พระสังกัจจายน์หลวงพ่อพร้า

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772115095181.jpg
    เหรียญสองกษัตริย์กู้ชาติ พระนเรศวรมหาราชหลังพระเอกาทศรถ ปี ๒๕๔๑
    ประสบการณ์ดี
    เหรียญนี้จัดสร้างโดยวัดไตรมิตรวิทยาราม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแจกแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำพิธีมังคลาภิเษกที่จังหวัดอยุธยา และได้รับการอธิษฐานจิตเดี่ยวจาก หลวงปู่ตี๋ วัดหลวงราชาวาส จ.อุทัยธานี หลังจากที่หลวงปู่ตี๋ท่านเสกเสร็จ มีการนำเหรียญไปลองยิ...ทันที ปรากฏว่ายิ...ไม่ออก

    หลวงปู่ตี๋ วัดหลวงราชาวาส อ.เมือง จ.อุทัยธานี

    พระครูอุทัยธรรมกิจ หรือ หลวงพ่อตี๋ ญาณโสภโณ วัดหลวงราชาวาส อ.เมือง จ.อุทัยธานี
    หลวงปู่ตี๋ นับเป็นพระเกจิอาจารย์ที่บรรดาศิษย์และสาธุชนศรัทธาเคารพนับถือมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้น มาจากกิตติศัพท์ที่เลื่องลือไปในเรื่องเบ้าที่หล่อหลอมทองเหลืองเพื่อเททองสร้างวัตถุมงคล ปรากฏว่าแผ่นทองของท่านไม่ละลายไปเหมือนแผ่นทองอื่นๆจนเป็นที่ตรึงตาต่อสายตาผู้พบเห็นจำนวนมาก จนนับครั้งไม่ถ้วน นอกจากนี้บรรดาสิ่งมงคลของท่านไม่ว่าจะเป็นเสือ รูปหล่อท่านและผ้ายันต์ เชือกคาดเอว ทุกอย่าง ปัจจุบันเป็นของหายากและราคาสูง

    ท่านศึกษาวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่าน อาทิเช่น หลวงพ่อพูน วัดหนองตางู, หลวงพ่อพุฒ วัดทุ่งแก้ว, หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี, หลวงปู่พลอย วัดห้วยขานาง เป็นต้น วัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมาแต่ละรุ่น มีความโดดเด่นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเมตตามหานิยม โชคลาภ และอยู่ยงคงกระพัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260224_200230.jpg IMG_20260224_200302.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772115434769.jpg FB_IMG_1772115439122.jpg


