆ.
    บทว่า พหุทุกฺขานมาลโย ได้แก่ เป็นที่อยู่ของทุกข์ทั้งหลายเป็นอันมาก ซึ่งมีชราเป็นต้นเป็นเหตุ.
    บทว่า โสปเลปปติโต ความว่า ร่างกายนี้นั้นตกไปจากเครื่องลูบไล้ ตกไปเพราะสิ้นเครื่องปรุงแต่งลูบไล้ มีแต่บ่ายหน้าตกไป.
    อีกอย่างหนึ่ง แจกบทว่า โสปิ อเลปปติโต ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
    บทว่า ชราฆโร ได้แก่ ก็เป็นเสมือนเรือนคร่ำคร่า. อีกอย่างหนึ่ง ได้เป็นเรือนของชรา.
    เพราะฉะนั้น พระดำรัสของพระศาสดาของข้าพเจ้า จึงเป็นสัจวาจาของพระผู้ทรงเป็นสัจวาที ชื่อว่าตรัสแต่ความจริง เพราะทรงทราบสภาวะตามเป็นจริงของธรรมทั้งหลายโดยชอบนั่นเทียว จึงตรัส คือเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ หากลายเป็นอย่างอื่นไปไม่.
    พระเถรีนี้พิจารณาทบทวนอนิจจตาความไม่เที่ยงในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด โดยมุขคือการกำหนดความไม่เที่ยงในอัตภาพของตนอย่างนี้แล้ว ยกขึ้นสู่ทุกขลักษณะและอนัตตลักษณะในอัตภาพตนนั้น ตามแนวอนิจจลักษณะนั้น ขมักเขม้นเจริญวิปัสสนาอยู่ ก็บรรลุพระอรหัต โดยลำดับมรรค.
    ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑-
    พระอัมพปาลีเถรีเปล่งอุทานเป็นคาถาพรรณนาอปทานของท่านว่า
    ข้าพเจ้าเกิดในสกุลกษัตริย์ เป็นภคินีของพระมหามุนีพระนามว่าปุสสะ ผู้มีพระรัศมีงามดังมาลัยประดับศีรษะ ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้วมีใจเลื่อมใส ถวายมหาทานแล้วปรารถนารูปสมบัติ.
    นับแต่กัปนี้ไป ๓๑ กัป พระชินเจ้าพระนามว่าสิขี เป็นนายกเลิศของโลก ทรงส่องโลกให้สว่าง ทรงเป็นสรณะของ ๓ โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
    ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในสกุลพราหมณ์ กรุงอมรปุระที่น่ารื่นรมย์ โกรธขึ้นมาก็ด่าภิกษุณีผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว [อริยุปวาท] ว่า ท่านเป็นหญิงแพศยาประพฤติอนาจาร ประทุษร้ายศาสนาของพระชินเจ้า ครั้นด่าอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ตกนรกอันร้ายกาจ เพียบพร้อมด้วยทุกข์ใหญ่หลวง เพราะบาปกรรมนั้น จุติจากนรกนั้นแล้ว มาเกิดในหมู่มนุษย์ มีลามกธรรมทำให้เดือดร้อน ครองความเป็นหญิงแพศยาอยู่ถึงหกหมื่นปี ก็ยังไม่หลุดพ้นจากบาปอันนั้น เหมือนอย่างกลืนพิษร้ายเข้าไป.
    ข้าพเจ้าเสพเพศพรหมจรรย์ [บวชเป็นภิกษุณี] ในศาสนาพระชินเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ด้วยผลแห่งบุญนั้น ข้าพเจ้าก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นไตรทศ [ดาวดึงส์]
    เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดเป็นโอปปาติกะ ที่ระหว่างกิ่งมะม่วง ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงชื่อว่าอัมพปาลี ข้าพเจ้าอันหมู่สัตว์นับโกฏิห้อมล้อมแล้ว ก็บวชในศาสนาของพระชินเจ้า บรรลุฐานะอันมั่นคงไม่สั่นคลอน เป็นธิดาเกิดแต่พระอุระของพระผู้เป็นพุทธะ.
    ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในฤทธิ์ทั้งหลาย ในความหมดจดแห่งโสตธาตุ [หูทิพย์] เป็นผู้เชี่ยวชาญเจโตปริยญาณ [รู้ใจผู้อื่น] ข้าพเจ้ารู้ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในภพก่อนๆ [ระลึกชาติได้] ชำระทิพยจักษุหมดจด [ตาทิพย์] หมดสิ้นอาสวะทุกอย่าง [อาสวักขยญาณ] บัดนี้จึงไม่มีภพใหม่ [ไม่ต้องเกิดอีก].
    ข้าพเจ้ามีญาณสะอาดหมดจด ในอรรถปฏิสัมภิทา ธรรมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทาและปฏิภาณปฏิสัมภิทา เพราะอำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทุกภพข้าพเจ้าก็ถอนเสียแล้ว ข้าพเจ้าตัดพันธะเหมือนกะช้างตัดเชือก ไม่มีอาสวะ อยู่ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ข้าพเจ้าก็มาดีแล้ว.
    วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธะ ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้ากระทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
    ____________________________
    ๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๗๙ อัมพปาลีเถรีอปทาน

    ก็พระอัมพปาลีเถรี ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พิจารณาทบทวนข้อปฏิบัติของตนแล้ว ก็เอื้อนเอ่ยคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานแล.
    จบอรรถกถาอัมพปาลีเถรีคาถาที่ ๑

    :- https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=26&i=467
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,509
    พระภัททากุณฑลเกสาเถรี (ภิกษุณีพระอรหันต์)

    หลวงตา
    Nov 16, 2021
    พระภัททากุณฑลเกสาเถรี (ภิกษุณีพระอรหันต์) ภิกษุณีผู้เลิศทางตรัสรู้เร็ว
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,509
    อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต๙. ภัททากุณฑลาเถรีคาถา

    ๙. อรรถกถาภัททากุณฑลเกสาเถรีคาถา
    คาถาว่า ลูนเกสี ปงฺกธรี เป็นต้นเป็นคาถาของพระภัททากุณฑลเกสาเถรี.
    พระเถรีแม้รูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็บังเกิดในเรือนของครอบครัว กรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศของภิกษุณีผู้เป็นขิปปาภิญญาตรัสรู้เร็ว จึงทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น ทำบุญจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป.
    ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ก็เป็นพระราชธิดาระหว่างพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ ในพระราชมณเฑียรของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ สมาทานศีล ๑๐ ประพฤติโกมารีพรหมจรรย์อยู่ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี สร้างบริเวณที่อยู่ของพระสงฆ์ ท่องเที่ยวอยู่ในฝ่ายสุคติเท่านั้นตลอดพุทธันดรหนึ่ง มาในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดในครอบครัวเศรษฐี กรุงราชคฤห์ มีชื่อว่าภัททา.
    นางมีบริวารมาก เติบโตเป็นสาวแล้ว เห็นโจรชื่อสัตตุกะ บุตรปุโรหิตในพระนครนั้นนั่นเองทางหน้าต่าง ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่นครบาลจับตัวในความผิดมหันตโทษ พร้อมทั้งของกลาง กำลังควบคุมตัวมายังที่ประหาร เพื่อฆ่าให้ตายตามพระราชอาชญา มีจิตปฏิพัทธ์ ก็นอนคว่ำหน้าบนที่นอน คร่ำครวญว่า ถ้าเราได้เขา จึงจะมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่ได้ก็จักตายเสีย.
    บิดาของนางรักนางมาก เพราะมีธิดาคนเดียว จึงติดสินบนพันกหาปณะ ให้เจ้าหน้าที่ปล่อยโจร ด้วยอุบายให้แต่งตัวประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ส่งตัวขึ้นไปยังปราสาท. ส่วนนางภัททามีความปรารถนาบริบูรณ์แล้วก็ประดับด้วยเครื่องอลังการเสียจนเกินไป ปรนนิบัติสัตตุกโจรนั้น.
    ล่วงไป ๒-๓ วัน สัตตุกโจรก็เกิดโลภในเครื่องอลังการเหล่านั้น กล่าวกะนางว่า ภัททาจ๋า พี่พอถูกเจ้าหน้าที่นครบาลจับได้ ก็บนเทวดาซึ่งสิงสถิตย์ ณ เขาทิ้งโจรไว้ว่า ถ้าพี่รอดชีวิตก็จักนำเครื่องพลีกรรมไปเซ่นสรวงท่าน. น้อง ท่านช่วยจัดเครื่องพลีกรรมสำหรับเทวดานั้นด้วยเถิด.