    หลวงพ่อหมอ สุดยอดพระเกจิ เพื่อนรักของหลวงพ่อคูณ พระเกจิองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาสูบให้
    พระสงฆ์ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำยกย่องว่าเป็น
    “…เจ้าของธนาคาร…”
    ขออนุญาตยกบทความของคุณพยุงศักดิ์ เศรษฐมาตย์
    ที่ได้รวบรวมเรื่องราวของท่านไว้
    มาเผยแพร่บารมีองค์หลวงพ่อนะครับ
    : เจ้าของธนาคาร :
    ครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ 2532
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
    มาร่วมงานเททองหล่อพระที่วัด
    แห่งหนึ่งใน อ.ท่าเรืองานนั้น
    หลวงพ่อหมอ ก็ไปร่วมงานด้วย
    ผู้คนที่มาในงานต่างมาห้อมล้อม
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
    กันมากมายเพื่อกราบขอเมตตา
    ขอบารมีจากท่าน
    ระหว่างที่ผู้คนห้อมล้อมท่านอยู่นั้น
    หลวงพ่อฤษีลิงดำ ก็ได้ชี้ไปที่
    หลวงพ่อหมอที่นั่งอยู่คนละฝั่งกัน
    กับท่านแล้วพูดว่า
    " ผู้ใดมีบารมี ผู้ใดจะโชคดีโน้น...
    ไปขอหลวงพ่อหมอโน้น นี้แหล่ะ
    เจ้าของธนาคารตัวจริง
    ไปกราบขอท่านไป "
    เป็นคำกล่าวของครูบาอาจารย์ผู้รู้ซึ้ง ซึ่งภูมิธรรมของกันและกัน
    " ปราชญ์ย่อมรู้ในปราชญ์ ".
    หลวงพ่อประเสริฐ(หมอ) โอภาโส
    วัดโคกกระต่ายทอง ท่าเรือ อยุธยา
    พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงฤทธิ์อภิญญา
    วาจาสิทธิ์หูทิพย์ ตาทิพย์
    วัตรปฏิบัติแปลกๆ ทำตัวแปลกๆ
    จนชาวบ้านหาว่าท่านเป็น " พระบ้า "
    คน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร นับถือท่านมาก
    เรื่องโชคลาภนั้นเป็นเลิศนัก
    ผู้สร้างตำนานโรงทานอันลือลั่น
    ฝ่ามือมหาลาภ วัตถุมงคลท่านศักดิ์สิทธิ์นัก
    เรื่องหวยเรื่องเบอร์นั้นท่านโดงดังมาก
    แนวทางปฏิบัติ กิน เดิน นั่ง นอน ท่านจะภาวนาตลอดเวลา กิจสำคัญของท่านที่ขาดไม่ได้เลยคือการ ออกบิณฑบาต
    โปรดญาติโยม เรื่องราวพิสดาร
    ปาฏิหาริย์ ความศักดิ์สิทธิ์
    อัศจรรย์พันลึก วัตรปฏิบัติแปลกๆ
    จนชาวบ้านเรียก " พระบ้า "
    ปริศนาธรรมคำคมหลวงพ่อหมอ
    * ศรัทธาตัวเดียว
    ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า
    ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน *
    * ธรรมะต้องเกิดในดวงจิต
    ดวงใจถึงจะเป็นของจริง *
    * สมาธิเปรียบเหมือนต้นไม้ ศีลเหมือนพื้นดินสมาธิอาศัยศีล เหมือนต้นไม้อาศัยดิน *
    * เรากางร่มก่อน ร่มถึงจะมากางเรา
    ถ้าเรามีศีลมีธรรมแล้ว ศีลธรรมก็มารักษาเราเป็นเรื่อง ปัจจัตตัง อัตตะโน นาโถ
    (ทำเอง รู้เอง เห็นเอง) *
    เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้คือเรื่องราวพิสดาร ปาฏิหาริย์ ประสบการณ์ต่างๆ คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง
    จากบันทึกของศิษย์และคำบอกเล่าจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน
    เรื่องราวปาฏหาริย์ พิสดารลึกลับ
    ของหลวงพ่อหมอ ยังมีอีกมากเล่ากันเจ็ดวันเจ็ดคือก็ไม่หมด เอาพอหอมปากหอมคอ
    ให้รู้ว่า พระดีๆ เก่งๆ ที่ทรงฤทธิ์อภิญญา แบบนี้ยังมีให้เราได้ค้นหากันอยู่
    " โยมไม่ทันท่าน แต่ได้พระท่านไปบูชา ก็เหมือนได้แก้ววิเศษของท่านแล้ว "
    ( หลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้กล่าวไว้ )
    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อหมอ โอภาโส
    ถือกำเนิดในสกุล จันทรส ณ บ้านบักเขียบ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ
    เกิดเดือน ๑๒ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๕๘
    เดิมท่านชื่อว่า เพชร แล้วเปลี่ยนมาเป็น ประเสริฐส่วนชื่อ หมอ นั้นชาวบ้านพร้อมใจกันตั้งให้ท่านเพราะกิตติศักดิ์ของท่านนั้นเอง
    หลวงพ่อหมอ ท่านเป็นพระอริยะสงฆ์อีกรูปหนึ่งผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัตชอบ ท่านใช้ชีวิตในสมณเพศอย่างเป็นประโยชน์ยิ่ง ไม่เคยสะสมเงินทองมาเป็นของส่วนตัวมีเท่าไหร่ท่านนำไป บริจาก สร้าง แจก เพื่อก่อประโยชน์ต่อบวรพุทธศาสนา เลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่อยู่ในความอุปการะคุณของท่านทั้งหมด
    สงเคราะห์ญาติโยมผู้ตกทุกข์ได้ยาก
    จากวัตรปฎิบัติแบบแปลกๆ ของท่าน เเม้ยางคนที่ไม่เข้าใจ มองท่านอย่างผิวเผินว่าท่าน ออกจะแปลกๆ พิกลไม่เหมือนพระสงฆ์ทั่วไป
    การออกธุดงค์ของทาานก็แปลก ไม่เคยมีกลดหรือมุ้งติดตัวเลย จะมีเพียงแค่จีวรห่มกาย และบาตรใบเดียวเท่านั้น
    แต่เมื่อได้สัมผัสได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ
    วัตรปฏิบัติ อุบายธรรม หลักคำสอนต่างๆ ของท่านแล้ว ความสงสัยในตัวท่านนั้น ก็จะคลายสิ้น.
    ______________________________
    : นวโกวาทเป็นครู :
    หลวงพ่อหมอ ท่านว่าท่านเอาตำราเป็นครู
    เอานวโกวาทเป็นครู ภูมิธรรมที่เกิดขึ้นนั้นได้จากตำรา
    หลวงพ่อหมอ เคยปรึกษาหารือสนทนาธรรมกันกับ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ถึงนวโกวาท
    ซึ่งในนวโกวาทนี้เขาบอกไว้ทุกเรื่อง ทุกเหลี่ยมทุกมุม
    แต่ไม่ปฏิบัติกัน
    ท่านว่าคนที่จะบรรลุธรรมะ คือ ศรัทธาตัวเดียว ไม่ได้เรียนมามากท่านเอ่ยตามพระวินัยสนใจให้มากรักษาตามนวโกวาทให้ดีๆ
    ศรัทธาตัวเดียว ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน.
    ___________________________
    : หมอ :
    ที่มาของคำว่า หมอ
    ที่ อ.ตะพานหินคือมีญาติโยมผู้หญิงที่ตั้งท้องมากราบ หลวงพ่อหมอ แล้วถามว่าเด็กในท้องเป็นยังไง ปรากฏว่าหลวงพ่อหมอ ท่านบอกเพศ วัน เดือน ปี ที่เด็กจะเกิดไว้ ชึ่งพอถึงเวลาก็คลอดตามที่หลวงพ่อพูดตรงทั้งหมด ทำให้เป็นเรื่องที่แปลกมาก คนท้องในสมัยนั้นแห่กันมาถามหลวงพ่อจนวุ่นวาย
    เท่านั้นยังไม่พอบางคนมาขอให้ท่านแผ่บารมีรักษาอาการเจ็บป่วยให้หาย ท่านก็รักษาตามนิมิตของท่านบางท่าน หลวงพ่อหมอ ให้ไปกินก๋วยเตี๋ยวสามชามก็หาย
    บางคนโดนท่านถีบ ท่านพลักก็หายหรือบางท่านโดนตบก็มีส่วนใหญ่ ญาติโยมไปหาหลวงพ่อแล้วท่านทำให้หายหมด คนตะพานหินจึงเรียกท่าน หลวงพ่อหมอ ตั้งแต่นั้นมา
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ เป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    การธุดงค์หลวงพ่อหมอ มีอัฏฐบริขารติดตัวเพียงจีวรห่มกาย และบาตรเท่านั้น กลดมุ้งไม่เคยมีแต่แปลกผิวหลวงพ่อหมอ ไม่มีรอยยุงกัดเลย.
    ______________________________
    : พระบ้า :
    ลูกศิษย์ท่านหนึ่งชาวตะพานหิน เล่าว่ามีชาวบ้านแถวบ้านตนเอง ไปดูหลวงพ่อหมอ อยากรู้ว่าพระบ้าเป็นอย่างไร ก็ได้พบหลวงพ่อหมอ เมื่อได้สัมผัสหลวงพ่อหมอ อย่างจริงจังแล้วขนลุกรู้สึกได้ทันทีว่า
    พระองค์นี้ไม่เพียงมิใช่พระบ้า แต่เป็นพระที่ไม่ธรรมดาและเป็นพระที่เก่งมากๆ เสียด้วย นึกคิดอะไรในใจท่านรู้หมด ก่อนหวยออกไม่กี่นาที
    หลวงพ่อหมอ ท่านได้เขียนเลขเล่นๆ ไว้ 6 ตัว พอหวยออกมา รางวัลที่ 1 ออกตรงแป๊ะไม่มีคลาดเคลื่อนเลยทั้ง 6 ตัว
    แบบนี้จะเป็นพระบ้าได้อย่างไร.
    ______________________________
    : ยาสีฟันรักษาโรคประหลาด :
    คนนครสวรรค์ผู้หนึ่ง ได้ดูถูกปรามาสว่า
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระผีบ้า
    จู่ๆได้เกิดเป็นโรคประหลาด เป็นก้อนเนื้อขึ้นตามผิวหนังของแขนทั้งสองข้าง ไปหาหมอรักษาโรงบาลไหนก็ไม่หาย รู้สึกปวดทรมานมาก
    ก็เลยนึกได้ว่าก่อนเป็นนั้น ตนเองนั้นได้ดูถูกปรามาสหลวงพ่อหมอ ว่าเป็นพระผีบ้า
    ก็เลยจะมาขมาหลวงพ่อหมอ
    เมื่อเจอหน้ากัน ยังไม่ทันได้พูดอะไร
    หลวงพ่อหมอ ถามขึ้นก่อนโดยทันทีว่า
    " เป็นบ้ามั๊ย โยมคนนี้จึงตอบท่านไปว่า ไม่บ้าครับ หลวงพ่อหมอ ก็พูดขึ้นว่า เอ้อ..แก่ก็ยอมรับแล้วว่า ข้าไม่บ้า แล้วหลวงพ่อหมอ ก็บอกให้ไปซื้อยาสีฟันจากร้านที่ท่านบอก ให้เอามาทาแล้วจะหายภายใน 7 วัน "
    เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ยาสีฟันที่หลวงพ่อหมอ
    บอก ให้ไปซื้อมาทา สามารถรักษาอาการทุกข์ทรมานจากโรคประหลาดที่เป็นอยู่นั้น หายอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ไปรักษาจากโรงพยาบาลมาหลายแห่งแล้วไม่หาย.
    _____________________________
    : จากตะพานหินสู่วัดโคกกระต่ายทอง :
    หลังจากที่หลวงพ่อหมอได้อยู่สร้างความเจริญทางวัตถุที่วัดพฤษะวันโชติการาม
    ควบคู่กับปลูกฝังรากแห่งความศรัทธาต่อบวรพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นและฝังลึกในจิตใจชาวตะพานหินและละแวกใกล้เคียงเป็นเวลาหลายปี
    ร้านค้าชาวจีนหรือเหล่าศิษย์ในอ.ตะพานหิน
    จะมีรูปท่านบนหิ้งพระทุกร้าน
    พระอาจารย์ทองอยู่ แห่งวัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ
    ได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านได้ไปพบท่าน
    จึงขอให้ท่านนำกฐินมาทอดที่
    วัดบัวงาม ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา เมื่อท่านนำกฐินมาทอดแล้ว
    ชาวบ้านท่าเรือเลื่อมใสศรัทธาท่านมากต่างปรึกษากันว่าจะหาวัดให้ท่านมาอยู่ จึงนิมนต์ให้ท่านมาอยู่ที่ วัดโคกกระต่ายทอง ซึ่งวัดนี้เป็นวัดโบราณเก่าแก่มาก เป็นวัดร้างมานานแล้ว อยู่ที่ ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา.
    ______________________________
    : #เดินข้ามแม่น้ำป่าสัก :
    ครั้งหลวงพ่อหมอ มาอยู่ วัดโคกกระต่ายทอง ท่านได้นั่งรถไฟมาลงที่ท่าเรือ แล้วเดินเท้ามายังวัดชุมแสง เพื่อที่จะข้ามท่าเรือ มายังวัดโคกกระต่ายทอง
    ซึ่งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งแม่น้ำกัน
    ขณะที่หลวงพ่อหมอ มาถึงท่าวัดชุมแสงนั้น เป็นเวลาค่ำแล้วจึงไม่มีเรือข้ามฝากไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    ทันใดนั้นหลวงพ่อหมอ ได้เดินลงเหยียบบนผิวน้ำอัศจรรย์ยิ่งตัวท่านยืนอยู่เหนือผิวน้ำแล้วเดินข้ามแม่น้ำไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    โดยที่มีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ว่าเห็นพระเดินข้ามแม่น้ำ บ้างก็ว่าท่านเหยียบยืนบนฝาบาตรลอยข้ามแม่น้ำในครั้งนั้น
    จนเป็นที่กล่าวขานล่ำลือไปทั่วในเขต อ.ท่าเรือ ในสมัยนั้น
    (เรื่องราวจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน).
    ______________________________
    : สหมิกธรรม :
    หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่
    ให้ความเคารพนับถือ ยอมรับในคุณธรรมของ
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาให้สูบ เรียกว่าท่านเป็นเพื่อนชี้กันเลยทีเดียว ท่านทั้งสองต่างรู้ภูมิกัน
    อันที่จริงหลวงพ่อคูณ ท่านเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อหมอ มาก หลวงพ่อหมอ ท่านจะอายุมากกว่า หลวงพ่อคูณ 8 ปี
    หลวงพ่อคูณ ท่านกล่าวว่า
    " หลวงพ่อหมอ เก่งกว่ากูเยอะ ".
    ____________________________
    : เขาดีกว่ากูอีก :
    หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค นครสวรรค์
    บอกแก่ชาวบ้านช่องแค
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ ทำตัวเป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อหมอ ได้ธุดงค์ผ่านไปแถวช่องแค อ.ตาคลี ชาวบ้านที่พบเห็นต่างโจษขานกัน กับความแปลกประหลาดในวัตรปฏิบัติแปลกๆของท่านที่ไม่เหมือนพระทั่วไป จนชาวบ้านบางส่วนมองท่านว่าเป็นพระบ้า
    ด้วยความสงสัยจึงนำเรื่องราวไปถาม
    หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ว่ามีพระสติไม่ดีนุ่งจีวรเก่าๆ มาธุดงค์ปักกรด แถวช่องแค ชาวบ้านเอาภัตตาหารไปถวายบางวันไม่ฉันนั่งนิ่งทั้งวัน บางทีชาวบ้านมาพบเจอฉันภัตตาหารกลางคืน
    บางวันมีญาติโยมที่ศรัทธา มานั่งห้อมล้อมเยอะเพราะไปถามอะไรท่าน ในเรื่องที่ตนเองทุกร้อนใจ ท่านรู้ตอบถูกหมด รู้ทุกอย่างที่ชาวบ้านถาม บ้างก็มาให้ท่านทำน้ำมนต์ ให้ดูดวง บ้างก็มารักษาให้ท่านพ่นเป่า บ้างก็มาขอหวย มีทั้งคนที่นับถือ มีทั้งคนที่มาก่อกวนท่าน เพราะหาว่าท่านเป็นพระบ้า
    ชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้ไปถามหลวงพ่อพรหม
    ว่าเป็นพระบ้า หรือ อย่างไรกันแน่
    หลวงพ่อพรหม นั่งนิ่งสักพักแล้วท่านบอกกับโยม
    ที่สงสัยในตัวหลวงพ่อหมอว่า
    " เขาดีกว่ากูอีก "
    จึงไม่มีใครกล้าไปตอแยก่อกวนหลวงพ่อหมออีกเลย.
    ______________________________
    : ฝ่ามือมหาลาภ :
    เรื่องมหาลาภ ของหลวงพ่อหมอนั้นว่ากันว่าขลังเป็นยิ่งนัก
    ฝ่ามือมหาลาภของท่าน นับว่าเป็นของวิเศษนัก
    หลวงพ่อหมอ ท่านจะเน้นไปทางด้าน
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เงินไม่ขาดมือ
    ในวัตถุมงคลของท่านมักจะมีรูปฝ่ามือมหาลาภของท่าน วางประทับอยู่ด้านหลังวัตถุมงคลนั้นๆ
    ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ หรือพระสมเด็จ
    จะมีรูปฝ่ามือมหาลาภ ของท่านประทับอยู่ข้างหลังขององค์พระเกือบทุกรุ่น
    ฝ่ามือมหาลาภที่ประทับไว้ด้านหลังวัตถุมงคลของท่านนั้นยังแฝงไว้ด้วยซึ่งปริศนาธรรรม
    ว่าฝ่ามือของท่านนั้นค่อย ช่วยเหลือ ผลักดัน
    ส่งเสริม อุปถัมภ์ค้ำชู มิให้ตกต่ำ
    วัตถุมงคลของท่านนั้นจะดีไปในทาง
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เมตตา ค้าขาย เจริญก้าวหน้า ทำมาหากินคล่องตัว ทั้งยังคุ้มครองป้องกัน
    นักเสียงโชคและคนค้าขาย ควรหามาบูชายิ่งนัก
    วัตถุมงคลของท่านนั้นราคาไม่แพง เพราะคนไม่ค่อยรู้จักท่าน
    แต่ที่น่าแปลกคือหาไม่ค่อยได้ไม่ค่อยพบเจอ.
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จฐานสิงห์หลังปั๊มหมึกแดงรอยมือ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260226_211958.jpg IMG_20260226_212023.jpg
     