    นางคิดว่าจักทำใจเขาให้เต็ม จึงจัดเตรียมเครื่องพลีกรรม ประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์ทุกอย่าง ขึ้นยานคันเดียวกันไปกับสามี มุ่งหมายจักทำพลีกรรมแก่เทวดา เริ่มขึ้นไปยังเขาทิ้งโจร.
    สัตตุกโจรคิดว่า เมื่อขึ้นไปกันทั้งหมด เราก็จักยึดอารมณ์ของหญิงผู้นี้ไม่ได้ จึงพักปริวารชนไว้ที่ตรงนั้นนั่นเอง ให้นำไปเฉพาะภาชนะใส่เครื่องพลีกรรมนั้นเท่านั้น เมื่อขึ้นไปยังภูเขา ก็มิได้พูดวาจาที่น่ารักกับนางเลย.
    นางก็รู้ถึงความประสงค์ของเขาโดยอาการเคลื่อนไหวเท่านั้น.
    สัตตุกโจรเริ่มลายโจรกล่าวว่า ภัททา เจ้าจงเปลื้องผ้าห่มของเจ้าออกห่อเครื่องประดับที่ติดตัวเจ้าเดี๋ยวนี้.
    นางกล่าวว่า นายท่าน ข้าพเจ้ามีความผิดอะไรเล่า. เขากล่าวว่า หญิงโง่ ทำไมหนอเจ้าจึงเข้าใจข้าว่ามาทำพลีกรรม ความจริง ข้ามาเพื่อยึดอาภรณ์ของเจ้า โดยอ้างการพลีกรรมต่างหากเล่า.
    นางกล่าวว่า นายท่าน เครื่องประดับเป็นของใคร ตัวข้าพเจ้าเป็นของใครกันคะ. เขากล่าวว่า ข้าน่ะ ไม่รู้จักการจำแนกอย่างนี้ดอกนะ. การพลีนางกล่าวว่า เอาเถิด นายท่านขอท่านโปรดช่วยทำความประสงค์ของข้าพเจ้าอย่างหนึ่งให้เต็มด้วยเถิด โปรดให้ข้าพเจ้าได้กอดนายท่านทั้งยังแต่งเครื่องประดับอยู่ด้วยนะคะ. เขาก็รับคำ.
    นางรู้ว่าเขารับคำแล้ว ก็ทำประหนึ่งว่า กอดข้างหน้าแล้วกอดข้างหลัง ได้ทีก็ผลักโจรตกเขาขาด โจรนั้นก็ตกลงแหลกละเอียดเป็นจุรณวิจุรณไป.
    เทวดาที่สิงสถิตย์อยู่ที่เขาเห็นเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ที่นางทำแล้ว เมื่อจะประกาศความที่นางเป็นคนฉลาด จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
    มิใช่แต่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้
    สตรีมีปัญญาเห็นประจักษ์ ก็เป็นบัณฑิตได้ในที่นั้นๆ.
    มิใช่แต่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้
    สตรีที่คิดความได้ฉับพลัน ก็เป็นบัณฑิตได้.
    ลำดับนั้น นางภัททาคิดว่า โดยวิธีการอย่างนี้เราก็กลับบ้านไม่ได้ จำเราจะไปเสียจากที่นี่แล้วบวชเสียสักอย่าง จึงไปยังอารามของนิครณถ์ ขอบวชเป็นนิครนถ์ นิครนถ์เหล่านั้นกล่าวกะนางว่า การบรรพชาจะมีได้ด้วยการกำหนดอันไรเล่า.
    นางกล่าวว่า อันใดเป็นสูงสุดแห่งบรรพชาของท่าน ขอท่านโปรดกระทำอันนั้นเถิด. นิครนถ์เหล่านั้นกล่าวว่า ดีละ แล้วก็ช่วยกันถอนผมของนางด้วยเสี้ยนตาลให้นางบวช.
    ผมที่งอกขึ้นมาอีก ก็เวียนเป็นลอนงอกขึ้นมา นับแต่นั้นมา นางก็เกิดมีชื่อว่า กุณฑลเกสา.