  3. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,208
    ค่าพลัง:
    +5,898
    จองครับ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    20 (1).jpg

    พลังจิต อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

    หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านมีพลังจิตสูง หาผู้เสมอเหมือนได้ยาก กล่าวคือ

    ๑. สามารถเรียกฟ้าฝนได้เป็นที่อัศจรรย์ เหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙ ชาวสกลนคร เกิดทุพภิกขภัยอย่างหนัก ฝนฟ้าไม่ตก
    จึงเข้าไปขอฝนกับองค์ท่าน ท่านพระอาจารย์ฝั้น
    เขียนพระคาถาให้พระสวดสาธยายไป ส่วนท่านพระอาจารย์ฝั้นนั่งสมาธิบนลานกลางแจ้งครึ่งชั่วโมง ท้องฟ้าที่มีแดดจ้า พลันมีเสียงฟ้าร้องคำราม เกิดมีก้อนเมฆบดบังแสงอาทิตย์ มีฝนเทลงมาอย่างหนักถึง ๓ ชั่วโมง
    ปีนั้นฝนตกตามฤดูกาล
    ชาวบ้านได้ทำนาตามปกติทั่วถึง
    ๒. ช่วงที่องค์ท่านสร้างวัด ต้องมีการระเบิดหิน
    หากหลวงปู่ฝั้น ท่านไม่ต้องการให้หินช่วงไหนแตกร้าว ท่านจะเอาปากกาไปเขียนยันต์ไว้ตรงจุดนั้น ระเบิดจะแรงขนาดไหน หินนั้นก็ไม่แตกร้าว

    ๓. ท่านนั่งสมาธิใต้ต้นกระบก ลูกกระบกตกลงพื้นเสียงดังน่ารำคาญ ท่านกำหนดจิตไม่ให้ลูกกระบกตก ตั้งแต่นั้น ลูกกระบกต้นนั้นไม่หลุดลงพื้นอีกเลย

    หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ เพื่อนสหธรรมิกรูปหนึ่งของหลวงปู่ฝั้น ได้เล่าเรื่องพลังจิตของหลวงปู่ฝั้นไว้ว่า...
    " สมัยหนึ่งหลวงปู่ฝั้นได้ธุดงค์ไปจันทบุรี ท่านได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมในงานศพ มีผู้มาฟังธรรมเป็นจำนวนมาก ขณะที่ท่านแสดงธรรมอยู่ มีคนกลุ่มหนึ่งเล่นหมากรุกเมาสุรา ส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวน ท่านส่งกระแสจิตไปปราบพวกขี้เหล้าเหล่านั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ขี้เหล่าหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว บางคนยืนอ้าปาก บางคนถือหมากรุก
    บางคนคอพับ ไม่สามารถไหวติงได้ จนท่านแสดงธรรมให้พรจบลง เดินทางกลับ ขี้เหล้าเหล่านั้นจึงกลับมาสู่ภาวะปกติได้ "

    # องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เล่าว่า...

    " ท่านพระอาจารย์ฝั้นสามารถกำหนดจิตให้รถหยุด เครื่องยนต์ไม่ติด อย่างง่ายดาย "
    ครั้งหนึ่งท่านนั่งรถยนต์ไปธุระเกิดสงสัยว่า รถยนต์นี้วิ่งได้อย่างไรจึงกำหนดจิตเข้าไปดูในตัวรถพอจิตไปถึงห้องเครื่องยนต์รถ รถก็ดับทันทีพอรถดับ คนขับก็ลงไปแก้ไข ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
    พอท่านหยุดเพ่ง รถก็สตาร์ทติดทันทีพอท่านเพ่งไปดูอีก รถก็ดับอีกเป็นอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง ท่านจึงหยุดเพ่งส่งจิตไปดูอีกฉะนั้นเวลานั่งรถ ท่านต้องพยายามทำจิต
    ไม่ให้เพ่งไปที่เครื่องยนต์ ไม่งั้นเครื่องจะดับทันที
    ตอนสงครามโลกเครื่องบินญี่ปุ่นจะมาทิ้งระเบิด
    พวกทหารที่โคราช ที่เป็นลูกศิษย์ มาขอร้องให้ท่านช่วย
    ท่านก็นั่งนิ่งๆ แต่ว่าในใจนั้นรับคำเขาโดยที่ท่านยังไม่ได้คิด พิจารณาอย่างละเอียด
    ท่านลงไปเดินจงกรมรอเวลาที่เครื่องบินจะมาทิ้งระเบิด ท่านว่าปกติเครื่องบินจะมาทิ้งระเบิดเป็นประจำ แต่วันนั้นกลับไม่มา ท่านว่าเดชะบุญจริงๆถ้ามาก็ต้องตกทันที ด้วยอำนาจจิตของท่าน
    ถ้าตก คนในเครื่องบินนั้นก็ต้องตายถ้าเขาตาย เราก็เป็นบาปกรรม และผิดพระวินัยด้วย ภายหลังพวกทหารได้มานิมนต์ท่านไปทำพิธีป้องกันภัยให้กับพวกเขา ท่านได้ทำพิธีปลุกเสกทราย
    ด้วยพระคาถาโพธิบาท ( คาถาป้องกันภัยสิบทิศ )
    เสร็จแล้วนิมนต์ท่านขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ว่านทรายเสก
    ตั้งแต่วันนั้นมา เครื่องบินไม่มาทิ้งระเบิดอีกเลย

    อีกครั้งในงานศพท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
    พระกำลังเตรียมงานกันอยู่
    มีเด็กน้อยถีบจักรยานไปมารบกวน หลวงปู่ฝั้นท่านจึงพูดว่า เอ๊ะ ! เด็กพวกนี้มันยังไงกันนะ ไม่รู้จักบาปจักบุญ ไม่จักควรไม่ควร

    " เดี๋ยวเราจะดัดนิสัยไอ้เด็กพวกนี้ จะทำให้รถมันล้ม แต่ไม่ให้มันเจ็บ "
    พอท่านพูดจบ พระเณรก็หยุดทำงานทันที
    เพื่อดูท่านแสดงปาฏิหาริย์ปราบเด็กขี้ดื้อพอท่านเพ่งจิตไปที่เด็กขี่จักรยานรบกวนเหล่านั้น
    รถจักรยานเด็กเหล่านั้นก็ล้มลงทันทีเด็กเหล่านั้นอายพระเณรที่ยืนหัวเราะตนอยู่
    ก็รีบกลับบ้านทันที ไม่มาขี่จักรยานรบกวนอีกเลย

    คราวหนึ่งท่านหลวงปู่ฝั้นและคณะได้เดินธุดงค์ไปภาวนาที่เขาใหญ่ ดงพญาไฟ(ดงพญาเย็น) เด็กไปทำผิด ตกกลางคืน
    ได้ยินเสียงผีกองกอย ร้องกองกอยๆๆร้องเสียงดัง ระงมไปทั่วป่าเสียงร้องมาทางเด็กที่ทำผิดท่านได้ยินและเห็นผิดปกติจึงให้เด็กมานั่งตรงกลาง และให้พระมานั่งล้อมวงเด็กไว้จากนั้นท่านได้นั่งเข้าสมาธิจิตเพ่งจิตไปดูในทิศที่ได้ยินเสียงผีกองกอยนั้นพอจิตของท่านและผีกองกอยเห็นกันผีกองกอยถึงกับร้องเสียงหลง ตกใจกลัวตกลงจากต้นไม้แล้วหายไปตั้งแต่นั้นมาผีกองกอยไม่กล้ามารบกวน
    คณะของท่านอีกเลย.
    คราวหนึ่งท่านพาญาติโยมนั่งสมาธิภาวนามีโยมคนหนึ่งไอส่งเสียงรบกวนคนอื่นมาก
    ท่านจึงเรียกมาสอบถามว่า
    เป็นอะไร ทำไมถึงไอมากอย่างนี้ ไม่ได้รักษาเหรอ
    เขาบอกว่ารักษาอยู่ แต่ไม่หายสักทีรักษายังไงๆ ก็ไม่หาย กินยาขนานไหนก็ไม่หายไม่รู้จะทำยังไง พระอาจารย์ฝั้นว่า คงเป็นโรคกรรม
    ท่านเข้าสมาธิพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งปรากฏบาทพระคาถาว่า.." ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ "
    แล้วบอกให้โยมคนที่ไอมากๆนั้น ให้นั่งภาวนาบริกรรมด้วยพระคาถาบทนี้
    # ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ #
    วันแรกยังไอมากอยู่ แต่ไม่มากเหมือนเก่า วันที่สอง ไอน้อยกว่าวันแรกวันที่สาม ไม่ไอเลย โรคกรรมเก่า ที่ไอเรื้อรังมานาน หายเป็นปลิดทิ้งคราวหนึ่งท่านนั่งภาวนาอยู่ ปรากฏพระคาถาว่า...
    " โสตถิ คัพภัสสะ "
    ท่านพิจารณาดูทราบว่า เป็นหัวใจคาถาองคุลิมาล
    พอวันต่อมา มีหญิงคนหนึ่งพาลูกสาวท้องแก่มาหาท่าน
    บอกท่านว่า ลูกสาวตั้งท้องลูกคนแรกเจ็บท้องมาหลายวันแล้ว ไม่คลอดสักที ทรมานเหลือเกิน อยากให้ท่านช่วยเหลือ ท่านทำน้ำมนต์ด้วยหัวใจคาถาองคุลิมาลให้กินแล้วเขียนหัวใจคาถาองคุลิมาลให้ไปสวดภาวนาที่บ้าน อีกไม่กี่วันต่อมาเธอก็คลอดลูกออกมาอย่างง่ายดายและปลอดภัย โดยที่ไม่เจ็บท้องเลยเป็นที่น่าอัศจรรย์

    คราวหนึ่งท่านนั่งภาวนาอยู่
    ได้ยินเสียงนกเค้าแมวส่งเสียงร้อง รู้สึกรำคาญจึงส่งจิตไปดู พอจิตของท่านไปกระทบถูกนกนกเค้าแมวก็ตกลงมาตายทันที
    ด้วยอำนาจจิตที่แก่กล้า แต่ท่านไม่มีเจตนาและยังไม่รู้วิธีควบคุมจิตภายหลังท่านได้นำเรื่องนี้มากราบเรียนท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตโต ให้ทราบ เพื่อหาวิธีแก้ไข หลวงปู่มั่นสอนให้ภาวนาเมตตาเยอะๆเพราะตัวเมตตานี้จะเป็นตัวควบคุมจิตด้วยวัตรปฏิบัติและพลังจิตอันล้ำเลิศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙
    และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จึงทรงให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระอาจารย์ฝั้นปี ๒๕๑๙ สภาพไม่สวย

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260227_181512.jpg IMG_20260227_181556.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772194819535.jpg

    ได้เกิดฟ้าผ่าลงมา โดนตัวครูและนักเรียนอย่างจัง ทั้งครูและนักเรียนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เด็กคนนึงถึงกับสลบเหมือดไปเลย. หลังเกิดเหตุทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ปรากฏว่า รอดตายทุกคน แถมไม่ร่องรอยบาดแผลอันเกิดจากฟ้าผ่าเลย

    หลวงพ่อลำเจียกวัดศาลาตึก
    นครปฐม

    ท่านเป็นพระอริยะเจ้าชั้นสูง บารมีท่านสูงมากๆ ครูบาอาจารย์หลายท่าน ให้ความยกย่อง เช่น หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม เป็นต้น.

    หลวง พ่อลำเจียก วัดศาลาตึก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม สุดยอดเกจิอาคมขลัง อีกรูป (ท่านไม่ค่อยยอมให้หนังสือพระเข้าไปทำประวัติออกเผยแพร่ ) แต่ในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา จะรู้จักกันดี ท่านเป็นไปเรียนวิชากับเกจิดัง ๆ หลายรูปอาทิเช่น

    1.หลวงพ่อจันทร์วัดบ้านยาง พระอุปัชฌาย์ ของท่าน หลวงพ่อจันทร์ ท่านมีวิชามนต์จินดา มีชื่อเสียงทางด้านพระปิดตา เนื้อเมฆพัดและยันต์นะปัดตลอด ท่านเป็นสหธรรมมิกกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง กล่าวกันว่า ท่านสักยันต์ ที่หน้าอกแล้วตบเปรี้ยงเดียวยันต์กลับมาอยู่ด้านหลังอย่างมหัศจรรย์ )

    2.หลวงพ่อหว่าง วัดกำแพงแสน ยอดพระเกจิอาคม ขลังอีกรูปหนึ่ง ซึ่งได้ถ่ายทอดวิชาให้ หลวงพ่อลำเจียก ตลอด 3 พรรษา

    3.หลวงพ่อเกลี้ยง วัดเขาใหญ่ ซึ่งเก่งด้าน วิชาหวายคาดเอว ซึ่งหลวงพ่อลำเจียกท่านสามารถนำมาสร้างได้ เข้มขลัง มีอานุภาพมาก หวายทั้งเส้นต้องลงอักขระโดยรอบ สามารถกันภูตผีปีศาจ แก้คุณไสย์ ทำน้ำมนต์ ฯลฯ ปัจจุบันหายากมาก

    4.ศึกษา วิชา ทำตะกรุดลูกอมโลกธาตุ ตำหรับ หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว กาญจนบุรี

    ท่านสืบสายวิทยาคมมาจาก หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และ หลวงพ่อยิ้ม วัดหนองบัว..

    ท่านเป็นพระอภิญญา สามารถเสกหยวกกล้วยให้เป็นจระเข้ได้ เสกใบไม้เป็นต่อเป็นแตนได้..

    โดยเฉพาะเครื่องรางที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่าน คือ หวา่ยคาดเอว โดยหลวงพ่อต้องเสกให้ปลายหวายม้วนเข้ามาหากันเองได้จึงจะถือว่าสำเร็จ..หวายนี้หายากยิ่งนักเพราะท่านสร้างเอง พบของแท้ได้ยากมากๆ...

    วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ในพื้นที่ มากมายครับ..

    ประสบการณ์เล่าสู่กันฟัง

    สำหรับประสบการณ์เหรียญรุ่นนี้ เกิดขึ้นที่โรงเรียน วัดศาลาตึก ขณะที่ครูกับนักเรียนกำลังพัฒนาโรงเรียน ถางหญ้า อยู่ข้างๆ ต้นโพธิ์ใหญ่ ได้เกิดฟ้าผ่าลงมา โดนตัวครูและนักเรียนอย่างจัง ทั้งครูและนักเรียนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เด็กคนนึงถึงกับสลบเหมือดไปเลย. หลังเกิดเหตุทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ปรากฏว่า รอดตายทุกคน แถมไม่ร่องรอยบาดแผลอันเกิดจากฟ้าผ่าเลย เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากๆ ในตัวครูและเด็ก มีเพียงเหรียญหลวงพ่อลำเจียก ติดตัวกันทุกคน เรื่องนี้ดังมากๆ ในกำแพงแสน ด้วยอิทธิคุณของหลวงพ่อลำเจียกแท้ๆ ทำให้ทุกคนรอดตายมาได้อย่างเหลือเชื่อครับ.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญกลมรุ่นแรกหลวงพ่อลำเจียกวัดศาลาตึก พิมพ์เล็ก ปี๒๕๒๔

    ให้บูชา 120 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260227_190847.jpg IMG_20260227_190909.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772196182703.jpg FB_IMG_1772197765337.jpg

    เจ้าคุณนรฯกล่าวว่า
    "ใครไม่มีพระสมเด็จโต บูชาพระสมเด็จของฉันแทนได้เหมือนกัน

    โกศล.... ลุงไม่เกิดอีกแล้วนะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย..!!!!”
    นี่ก็หมายความอย่างชัดแจ้งที่สุดว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)ท่านรู้ชัดด้วยญาณปัญญาของท่านเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บัดนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารแห่งท่าน ได้มาถึงยังจุดอันเป็นที่สุดแล้ว การเกิดครั้งใหม่ต่อไปมิได้มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว

    เรื่องของอภินิหาร ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ฯ ที่ประสบกับ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2520 ผู้เขียนได้รับบทความมา ชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก นับนานถึงวันนี้เป็นเวลาล่วงมา 43 ปีเข้าไปแล้ว ท่านผู้เขียนท่านนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว ครั้งนั้นท่านเมตตาผู้เขียนมาก บทความชิ้นนั้นท่านนิพนธ์ขึ้นเพื่อช่วยผู้เขียนในการจัดทำหนังสือชื่อ พุทธเวทย์ โดยให้ลงเผยแพร่ ก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมาก หากจะนำมาเสนออีก ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงไม่ได้เคยอ่านมาก่อนแน่นอน

    เรื่องนี้ชื่อว่า เรื่องของอภินิหาร นิพนธ์โดย พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล ผู้เขียนขออนุญาตนำมาเสนอ โดยรวบรัดเนื้อหาให้พอดีกับหน้าหนังสือ ลานโพธิ์ แต่ลีลาสำนวนการเขียนคงอรรถรสเดิมๆ ทั้งสิ้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้

    ข้าพเจ้า (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องอภินิหาร นั้นเกิดจากพลังจิตของหลายฝ่าย อาทิเช่น พลังจิตของพระพุทธเจ้า พลังจิตของอาจารย์ และพลังจิตของบุคคลมารวมกันเข้าเป็นพลังรวม และพลังจิตทั้งสิ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีหลายวิธีการและหลายลัทธิ แม้แต่พลังของจิตที่เป็นธรรมชาติที่คนบางคนมี แต่ถ้าเป็นกำลังจิตที่แท้จริงแล้วก็ย่อมมีพลังทั้งสิ้น

    แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วในตอนต้น ของบทเขียนนี้ว่า ถึงแม้จะยังไม่มีข้อที่จะพิสูจน์ให้แน่แท้ว่ามีพลังอย่างไร แม้แต่ว่ามีจริงหรือเปล่าก็ยังยืนยันได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีปราชญ์ หรือมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดจะพึงกล้ายืนยันว่า พลังจิตนั้นไม่มีจริง และจะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้าจึงจะขอนำเรื่องที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ จะพิสูจน์ จะวิจัยกันได้หลายทาง สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะนึกคิดวิจัยกันเอง

    เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าไปเป็นผู้แทนพระองค์ ในงานฉลอง 2500 ของวันที่พระเจ้าไซรุสมหาราช ทรงรวมจักรวรรดิเปอร์เซีย (อิหร่าน) ขึ้น งานเฉลิมฉลองนี้ พระเจ้าซาร์อิหร่านองค์ปัจจุบัน ทรงจัดให้มีการฉลองเฉลิมขึ้นที่เมืองเพอเซพโพลิส (เมืองโบราณ) ซึ่งเป็นการฉลองที่มโหฬาร ที่ทั้งองค์ประมุขและประมุขประเทศแทบทุกประเทศในโลก ได้รับเชิญ และจะไปประชุมกันในโอกาสนั้น

    ก่อนกำหนดวันเดินทางของข้าพเจ้าหนึ่งวัน ซึ่งมีกำหนดจะต้องออกเดินทางเวลาเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเกิดป่วยเป็นไข้หวัดอย่างแรง ไข้สูงมาก จนมิสามารถจะยืนทรงตัวได้ อีกทั้งยังไอโขลกๆ อยู่มิได้ขาด จนเจ็บไปทั่วอก แพทย์ผู้รักษาทั้งที่พยายามที่จะรักษาให้ข้าพเจ้าค่อยยังชั่วให้ไปได้ก็ยอมแพ้ โดยบอกกับข้าพเจ้าว่า เนื่องจากสภาพของไข้ข้าพเจ้าในขณะนั้น จะเดินทางโดยเฉพาะไปในงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้ากลุ้มและปั่นป่วนใจเป็นที่สุด เพราะว่าจะต้องทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลำบากพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องทรงหาตัวแทนข้าพเจ้า ซึ่งภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะสามารถเตรียมตัวทัน โดยเฉพาะในงานนี้จะมีการเลี้ยงและการแต่งกายเต็มยศกันแทบทุกวันตลอดอาทิตย์หนึ่ง

    ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า สำหรับข้าพเจ้านั้นมีแต่ทางที่จะเสีย จะกราบทูลว่าไปไม่ได้ก็เสีย จะไม่กราบทูลก็เสีย เวลานั้นเป็นเวลาค่ำโพล้เพล้ ด้วยไข้และด้วยความปั่นป่วน ความกลุ้มใจ ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอน แต่ไม่ทราบว่าอะไรที่มาดลใจข้าพเจ้าให้คิดว่าจะไม่มีทางอื่นแล้วที่อาจช่วยได้ นอกจากจะใช้พลังจิต และข้าพเจ้าเคยทำวิปัสสนาอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่อยู่ในฐานะของผู้ที่แก่กล้าในทางวิปัสสนา