    นางเล่าเรียนลัทธิสมัยและทางแห่งวาทะที่ควรเรียนในสำนักนิครนถ์นั้น ก็รู้ว่าคนเหล่านี้รู้กันเท่านี้ วิเศษยิ่งกว่านี้ไม่มี ก็หลีกออกไปจากสำนักนั้น ไปในที่ๆ มีบัณฑิตเล่าเรียนศิลปความรู้ของบัณฑิตเหล่านั้น มองไม่เห็นใครที่สามารถจะพูดด้วยกับตน เข้าไปคามนิคมใดๆ ก็กองทรายไว้ใกล้ประตูคามนิคมนั้นๆ วางกิ่งหว้าไว้บนกองทรายนั้น ให้สัญญาณแก่พวกเด็กที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า ผู้ใดสามารถจะยกวาทะของเราได้ ผู้นั้นก็จงเหยียบกิ่งหว้านี้ แล้วก็ไปที่อยู่ เมื่อกิ่งหว้าวางอยู่อย่างนั้น ๗ วัน นางก็จะถือกิ่งหว้านั้นหลีกไป.
    สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราเสด็จอุบัติในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ ทรงอาศัยกรุงสาวัตถีโดยลำดับ ประทับอยู่ ณพระเชตวัน แม้นางกุณฑลเกสาก็ท่องเที่ยวไปในคามนิคมราชธานีทั้งหลายโดยนัยที่กล่าวแล้ว ถึงกรุงสาวัตถีก็วางกิ่งหว้าลงบนกองทราย ใกล้ประตูพระนคร ให้สัญญาณแก่พวกเด็กๆ แล้วก็เข้าไปยังกรุงสาวัตถี,
    ครั้งนั้น ท่านพระธรรมเสนาบดีเข้าไปพระนครลำพังผู้เดียว เห็นกิ่งไม้นั้น ประสงค์จะย่ำยีวาทะ จึงถามพวกเด็กๆ ว่า เหตุไร กิ่งไม้นี้จึงถูกวางไว้อย่างนี้. พวกเด็กก็บอกความข้อนั้น. พระเถระกล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าจงช่วยกันเหยียบกิ่งไม้นี้เถิด. พวกเด็กก็พากันเหยียบกิ่งไม้นั้น.
    นางกุณฑลเกสาฉันอาหารเสร็จแล้วก็ออกจากนคร เห็นกิ่งไม้ถูกเหยียบ จึงถามว่าใครเหยียบ ทราบว่าพระเถระให้เหยียบ คิดว่า วาทะที่ไม่มีคนเข้าข้างไม่งาม จึงเที่ยวไปจากถนนหนึ่งสู่อีกถนนหนึ่ง โฆษณาว่า ท่านทั้งหลายโปรดดูวาทะของข้าพเจ้ากับพระสมณะศากยบุตรเถิด ถูกมหาชนห้อมล้อมแล้ว เข้าไปหาท่านพระธรรมเสนาบดี ซึ่งนั่งอยู่โคนไม้ต้นหนึ่ง ทำปฏิสันถารแล้ว ยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่งกล่าวว่า กิ่งไม้หว้าที่ข้าพเจ้าวางไว้ท่านให้เด็กเหยียบหรือ.
    พระเถระตอบว่า ถูกละ เราให้เด็กเหยียบ.
    นางกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะมีวาทะของข้าพเจ้ากับท่านกันนะ เจ้าคะ.
    พระเถระว่า เชิญสิ ภัททา.
    นางว่า ท่านเจ้าข้า ใครถาม ใครตอบ กันล่ะเจ้าคะ.
    พระเถระว่า ธรรมดาว่าการถามมาถึงเราแล้ว แต่ท่านจงถามข้อที่รู้ของตนเถิด.
    โดยอนุมัติที่พระเถระให้ไว้ นางจึงถามวาทะที่เป็นข้อรู้ของตนทั้งหมด. พระเถระก็ตอบได้หมด. นางไม่รู้ข้อที่ควรถามสูงขึ้นไปจึงนิ่งอยู่.
    พระเถระกล่าวว่า ท่านถามมามากข้อ แต่เราจะถามปัญหาท่านข้อเดียว. นางกล่าวว่า โปรดถามเถิดเจ้าข้า.
    พระเถระถามปัญหาข้อนี้ว่า เอกํ นาม กึ อะไรชื่อว่าหนึ่ง.
    นางกุณฑลเกสามองไม่เห็นเงื่อนต้นไม่เห็นเงื่อนปลาย เป็นเหมือนเข้าไปสู่ที่มืด จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบเจ้าข้า.