    ข้าพเจ้าแข็งใจนึกขอให้บรรดาอาจารย์ผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วสะกดจิตกำหนดลมหายใจให้นิ่งได้แล้ว ก็จำอะไรอีกไม่ได้ มารู้สึกตัวในฝันว่า ข้าพเจ้าแหงนคอมองขึ้นไปทางหัวเตียงนอน ได้เห็นพระองค์หนึ่งสีจีวรเหลืองอร่ามชัด แต่ใบหน้าของท่านนั้นเป็นหิน หินที่มีสีคล้ายๆ ตอนสีอ่อนของสีดอกพิกุล

    ท่านประทับลอยอยู่เหนือหัวนอน และทันทีที่ข้าพเจ้าเพ่งมองพระพักตร์หินนั้น กระดุกกระดิกได้เหมือนหน้าคนธรรมดา และเป็นตอนที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า พระองค์นั้นคือ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเพิ่งได้สละสังขารไปแล้วเมื่อไม่นานมา

    ในฝันนั้นข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งกราบท่าน แล้วออกปากทักว่า เจ้าคุณ ท่านยิ้มแล้วกลับนิ่งเฉย ต่อครู่ใหญ่ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของธรรมดา ก็รู้ (ข้าพเจ้า) อยู่แล้ว

    เจ็บไข้นี้มีทางเดียวที่จะมีทางบรรเทาได้ คือด้วยพลังจิตท่านก็รู้ จิตท่านแข็งจึงต้องมา ท่านกล่าวเบาๆ ช้าๆ เป็นตอนๆ เหมือนจะสั่งสอน แล้วท่านก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอีกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ และด้วยน้ำเสียงของคนธรรมดาว่า อย่าวิตกเลย บรรทมให้สบายเถิด พรุ่งนี้จะหายประชวรแล้วเสด็จได้

    ข้าพเจ้าตื่นขึ้น ปรากฏว่ายังหงายหน้ามองที่เหนือเตียง และรู้สึกว่ายังเห็นจีวรเหลืองๆ หายแว่บไป แต่กำลังไม่สบายมากจึงนึกเพียงว่าฝันไป แล้วหลับผล็อยไป ต่อเมื่อตอนดึกค่อนรุ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นปัสสาวะรู้สึกว่า อาการปวดหัวเมื่อยร่างและอาการอ่อนเพลียนั้นค่อยยังชั่วขึ้น รู้สึกแปลกใจ แต่นึกว่าอาการที่ปรากฏค่อยยังชั่วนี้เป็น มโนภาพ และอาจเป็นภาวะหลอนของตัวข้าพเจ้าเองว่าสบายขึ้น จึงหลับตานอนกำหนดจิตต่อไปจนไม่รู้สึกตัว

    ต่อเช้าประมาณ 7 โมงจึงตื่นขึ้น อาการไข้ทุกอย่างทุกประการหายสิ้น แม้แต่การไอโขลกๆ ที่ถี่และแรงก็หายสิ้นไม่ไอเลย และพอถึง 12 นาฬิกา ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางจากดอนเมือง เหมือนกับคนที่หายเจ็บแล้ว คงแต่รู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย เมื่อไปถึงประเทศอิหร่านก็เข้าไปร่วมฉลองงานทุกงาน โดยเฉพาะที่เมืองเพอเซพโพลิส ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสูงมาก จึงทั้งหนาวทั้งหายใจยาก ด้วยมีออกซิเจนน้อย ข้าพเจ้าได้ตรากตรำกลางแดดกลางความหนาวทุกวัน บางวันไปงานตั้งแต่เช้าจนตีหนึ่ง

    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและประหลาดที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง ท่านจงเลือกพิสูจน์และเลือกเชื่อเอาเองเถิด ว่าจะเป็นเรื่องของอภินิหารหรือเรื่องธรรมดาๆ เพราะว่าพอข้าพเจ้ากลับมาก็ได้ไปซักถามนายแพทย์ผู้นั้นบอกว่า เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารักษาตัวของข้าพเจ้าเอง เพราะความแน่วแน่และพลังจิตนั้น ทำให้ส่วนกลไกต่างๆ ของร่างกายของข้าพเจ้าต่อสู้กับโรค และต่อสู้กับความรู้สึกของข้าพเจ้าจนชนะและหายไข้ชนิดที่ยาอาจทำไม่ได้ แต่แพทย์ก็ย่อมทราบกันดีว่า พลังจิตของคนไข้นั้นถ้าแข็งหรือพูดง่ายๆ ว่าคนไข้สู้ไข้แล้ว ย่อมเป็นพลังที่จะช่วยให้หมอรักษาโรคให้หายได้ดีกว่าคนไข้ที่ไม่สู้

    ข้าพเจ้าสนใจในเรื่องนี้ จึงได้คอยติดตามฟังและอ่านเรื่องเช่นนี้ในวงการแพทย์ต่อมาเสมอๆ เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านบทเขียนของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง ชาวอเมริกันเขียนเรื่องพลังจิต และเรื่องการให้คนไข้ทำวิปัสสนาเพื่อช่วยรักษาโรค เขาว่าเขาแนะนำกับคนไข้ที่เป็นโรคที่มีทางหายาก เช่น มะเร็ง ให้ทำวิปัสสนาและใช้พลังจิตช่วย เขารักษาโรค เขายืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเขาได้ผลดีอย่างน่าพิศวง คนไข้บางรายหายได้อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้เลย และเป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์ผู้นั้นมิได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาก็เอาวิธีการและพระธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เขาเชื่อมาใช้เป็นผล เช่นก่อนอื่นเขาจะเริ่มสอนคนไข้ไม่ให้กลัว โดยชี้แจงว่าความตายเป็นของธรรมดา ทุกคนจะเลี่ยงไม่ได้ สังขารเป็นส่วนที่ประกอบขึ้นย่อมจะต้องเสื่อมสลาย เหมือนวัตถุและธาตุทั้งหลายทั้งปวง เมื่อคนไข้พอจะเข้าใจและบรรเทาความกลัวบ้าง เขาก็เริ่มสอนให้คนไข้ทำวิปัสสนา

    บทเขียนทั้งสิ้นนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อ เพราะว่าข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ หรือได้เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องของพลังจิตของสมเด็จพระบรมศาสดา และพลังจิตของ ท่านธรรมวิตตโกมหาเถระเจ้าคุณนรรัตน์ และพลังจิตที่ต่ำต้อยของข้าพเจ้า แต่ก็พอมีพลังเพียงพอที่จะรับอานุภาพพลังจิตอื่นที่ใหญ่ยิ่งได้

    บทความของท่าน พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล หรือที่ในวงการภาพยนตร์เรียกท่านว่า เสด็จองค์ชายใหญ่ มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นเหตุการณ์จริงที่ท่านประสบมาด้วยพระองค์เอง ทรงได้นิพนธ์เอาไว้ให้ผู้เขียน นอกจากบทความนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทรงนิพนธ์ให้ผู้เขียนไว้จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป
    แฉ่ง บางกะเบา

    พระสมเด็จพระแก้วมรกต ปี 2513 วัดศิลขันธาราม อ่างทอง หลังยันต์นูน นิรมิต ผงอธิฐานจิตโดยเจ้าคุณนร ฯ แห่งวัดเทพศิรินฯ
    พระสมเด็จ เจ้าคุณนรฯ หลังยันต์นูน รุ่นนี้บางองค์ จะเห็นมีเส้นเกศาผสมอยู่ด้วย
    สร้างโดย"พระเทพสังวรญาณ" (เจ้าคุณสนิท) อดีตเจ้าอาวาส วัดศีลขันธาราม อ่างทอง ที่เจ้าคุณนรรัตน์ฯโปรดปรานและเคยให้รางวัลในการเรียนดีมาก่อนหน้านี้ เป็น"เพชรแท้" ที่สร้างพระเพื่อ"แจกฟรี" สถานเดียว เจตนาการสร้างจึงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง โดยได้นำเข้าพิธีอธิษฐานจิตครั้งสุดท้ายของเจ้าคุณนรรัตน์ฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2513
    เจ้าคุณสนิทฯ ได้เคยลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์กับเจ้าคุณนรรัตน์ฯ จนคุ้นหน้ามาแต่ก่อน และเคยมีส่วนในงานสร้าง "พระสรงน้ำ" ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ สุขบท) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์อีกด้วย จึงมีผงเก่าของพระสรงน้ำในความครอบครองเป็นจำนวนไม่น้อย ต่อมา เมื่อถึงคราวเจ้าคุณสนิทฯทำพระให้เจ้าคุณนรรัตน์ฯเสกบ้าง ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯจึงออกวาจารับรอง ตามประสา "วิสาสา ปรมา ญาติ" เลยทีเดียวว่า "พระของพระครูฯ (หลวงพ่อวัดศีลขันธ์ฯ) ต้องทำให้ดี และทำให้เป็นพิเศษ”

    ท่านเจ้าคุณสนิท เกิดและอุปสมบทที่จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นท่านได้เข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพ โดยมีท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ ธัมมวิตกโก อยู่ในขณะนั้น ท่านเจ้าคุณสนิทมีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นอย่างมาก และท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์เป็นเวลาทั้งสิ้น 11 พรรษา

    จากนั้นท่านไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศีลขันธ์ ซึ่งขณะนั้นวัดศีลขันธ์ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ละท่านเจ้าคุณสนิท จึงต้องเร่งหาทุนทรัพย์เพื่อมาทำนุบำรุงเสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด รวมทั้งก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เพิ่มเติม และก็มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทำบุญจนสำเร็จลุล่วง ท่านเจ้าคุณสนิท จึงสร้างวัตถุมงคลขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ร่วมทำบุญ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยมิได้คิดมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณสนิท ยังได้มอบวัตถุมงคลชุดนี้แก่วัดต่าง ๆ ที่ขาดแคลนต้องการทุนทรัพย์ในการบูรณะหรือก่อสร้างศาสนสถานต่าง ๆ ภายในวัดเพื่อเป็นการพัฒนาวัดอีกด้วย

    วัตถุมงคลชุดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2513 ประกอบด้วย พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ เป็นหลัก และยังมีพระเนื้อผง และโลหะอีกมากมายนับสิบพิมพ์ โดยวัตถุมงคลชุดนี้ เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ ได้อธิษฐานจิตให้เมื่อปลายปี พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นวัตถุมงคลชุดสุดท้ายที่ท่านอธิษฐานจิตก่อนที่จะมรณภาพ
    วัตถุมงคลชุดนี้ มีหลายสิบพิมพ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระนาคปรกเนื้อผงน้ำมันเจ้าคุณนร ออกวัดศีลขันธ์ อ่างทอง ปลุกเสกอธิฐานจิต ปี ๒๕๑๓ พิมพ์นี้สร้างน้อยแต่หาไม่ยาก หาได้ที่นี้ ครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260227_195823.jpg IMG_20260227_195845.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 มีนาคม 2026 at 23:24
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771857933225.jpg FB_IMG_1771857884947.jpg

    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม องค์นี้ แม้แต่พระอภิญญาอย่าง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ยังยกย่องและยอมรับว่าหลวงพ่อจวนท่านนี้เก่งจริงๆๆพลังจิตกล้าแกร่งเหลือเกิน
    หลวงพ่อจวน เป็นพระองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อฤาษีฯ ให้ลูกศิษย์ไปกราบ และทำบุญด้วย เนื่องจากหลวงพ่อ ไปเจอหลวงพ่อจวนที่พระจุฬามณี โดยหลวงพ่อจวนไปทั้งกายเนื้อ
    มีอยู่เที่ยวหนึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า " เฮ้ย ! พวกแกลองสืบดูซิ มีหลวงตาองค์หนึ่งขาว ๆ ท้วม ๆ ล่ะนะ ชื่อ จวน อยู่สิงห์บุรี ลองดูสิว่ามีพระชื่อนี้อยู่สิงห์บุรีวัดไหน ช่วยบอกให้ด้วยหาไม่ยากหรอก ท่านดังด้วย หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม"
    ถาม : หลวงพ่อหาทำไมครับ
    ท่านบอกว่า : "วันก่อนขึ้นไปพระจุฬามณีเห็นหลวงตาจวนเดินตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ อยู่ เขาเก่งว่ะ เขาไปทั้งตัวเลย ไม่ได้ใช้มโนมยิทธิถอดจิตไปนะนั่น เล่นไปทั้งตัวเลยล่ะ"
    ถาม : ยังอยู่ไหมครับ ?
    ตอบ : เรียบร้อยไปแล้ว ถ้าอยู่ไม่กล้าเล่ากลัวท่านเหยียบเอา (หัวเราะ) วัดหนองสุ่ม ขาว ๆ ยิ้มทั้งวันน่ะ น่ารักมาก....
    "สมัยที่หลวงพ่อจวนยังอยู่ จะไม่ให้ทำหนังสือวัตถุมงคล ท่านบอกว่า ของ ๆ ฉันถ้าจะดังเดี๋ยวดังเอง"
    หลวงพ่อจวนได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริอายุได้ ๗๙ ปี พรรษา ๕๕
    หมายเหตุ: "พระจุฬามณี"
    หมายถึง เจดีย์พระจุฬามณี"บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีปราสาทเนรมิต กับมี พระเจดีย์จุฬามณี อันเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลีของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จออกมหาภิเนกษกรมณ์ และเมื่อพระพุทธองค์นิพพานแล้วก็ได้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วองค์ขวาด้วย
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ประวัติ พระครูสุจิตตานุรักษ์ (จวน สุจิตโต) วัดหนองสุ่ม สิงห์บุรี

    ชาติกำเนิด พระครูสุจิตตานุรักษ์ (จวน สุจิตโต) เกิดเมื่อวันที่ 13 เดือนสิงหาคม พุทธศักราช 2458 วันศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ จุลศักราช 1277 เวลา 13.15 นาฬิกา ณ บ้านหนองสุ่ม ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โยมบิดาชื่อ เคลือบ ทิพย์กรรณ์ โยมมารดาชื่อ อิน ทิพย์กรรณ์ เป็นบุตรคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน เป็นพี่ชาย 2 คน เป็นพี่สาว 3 คน และมีพี่น้องร่วมแต่บิดาเดียวกันอีก 4 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 1 คน โยมมารดาได้สิ้นชีวิตไปตั้งแต่ยังเยาวัย จึงได้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของพี่สาวชื่อ นางสุขการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2467 ได้เข้าศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดหนองสุ่ม จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพราะสมัยนั้นการเรียนมีเพียงชั้นประถมศึกษา 3 เท่านั้น ถือว่าเป็นการจบหลักสูตรประถมศึกษา อันมีครูฉาม เป็นครูใหญ่ และครูพิน เรืองสารณ์ เป็นครูใหญ่ต่อมา การบรรพชาอุปสมบท พ.ศ.2473 เมื่ออายุได้ 16 ปี บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดหนองสุ่ม ตำบลห้วยชันบ้านเกิดอยู่ 3 พรรษา ต่อมาก็ได้ลาสิกขาเพื่อไปช่วยพี่สาวปรพกอบอาชืพในการทำกสิกรรม พ.ศ. 2479 เมื่ออายุ 22 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ พัทธสีมาวัดประศุก ตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีพระสมุห์จรัสเจ้าอาวาสวัดประศุก เป็นพระอุปัชณาย์ พระมหาหล่ำ วัดเฉลิมมาศ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระครูพิศิษฐ์ลศีคุณ วัดปราสาท เป็นพระกรรมวาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดหนองสุ่ม 1 พรรษาแล้วได้ย้ายไป อยู่ที่วัดโพธิ์ลังกา ตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีเพื่อศึกษา พระปริยัติธรรม ป้อมดำ ตลอดมาพ.ศ.2482 ได้ลาสิกขาจากเพศบรรพชิตไปประมาณ5เดือนเศษเนื่องจากพี่สาวที่อุปการะเลี้ยงดูไม่มีคนช่วยทำงานในการประกอบอาชืพกสิกรรมการลาสิขาครั้งนี้หลวงพ่อเล่าว่าความจริงใจแต่เดิมแล้วไม่อยากลาสิขาแต่อีกใจหนึ่งก็นึกสงสารพี่สาวที่อุปการะมาสำแต่ก็มีข้อแม้ว่าจะต้อง จับฉลากเสี่ยงทายเสียก่อนมี ข้อความว่า สึก ใบหนึ่งและ ไม่สึก ใบหนึ่งเป็นจำนวนหลายใบใส่ลงในบาตร อธิษฐานต่อหน้าพระพุทธรูปและจับฉลากนั้นขึ้นมา ปรากฎว่าครั้งแรกจับฉลากใบไม่สึกขึ้นมา จึงทำการจับฉลากใหม่เป็นครั้งที่ 2 แต่ปรากฎว่าจับฉลากถูกใบไม่สึกอีก จึงตัดสินใจขอจับฉลากเป็นครั้งที่ 3 โดยตั้งปณิธาน ไว้ว่าถ้าถูกอย่างไหน จะยึดถือปฎิบัติเอาอย่างนั้น ครั้งที่ 3 นี้ ปรากฎว่า ได้ใบสึก จึงตัดสินใจ ลาสิขาไปตามคำปณิธานที่ตั้งไว้ ทั้งๆ ที่ยังรักและอาลัยในเพศพรหมจรรย์อยู่ แต่ด้วยความกตัญญกตเวที ที่มีต่อพี่สาวที่ได้อุปพ.ศ.2483 เมื่ออายุได้ 26 ปี ได้ทำการอุปสมบทใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2483 ณ พัทธสีมา วัดประศุก ตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยมี พระครูพิศิษฐ์ศีลคุณ เจ้าอาวาส วัดประศุก เป็นพระอุปชฌาย์ พระใบฎีกาถนอม วัดประสาท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาเพี้ยน วัดโพธิ์ลังกา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้มาจำพรรษา อยู่วัดหนองสุ่ม ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจุบัน เป็นเวลา 35 พรรษาการะมาหรับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนั้นพี่สาวก็ไปกู้หนี้ยืมสินผู้อื่นมาซื้อให้ด้วยเมื่อไม่ลาสิขาไปก็กลัวพี่สาวจะเสียใจจึงตัดสินใจลาสิขาการศึกษาพระปริยัติธรรม เมื่ออายุครบ 16 ปี บรรพชา เป็นสามเณร 3 พรรษา ศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2473 สอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. 2474 สอบได้นักธรรมโท เมื่ออายุได้ 26 ปีอุปสมบทแล้ว ได้ไปศึกษา พระปริยัติธรรม ที่สำนักเรียน วัดโพธิ์ลังกา ตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี พ.ศ.2475 ได้ศึกษา ภาษาบาลี จากพระใบฎีกาเกลี่ยนที่ วัดนก และไป ศึกษาภาษาบาลีที่ วัดเฉลิมมาศ อีก แต่ก็มีอุปสรรค ได้ล้มเลิก กลางคันเสี่ยก่อน พ.ศ.2483 สอบได้นักธรรมตรี พ.ศ. 2484 สอบได้นักธรรมโทพ.ศ. 2485 สอบได้นักธรรมชั้นเอก ดังปรากฎเห็นได้อย่างแน่ชัดว่าพระครูสุจิตรตานุรักษ์(จวน สุจิตโต)มีสติปัญญาสามารถวิริยธุสาหะศึกษาหลักธรรมวินัยได้อย่างลึกซึ้งรู้และเข้าใจพระธรรมวินัยอย่างถูกต้องดังปรากฎการสอบนักธรรมชั้นตรีและโทได้ซึ้งท่านเองก็สอบได้ทั้ง 2 ครั้งสองคราวแสดงถึงสติปัญญาความสามารถของท่านได้เป็นอย่างดีในสมัยนั้นการศึเมื่อเข้ามาทำการอุปสมบทใหม่ก็จะต้องสอบใหม่หมดดังกรณีพระครูสุจิตตานุรักษ์(จวน สุจิตโต) เป็นตัวอย่าง พ.ศ. 2487 ได้หันมาสนใจศึกษา(วิชาไสยศาสตร์) ครั้งแรกเริ่มเรียนกับหลวงพ่อแป้นวัดบ้านไร่ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ในวิชาเกี่ยวกับทำพวกเครื่องรางของขลังเรียนวิชาทำผ้ายันและอื่นๆ จากคุณครูโฉม อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เรียนวิชาตระกรุดโทนจากหลวงพ่อกองพระอาจารย์ผู้มีเกียรติคุณแห่งจังหวัดสุโขทัยและกับอาจารย์ทางวิชาไสยศาสตร์อื่นๆพร้อมกันนี้ก็ได้เรียนอักษรขอมด้วยต้นเองและก็มีความสนใจในวิชาไสยศาสตร์มาก
    #
    #ตำแหน่งหน้าที่ทางคณะสงฆ์พ ศ 2494 เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองสุ่ม ต่อมาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำวสำนักวัดหนองสุ่ม และเป็นกรรมการคุมสอบนักธรรมสนามหลวง ที่สนามสอบวัดเฉลิมมาศ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นผู้อุปการะโรงเรียนประชาบาลวัดหนองสุ่มการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์ พ ศ 2491 งานก่อสร้างครั้งแรกคือสร้างหอประชุม (ปัจุบันได้รื้อไแแล้ว) สีน้ำเงิน ประมาณ6000 บาท(หกพันบาท) พ ศ 2492 สร้างอุโบสถ์แบบยกพื้น ด้วยไม้ทั้งหลัง มุงหลังคาด้วยกระเบื้องขึ้นทั้งหลังกว้าง 4 วายาว 8 วา สิ้นจำนวนเงินประมาณ 10000 บาท (ประมาณหนึ่งหมืนบาท) ปัจจุบันอุโบสถหลังเก่านี้ยังปรากฏมีอยู่แต่ก็ชำรุดทรุดโทรมมากพ ศ 2501 สร้างศาลาการเปรียญ กว้าง 8 วา ยาว 14 วา สิ้นจำนวนเงินประมาณ 100000 (ประมาณหนึ่งแสนบาท) และทำการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายคราว พ ศ 2512 ได้ปรับปรุงปฏืสังขรณ์กุฏิใหม่หมดรวม 8 หลัง เพราะกุฏิเดิมปลูกสร้างไว้นั้นไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยและเพื่อพัฒนาวัดให้มีบริเวณวัดกว้างขวางยิ่งขึ้นจึงย้ายกุฏิที่มีอยู่เดิมไปปลูกสร้างถอยหลังไปทางเขตท้ายวัดทางด้านทิศตะวันตกสภาพของกุฏิใหม่ยังคงรักษาทรงไทยแบบบ้านโบราณอยู่ มองดูสวยงามมาก สิ้นจำนวนเงินประมาณ 100000 (ประมาณหนึ่งแสนบาท)พ ศ 2513 ได้สร้างหอระฆังขึ้น 1 หลังเป็นจำนวนเงิน 30000 บาท (สามหมืนบาท) ผู้ที่ศรัทธาคือ นายสุนทร นางประมวล แสงมณี สร้างถวาย ชื่อ หอระฆัง แสงมณี พ ศ 2514 ได้ร่วมกรมอนามัยสร้างถังน้ำประปาเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของวัด โดยบริจาคทรัพย์ส่วนตัวร่วมกันฝ่ายละครึ่งเป็นจำนวนเงิน 8000 (ประมาณแปดพันบาท) พ ศ 2514 เป็นประธานในการติดต่อกับทางราชกาล กรมอนามัย สร้างสถานีอนามัยชั้น 2 ประจำตำบลห้วยชันเพื่อสะดวกแก่ชาวบ้านในเมื่อเกิดเจ็บป่วยพ ศ 2514 พิจารณาเห็นว่าอุโบสถที่สร้างขึ้นครั้งแรกนั้นไม่ถาวรเท่าที่ควร เพราะสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง จึงได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นใหม่แบบถาวรกระทัดรัดสวยงาม อุโบสถหลังใหม่นี้ กว้าง 26 เมตร ยาว 40 เมตร วางศิลาฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ ศ 2514 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วและผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตเสร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่13 -21 กุุมภาพันธ์ พ ศ 2518 สิ้นจำนวนเงินประมาณ 900000 บาท (ประมาณเก้าแสนบาทเศษ)