    พระเถระกล่าวว่า ข้อเดียวเท่านี้ ท่านยังไม่รู้ ข้ออื่นๆ ท่านจะรู้ได้อย่างไรเล่า แล้วแสดงธรรม. นางหมอบลงแทบเท้าทั้งสองของพระเถระกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นสรณะ.
    พระเถระกล่าวว่า ภัททา ท่านอย่าถึงเราเป็นสรณะเลย ท่านจงถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียว ซึ่งเป็นอัครบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลกเป็นสรณะเถิด. นางกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะทำตามอย่างนั้นเจ้าข้า แล้วก็ไปเฝ้าพระศาสดา เวลาทรงแสดงธรรมในตอนเย็น ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
    พระศาสดาทรงทราบว่า นางมีญาณแก่กล้าแล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
    ถ้าคาถาจำนวนตั้งพันคาถา ไม่ประกอบด้วยบทที่
    เป็นประโยชน์ คาถาบทเดียวที่ฟังแล้วสงบได้ยัง
    ประเสริฐกว่า.
    จบคาถา นางทั้งที่อยู่ในท่ายืนนั่นแล ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔
    ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑-
    พระชินพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งสรรพธรรม เป็นผู้นำ เสด็จอุบัติ เมื่อแสนกัปนับแต่กัปนี้. ครั้งนั้นข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวเศรษฐี ผู้รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะนานาชนิด กรุงหังสวดี เปี่ยมด้วยความสุขเป็นอันมาก. ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระมหาวีรพุทธเจ้าพระองค์นั้น ฟังธรรมอันยอดเยี่ยม เกิดความเลื่อมใส ก็ถึงพระชินพุทธเจ้าเป็นสรณะ
    พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระมหากรุณา ทรงสถาปนาพระสุภาภิกษุณีว่า เป็นเลิศของภิกษุณีผู้เป็นขิปปาภิญญา ตรัสรู้เร็ว. ข้าพเจ้าฟังพระพุทธเจ้าดำรัสนั้นแล้วก็ยินดีด้วยถวายแด่พระผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่ หมอบลงแทบเบื้องพระยุคลบาท ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
    พระผู้เป็นมหาวีระทรงอนุโมทนาว่า ดูก่อนภัททา เจ้าปรารถนาตำแหน่งใด ตำแหน่งนั้นจักสำเร็จหมด ขอเจ้าจงมีสุขเย็นใจเถิด. ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้ทรงสมภพในราชสกุลของพระเจ้าโอกกากราช จักเป็นศาสดา แม่นางจักมีชื่อว่าภัททากุณฑลเกสา เป็นทายาทในธรรมของพระองค์ เป็นโอรสา ถูกเนรมิตโดยธรรม จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา.
    ด้วยกรรมที่ทำดีนั้นและด้วยการตั้งใจไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้วก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. จุติจากนั้นแล้ว ก็ไปสวรรค์ชั้นยามาจากนั้นก็ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดีและชั้นปรนิมมิตวสวัตดี. ข้าพเจ้าเกิดในภพใดๆ ด้วยอำนาจของกรรมนั้น ข้าพเจ้าก็ครองตำแหน่งเอกอัครมเหสีของพระราชาทั้งหลายในภพนั้นๆ จุติจากภพนั้นแล้วมาในหมู่มนุษย์ ก็ครองตำแหน่งอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และพระราชาเจ้าปฐพีมณฑล ข้าพเจ้าเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ประสบสุขในภพทุกภพ ท่องเที่ยวอยู่หลายกัป.
    ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เป็นพราหมณ์ มียศใหญ่ เป็นยอดของศาสดาทั้งหลาย พระเจ้ากาสีจอมนรชน กรุงพาราณสีราชธานี ทรงเป็นอุปฐาก พระผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่ ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นราชธิดาองค์ที่ ๔ ในพระเจ้ากาสี นั้น ปรากฏพระนามว่าภิกขุทาสี ฟังธรรมของพระชินพุทธเจ้าผู้เลิศแล้วก็ชอบใจการบรรพชา. พระราชบิดาไม่ทรงอนุญาตพวกเรา.
    ครั้งนั้น พวกเราจึงอยู่ในพระราชมณเฑียร ไม่เกียจคร้านประพฤติโกมารีพรหมจรรย์มา ๒๐,๐๐๐ ปี เป็นพระราชธิดาเสวยสุข บันเทิงยินดีเป็นนิตย์ ในการบำรุงพระพุทธเจ้า มี ๗ พระองค์คือ สมณี สมณคุตตา ภิกขุนี ภิกขุทาสิกา ธัมมา สุธัมมาและสังฆทาสิกาที่ครบ ๗. บัดนี้ คือ เขมา อุบลวรรณา ปฏาจารา ข้าพเจ้า กิสาโคตมี ธัมมทินนาและวิสาขาที่ครบ ๗.
    ด้วยกรรมที่ทำมาดีนั้นและด้วยการตั้งใจไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์ ก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
    บัดนี้ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ในกรุงราชคฤห์ราชธานีมคธ ครั้นข้าพเจ้าเติบโตเป็นสาว เห็นโจรที่ถูกเขานำไปจะประหารชีวิต เกิดจิตปฏิพัทธ์ในโจรนั้น บิดาของข้าพเจ้าติดสินบนเจ้าหน้าที่ด้วยทรัพย์พันกหาปณะ ให้ปล่อยโจรนั้นพ้นจากประหาร. บิดาเอาใจข้าพเจ้า จึงมอบโจรนั้นให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเอ็นดูโจรนั้น ช่วยเกื้อกูล สนิทสนมอย่างยิ่ง.
    โจรนั้นนำเครื่องพลีกรรมไป เพราะโลภในเครื่องประดับของข้าพเจ้า นำไปยังเขาทิ้งโจร คิดจะฆ่าข้าพเจ้าที่ภูเขา.
    ครั้งนั้น ข้าพเจ้านอบน้อมสัตตุกโจร ทำอัญชลีอย่างดี รักษาชีวิตตน จึงกล่าวคำนี้ว่า สายสร้อยทองนี้ แก้วมุกดาและไพฑูรย์เป็นอันมาก ขอท่านโปรดเอาไปทั้งหมด โปรดปล่อยภัททา ประกาศว่าเป็นทาสีของท่าน.
    สัตตุกโจรกล่าวกะข้าพเจ้าว่า
    แม่งาม จงตายเสียเถิด เจ้าอย่าพิไรรำพันนักเลย ข้าไม่รู้เลยว่า ไม่ต้องฆ่านางผู้มาถึงป่าแล้ว
    ข้าพเจ้ากล่าวกะสัตตุกโจรว่า
    เมื่อใดข้าพเจ้านึกถึงตัวเอง เมื่อใดข้าพเจ้าเติบโตรู้เดียงสาแล้ว เมื่อนั้นข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่า คนอื่นจะเป็นที่รักยิ่งกว่าตัวท่าน มาสิข้าพเจ้าจักกอดท่าน ทำประทักษิณเวียนขวาท่าน ไหว้ท่าน ข้าพเจ้ากับท่านจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว.
    เทวดาที่สิงสถิต ณ ภูเขากล่าวสดุดีข้าพเจ้าว่า
    มิใช่แต่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้
    สตรีมีปัญญาเห็นประจักษ์ ก็เป็นบัณฑิตได้ในที่นั้น ๆ.
    มิใช่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้
    สตรีที่คิดความได้รวดเร็ว ก็เป็นบัณฑิตได้.
    ครั้งนั้น ข้าพ
    เจ้าฆ่าสัตตุกโจร เหมือนอย่างขนเนื้อทราย ฆ่าเนื้อทรายฉะนั้น.
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,509
    (ต่อ)
    ก็ผู้ใดรู้แก้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ฉับพลัน ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นจากการบีบคั้นของศัตรู เหมือนข้าพเจ้าหลุดพ้นจากสัตตุกโจร ในครั้งนั้นฉะนั้น.
    ครั้งนั้น ข้าพเจ้าผลักสัตตุกโจรตกลงไปที่ซอกเขา แล้วเข้าไปยังสำนักของนักบวชผู้ครองผ้าขาว บรรพชา.
    พวกนักบวชปริพาชก เอาแหนบถอนผมของข้าพเจ้าหมดให้บรรพชาแล้ว สอนลัทธิสมัย ไม่ว่างเว้นในครั้งนั้น.
    แต่นั้น ข้าพเจ้าเรียนลัทธินั้นนั่งอยู่คนเดียวนึกถึงลัทธินั้นว่า สุนัขทำกะมนุษย์.
    ข้าพเจ้าจับกิ่งหว้าที่ขาดแล้ว วางนอนไว้ใกล้ข้าพเจ้าแล้วก็หลีกไป เห็นกลุ่มคนยืนอยู่อากูลดังหมู่หนอน ก็ได้นิมิต สลดใจ ก็ลุกขึ้นจากที่นั้นบอกกล่าวกะสหธรรมมิกปริพาชกผู้ร่วมประพฤติธรรม. สหธรรมิกเหล่านั้นบอกว่า ภิกษุศากยบุตรรู้ความข้อนั้น ข้าพเจ้าจึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
    พระผู้นำพระองค์นั้นทรงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าว่า ขันธ์อายตนะและธาตุทั้งหลาย ไม่งาม เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
    ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้ว ก็ทำธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรมให้บริสุทธิ์ แต่นั้นก็รู้แจ้งพระสัทธรรม ได้บรรพชาอุปสมบท.
    พระผู้ทรงเป็นผู้นำอันข้าพเจ้าทูลวอนแล้วก็ตรัสว่า ภัททา จงมา.
    ข้าพเจ้าอุปสมบทแล้วในครั้งนั้น ได้เห็นน้ำเล็กน้อยด้วยการล้างเท้า ก็รู้พร้อมทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อม คิดอย่างนี้ว่า สังขารแม้ทั้งหมดก็เป็นอย่างนั้น.
    แต่นั้น จิตของข้าพเจ้าก็หลุดพ้น ไม่ยึดมั่นโดยประการทั้งปวง.
    ครั้งนั้น พระชินพุทธเจ้าจึงทรงแต่งตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศของภิกษุณีผู้เป็นขิปปาภิญญา ตรัสรู้เร็วพลัน.
    ข้าพเจ้าผู้ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดาเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ รู้ปรจิตตวิชชา [เจโตปริยญาณ] รู้ปุพเพนิวาสญาณ ทำทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ทำอาสวะให้สิ้นไปหมด บริสุทธิ์ไร้มลทินอย่างดี.
    พระศาสดา ข้าพเจ้าก็บำรุงแล้ว. คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ภาระหนักก็ปลงลงแล้ว ตัณหาที่นำไปในภพ ก็ถอนเสียแล้ว ชนทั้งหลายออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน เพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว. ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทุกอย่างก็บรรลุแล้ว. ญาณของข้าพเจ้าในอรรถ ธรรม นิรุตติและปฏิภาณ ก็บริสุทธิ์ไพบูลย์ด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
    กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทุกภพ ข้าพเจ้าก็ถอนเสียแล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกดุจช้างไม่มีอาสวะอยู่.
    ข้าพเจ้ามาดีแล้ว ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด วิชชา ๓ ก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
    ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ก็กระทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
    ____________________________
    ๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๖๑

    ก็แลนางครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทันใดนั้นก็ทูลขอบรรพชา พระศาสดาทรงอนุญาตการบรรพชาแก่นาง นางจึงไปสำนักภิกษุณี บรรพชาแล้วก็ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผลและสุขในนิพพาน พิจารณาการปฏิบัติของตน จึงกล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
    แต่ก่อน ข้าพเจ้าถอนผม อมมูลฟัน มีผ้าผืนเดียว
    เที่ยวไป รู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และเห็นสิ่งที่มีโทษ
    ว่าไม่มีโทษ.
    ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวัน ก็ได้พบพระพุทธ
    เจ้าผู้ไม่มีกิเลสดุจธุลี อันหมู่ภิกษุแวดล้อมที่ภูเขาคิชฌกูฏ
    จึงคุกเข่าถวายบังคม ทำอัญชลีต่อพระพักตร์
    พระองค์ตรัสกะข้าพเจ้าว่า ภัททา จงมา พระดำรัส
    สั่งนั้น ทำความหวังของข้าพเจ้าให้สำเร็จสมบูรณ์.
    ข้าพเจ้าจาริกไปทั่วแคว้นอังคะ มคธะ กาสี โกสละ
    บริโภคก้อนข้าวของชาวแคว้นมา ๕๐ ปี ไม่เป็นหนี้ [ไม่
    เป็นอิณบริโภค].
    ท่านอุบาสกผู้ใด ได้ถวายจีวรแก่ข้าพเจ้าภัททา
    ผู้พ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทุกอย่างแล้ว ท่านอุบาสก
    ผู้นั้นมีปัญญา ประสบบุญเป็นอันมากหนอ.
    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลูนเกสี ได้แก่ ชื่อว่าถอนผม เพราะข้าพเจ้าถูกถอนถูกทิ้งผม คือมีผมถูกถอนด้วยเสี้ยนตาล ในการบวชในลัทธินิครนถ์ พระเถรีกล่าวหมายถึงลัทธินั้น.
    บทว่า ปงฺกธรี ได้แก่ ชื่อว่าอมมูลฟัน เพราะคงไว้ซึ่งปังกะคือมลทินในฟันทั้งหลาย เพราะยังไม่เคี้ยวไม้ชำระฟัน.
    บทว่า เอกสาฏี ได้แก่ มีผ้าผืนเดียว ตามจารีตนิครนถ์.
    บทว่า ปุเร จรึ ได้แก่ แต่ก่อนข้าพเจ้าเป็นนักบวชหญิงนิครนถ์ (นิคนฺถี) เที่ยวไปอย่างนี้.
    บทว่า อวชฺเช วชฺชมตินี ได้แก่ สำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษมีการอาบน้ำ ขัดสีตัวและเคี้ยวไม้สีฟันเป็นต้นว่ามีโทษ.
    บทว่า วชฺเช จาวชฺชทสฺสินี ได้แก่ เห็นในสิ่งที่มีโทษมีมานะ มักขะ ปลาสะและวิปัลลาสะเป็นต้น ว่าไม่มีโทษ.
    บทว่า ทิวาวิหารา นิกฺขมฺม ได้แก่ ออกจากสถานที่พักกลางวันของตน.
    ภัททาปริพาชิกาแม้นี้มาพบพระเถระเวลาเที่ยงตรง ถูกพระเถระกำจัดความกระด้างด้วยมานะเสีย ด้วยการตอบปัญหานั้น และแสดงธรรมก็มีใจเลื่อมใส ประสงค์จะเข้าไปยังสำนัก จึงกลับไปยังที่อยู่ของตน นั่งพักกลางวัน เวลาเย็นจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา.
    บทว่า นิหจฺจ ชานุํ วนฺทิตฺวา ความว่า ด้วยการคุกเข่าทั้งสองลงที่แผ่นดินตั้งอยู่ ชื่อว่าตั้งอยู่ด้วยองค์ ๕.
    บทว่า สมฺมุขา อญฺชลึ อกํ ความว่าได้ทำอัญชลีที่รุ่งเรืองด้วยการประนม ๑๐ นิ้วต่อพระพักตร์ของพระศาสดา.
    บทว่า เอหิ ภทฺเทติ มํ อวจ สา เม อาสูปสมฺปทา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้าผู้บรรลุพระอรหัต แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทว่า ภัททาจงมา เจ้าจงไปสำนักภิกษุณี บรรพชาอุปสมบทเสียที่สำนักภิกษุณีดังนี้อันใด พระดำรัสสั่งของพระศาสดานั้น ได้เป็นอุปสัมปทา เพราะเป็นเหตุแห่งการอุปสมบทของข้าพเจ้า.
    สองคาถาว่า จิณฺณา เป็นอาทิ เป็นคาถาแสดงการพยากรณ์พระอรหัต.
    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิณฺณา องฺคา จ มคธา ความว่า ชนบทเหล่านี้ใด คือ อังคะ มคธะ กาสี โกสละ แต่ก่อน ข้าพเจ้าบริโภคก้อนข้าวของชาวแคว้นอย่างเป็นหนี้ เที่ยวจาริกไป นับตั้งแต่พบกับพระศาสดา ข้าพเจ้าไม่เป็นหนี้ คือไม่มีโทษ ปราศจากกิเลส บริโภคก้อนข้าวของชาวแคว้นมา ๕๐ ปี ในชนบทเหล่านั้นแล.
    พระเถรีเมื่อพยากรณ์พระอรหัต โดยมุขคือการระบุบุญวิเศษแก่อุบาสกผู้มีใจเลื่อมใสแล้วถวายจีวรแก่ตน จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ปุญฺญํ วต ปสวิ พหุํ ประสบบุญเป็นอันมากหนอเป็นต้น. คาถานั้นก็รู้ได้ง่ายแล.
    จบอรรถกถาภัททากุณฑลเกสาเถรีคาถาที่ ๙
    --------
    ---------------------------------------------
    :- https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=26&i=447
     

แชร์หน้านี้

Loading...