    พ ศ 2515 สร้างศารารับรองแขก กว้าง 6 ยาว 12 วา สร้างเป็นอาคารชั้นเดียว สิ้นจำนวนเงินประมาณ 80000 บาท (ประมาณแปดหมื่นบาทเศษ) พ ศ 2515 เป็นประธานติดต่อในการชวน คุณแม่พลอย ภูสง่า ให้บริจาคที่ดินจำนวน 5 ไร่เศษ ถวายเป็นสมบัติวัดหนองสุ่ม เพื่อสร้างโรงเรียนประชาบาลวัดหนองสุ่ม ปัจจุบันโรงเรียนประชาบาลวัดหนองสุ่มได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ พ ศ 2516 ท่านเป็นผู้มีส่วนร่วมพัฒนาหมู่บ้านหนองสุ่มให้เจริญรุ่งเรือง ถนนหนทางสะดวก สบายยิ่งขึ้นแต่ก่อน การคมนาคมก็สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับทางราชกาลตัดถนนผ่านที่เอกชนจนถึงวัด เป็นทางหลวงจังหวัดเข้าหมู่บ้านประมาณ 10 ก มพ ศ 2517 ได้สร้างตึกครุภันฑ์ (โรงครัว) เป็นอาคารตึก 2 ชั้น 1 หลังและอาคารชั้นเดียว 1 หลังซึ้งกำลังก่อสร้าง กว้าง 6 วา 1 ศอก ยาว8 วา สิ้นเงินประมาณ 600000 (ประมาณหกแสนบาท) (เกียรติคุณพิเศษ) พระครูสุจิตตานุรักษ์(จวน สุจิตโต)เป็นพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณรูปหนึ่งประกอบด้วยศิลาจารวัตรอันดีงามตามลักษณะแบบสมมณะผู้รักสงบสุขุมเยือกเย็นมีเมตตากรุณาธรรมอันสูงส่งเป็นบูชารหบุคคลที่นำมาซึ่งความเคารพเลื่อมใสกราบไหว้บูชาของสาธุชนเป็นจำนวนมากและมีเกียรติคุณเป็นที่นิยมเชื่อถือของสาธุชนอย่างกว้างขวางและศักสิทธิ์

    นอกจากการสร้างถาวรวัตถุในวัดหนองสุ่ม แล้วหลวงพ่อยังได้ให้ความอุปถัมภ์แก่วัด โรงเรียน และส่วนราชการทั้งในเขตจังหวัดสิงบุรี และใกล้เคียง โดยทั่วไป เช่น การบริจาคการก่อสร้างศาลาการเปรียญวัดท่า บริจาคและจัดตั้งกองทุนมูลนิธิโรงเรียนวัดหนองสุ่ม บริจาคกองทุนมูลนิธิ วัดก้าร้อง และบริจาคทุนการก่อสร้างอาคารสำนักการประถมศึกษา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นต้นประวัติของพระเดชพระคุณ พระครูสุจิตตานุรักษ์ (หลวงพ่อจวน) เป็นประวัติที่ควรแก่การยกย่องสรรเสริญที่ชนรุ่นหลังจะได้จดจำ และนำเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง บั้นปลายชีวิตหลวงพ่ออาพาธด้วย โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ลูกศิษย์ได้นำไปบำบัดรักษาทร่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลสิงห์บุรี โรงพยาบาลอินทร์บุรี หลายครั้งอาการคงทรงกับทรุด และถึงแก่การมรณภาพเมื่อ วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฏาคม พ ศ 2536 (แรม 8 ค่ำ เดือน 8 ) รวมอายุได้ 79 ปี 35 พรรษา ต่อมาทางวัดหนองสุ่ม โดยพระครูพิทักษ์ศาสนวงษ์ เจ้าอาวาสวัดหนองสุ่ม คณะกรรมการวัดข้าราชกาล ศิษย์ยานุศิษย์ และ ประชาชน ได้ร่วมประชุมตกลงให้มีการจัดการพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อจวน สุจิตโต ในวันครบรอบมรณะ ปีที่ 6 ในวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฏาคม 2542 โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ สุวฑฒโน ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ มีพระธรรมราชานุวัตร (หลวงเตี่ย) เจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร เป็นรองประธานฝ่ายสงฆ์ มีนายชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายนิคม บูรณพันธ์ศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในงานมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ พระภิกษุ สามเณร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการการเมือง หัวหน้าส่วนราชการ ศิษย์ยานุศิษย์ พ่อค้า ประชาชน จากจังหวัดสิงห์บุรี และ ต่างจังหวัด มาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่ออย่างมากมาย แม้ว่าหลวงพ่อท่านจะล่วงลับไปนานหลายปีจากไปเพียงแต่รูปสังขาร สาระแก่นสารชีวิต ประโยชน์กิจที่หลวงพ่อได้ประกอบกระทำไว้แล้วนั้น หาสูญสิ้นไปด้วยไม่ สมด้วยนัยพระพุทธภาษิตที่ว่า

    ""รูป่ ชีรติ มจุจาน่ นามโคตุต่ น ชีรติ""รูปกายของมนุษย์และสัตว์ย่อมคร่ำคร่า เสื่อมสิ้นไปแต่ชื่อโคตรสกุลความดีของผู้นั้น หาถึงความคร่ำคร่าเสื่อมสูญไปไม่
    ข้อมูลนี้ผมได้นำมาเขียน จากหนังสื่อพัทธสีมานุสรณ์ วัดหนองสุ่ม 13-21 กุมภาพันธ์ 2518 และ หนังสือ พระครูสุจิตตานุรักษ์ เล่มสีแดงครับ เพื่อเผยแพร่เกียจติคุณและคุณงามความดีของหลวงพ่อที่มีต่อลูกศิษย์ทั้งหลายครับ ท่านใดที่อยากเผยแพร่ประวัติหลวงพ่อผมยินดีให้ข้อมูลต่างๆ ที่ผมเขียนลงไว้นี้ได้เลยครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลังรูปเหมือนผสมผงตะไบผงแร่ เลี่ยม พร้อม แขวนบูชา

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260227_203859.jpg IMG_20260227_203922.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 มีนาคม 2026 at 15:22
  8. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,464
    ค่าพลัง:
    +7,676
    ขอจองครับ
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772211655016.jpg

    พระผงสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ปี 2522
    ท่านพระครูนิวาสธรรมรังสี หรือหลวงพ่อช่วย กตฺตสาโร ผู้ทรงคุณทางเมตตาแคล้วคลาด
    สร้างพระผงสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์เนื้อดอกพิกุลผสมขี้ผึ้งมหาเสน่ห์ อุดมด้วยเมตตาใครได้ไว้ ไม่มีใครเกลียดแม้ศัตรูยังยอมกลับใจ เข้าหาผู้ใหญ่เรื่องยากกลับเป็นง่ายค้าขายแม้มีคู่แข่งก็หมดก่อนดีเด่นประจักษ์แค่ชาววังใหญ่ เป็นอย่างดี สร้างพระผงสมเด็จเนื้อผงใบลานสีดำ ปกป้องสารพัดเขี้ยวงา สารพัดแคล้วคลาด พิมพ์ปรกโพธิ์มีผู้รับไปจากท่านแล้วปรากฏผลเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วแคล้วคลาดได้เหมือนหยิบทุกข์ออกจากอก

    สมเด็จปรกโพธิ์
    หลวงพ่อช่วย วัดวังใหญ่ ต.ท่าไม้ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ รุ่นสร้างศาลาการเปรียญ ปี 2522 เป็นเนื้อดอกพิกุลผสมขี้ผึ้งมหาเสน่ห์

    หลวงพ่อช่วย เป็นพระที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เฉกเช่นพระนักปฏิบัติทั่วไป เป็นเกจิสายนครสวรรค์อีกท่านหนึ่งที่เก่งเงียบๆ คนท้องถิ่นอื่นไม่ค่อยรู้จักท่าน เพราะท่านไม่ได้ออกงานปลุกเสกตามงานต่างๆ ผู้คนจีงไม่ได้ยินชื่อเสียงท่านเท่าที่ควร ตลอดชีวิตท่านสร้างวัตถุมงคลเพียงรุ่นสร้างศาลารุ่นนี้เพียงรุ่นเดียว รุ่นสร้างศาลาของท่านก็มีรูปหล่อ เหรียญเสมา สมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ นกคุ้มขนาดบูชา และขนาดพกพาเป็นงาแกะ และรูปหล่อหลวงพ่อตุ่น ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์ก่อนท่าน การปลุกเสกวัตถุมงคลของท่าน ท่านจะปลุกเสกของท่านในกุฏิ เสียงสาธยายมนต์พรึมพรัม และเสียงแกรกกราก ระคนกัน แสดงว่าท่านใช้มือคนวัตถุมงคลไปด้วยในขณะที่ท่องมนต์ ท่านจะปลุกเสกตอนค่อนรุ่ง ที่ผมทราบเพราะตอนนั้นผมบวชอยู่กับท่าน เดินเข้าห้องน้ำช่วงค่อนรุ่งจะต้องได้ยินทุกคืน และวัตถุมงคลรุ่นนี้ นอกจากท่านจะปลกเสกเดี่ยวแล้ว ท่านยังได้จัดพิธีปลุกเสกใหญ่ด้วย

    ที่มา เฟส ชวนชมพระเครื่อง
    ...........

    พิธีปลุกเสกร่วมกับครูบาอาจารย์ในยุคนั้นอีก ๕๐ รูป

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ถ้าใครได้อ่านหนังสือนะโมสมัย เมื่อ30 กว่าปีก่อน จะพอรู้จักท่าน และ ยุคนั้น น่าจะ ได้บูชาวัตถุมงคล โดยการเขียนจดหมาย ใส่เงินหรือธนาณัติไปบูชาที่วัด

    พระผงสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์เนื้อดอกพิกุลผสมขี้ผึ้งมหาเสน่ห์ องค์นี้เนื้อยังฉ่ำๆแม้จะผ่านกาลเวลาเกือบ ๕๐ ปี

    300 ค่าจัดส่งดวน30บาทครับ

    ปิดรายการ
    IMG_20260228_001926.jpg IMG_20260228_001950.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 มีนาคม 2026 at 23:23
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772351254888.jpg

    หลวงปู่แหวนอธิษฐานจิตปลุกเสก ๖ เดือนเต็ม

    พระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงอิทธิฤทธิ์และเป็นสัญญลักษณ์ตัวแทนแห่ง 3 ศักดิ์สิทธิ์ คือ แผ่นดิน คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
    .
    พระทรงพิมพ์คล้ายผงสุพรรณ คือ รูปทรงสามเหลี่ยมยอดตัดเล็กน้อย
    มวลสารใช้ ผงกรุพระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ และผงกรุต่างๆ เช่น พระคง พระวัดสามปลื้ม ผงพระวัดปากน้ำ ผงงาช้างโบราณ และผงธนบัตรชำรุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยย่อยทำลายเป็นเศษ
    .
    อธิฐานจิตโดยเกจิชื่อดังแห่งยุคสมัย :
    .
    หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง,หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ,หลวงพ่อเส็ง วัดกัลยาฯ ,หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธินิมิต ,หลวงพ่อสุด วัดกาหลง ,หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง ,หลวงพ่อบุญ วัดวังมะนาว ,หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์,หลวงพ่อสมชายวัดเขาสุกิม ฯลฯ และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ยังนำกลับไปปลุกเสกซ้ำอีก นานถึง ๖ เดือนเต็ม

    .
    ..................ส ม เ ด็ จ อ ง ค์ บ ดิ น ท ร์ ปี ๒ ๕ ๒ ๕ ……………
    .......................วัดจักรวรรดิราชาวาส(วัดสามปลื้ม)……………
    .
    พระเครื่อง "องค์บดินทร์" ปี ๒๕๒๕ จัดสร้างขึ้นโดยจอมพลประภาส จารุเสถียร เพื่อเป็นเกียรติแด่เจ้าพระยาบดินทรเชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) แม่ทัพทหารเอก
    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ในคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี พ.ศ.๒๕๒๕
    .
    ออกแบบโดยอาจารย์อนันต์ สวัสดิสวนีย์ พระเครื่องรูปทรงสามเหลี่ยมยอดตัดเล็กน้อย ด้านหน้าเป็นองค์พระพุทธปฏิมากรปางสมาธิ ประทับบนอาสนะฐานด้านหน้าเป็นฐานผ้าทิพย์ ด้านหลัง เป็นยันต์"อุณาโลม" และอักษรไทยว่า "องค์บดินทร์" ดูแปลกตามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากพระสมเด็จทั่วไป
    .
    ๑ . พิมพ์ใหญ่
    พิมพ์ใหญ่พิเศษ แจกกรรมการ ขนาดกว้าง ๒ เซนติเมตร สูง ๒.๕ เซนติเมตร
    พิมพ์ใหญ่ ปกติ ขนาดกว้าง ๒ เซนติเมตร สูง ๒.๕ เซนติเมตร
    .
    ๒ . พิมพ์เล็ก ขนาดกว้าง ๑.๕ เซนติเมตร สูง ๒ เซนติเมตร

    .
    “องค์บดินทร์” พระเครื่องเพียบพร้อมด้วยอิทธิฤทธิ์และบุญญฤทธิ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมฺรังสี) ผ่านผงสมเด็จบางขุนพรหม ,และบารมีเจ้าพระยาบดินทรเดชา มีประสบการณ์มาแล้วอย่างมากมาย ผู้ที่ทราบถึงพิธีกรรมการปลุกเสกอันสุดอัศจรรย์ รวมทั้งมวลสาร ผงพุทธคุณที่บรรจุอยู่ใน “องค์บดินทร์” จึงไม่ควรมองข้าม พระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงอิทธิฤทธิ์และเป็นสัญญลักษณ์ตัวแทนแห่ง 3 ศักดิ์สิทธิ์ คือ แผ่นดิน คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่มีนามว่า “องค์บดินทร์”
    .
    พระพิมพ์พระพุทธมหาบดินทร์ ได้นำเข้าพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถ
    วัดจักรวรรดิราชาวาส(วัดสามปลื้ม) กรุงเทพฯ โดยมีหลวงพ่อผ่อง วัดจักรวรรดิราชาวาส และพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศ เข้าร่วมพิธีภายในพระอุโบสถ

    วัดจักรวรรดิราชาวาส ขณะทำพิธีได้เกิด ลมพายุพัดเข้ามาในพระอุโบสถหมุนอยู่เหนือกล่องที่บรรจุพระเครื่อง “องค์บดินทร์” เป็นเวลานาน และสิ่งที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในพิธีต่างตกตะลึงคือ ปรากฏมีพญางูเหลือมขนาดใหญ่ได้ตกลงมาจากเพดานโบสถ์
    ขณะกำลังทำพิธี ส่วนภายนอกพระอุโบสถเกิดพายุ ลม ฝน ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง มีเสียงฟ้าผ่า
    .
    เสียงดังอย่างกึกก้อง ทำให้ผู้ที่ร่วมอยู่ในพิธีรู้สึกได้ถึงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์
    เป็นที่อัศจรรย์ซึ่งเป็นมงคลนิมิตอันดีที่ดวงวิญญาณเจ้าพระยาบดินทร์เดชา , เทวดา
    อารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้ร่วมรับรู้แซ่ซ้องสาธุการในการปลุกเสกพระเครื่องครั้งนี้ เกิดอัศจรรย์ตั้งแต่ทำพิธีพุทธาภิเษก
    .
    มวลสารสำคัญดังนี้
    .
    -ชิ้นส่วนพระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐
    -ชิ้นส่วนพระกรุต่างๆ เช่น พระคง พระวัดสามปลื้ม
    -ผงพระวัดปากน้ำ
    -ผงงาช้างโบราณ
    -ผงธนบัตรชำรุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยย่อยทำลายเป็นเศษ
    -ผงตะไบอาวุธ หอก ดาบ ง้าวโบราณ
    -ผงว่าน ๑๐๘
    -ผงอัญมณีต่างๆ
    -ผงทรายเสกพระเกจิอาจารย์ ๑๐๘ รูป
    -ผงพุทธคุณพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ
    -ฯลฯ
    .
    การผสมผงงาช้างกันเขี้ยวกันงา ผงหอกดาบ ช่วยกันเรื่องอาถรรพน์ภูติผีปีศาจมารบกวน ได้ทุกทิศทั่วไทย ยกเว้นที่อโคจรเท่านั้น
    .
    ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดจักรวรรดิราวาสหรือวัดสามปลื้ม โดยหลวงพ่อผ่อง วัดจักรวรรดิฯ ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นอาทิ.
    .
    -หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง
    -หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    -หลวงพ่อเส็ง วัดกัลยาฯ
    -หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธินิมิตร
    -หลวงพ่อสุด วัดกาหลง
    -หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง
    -หลวงพ่อบุญ วัดวังมะนาว
    -หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์
    -หลวงพ่อสมชายวัดเขาสุกิม
    -ฯลฯ

    และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ยังนำกลับไปปลุกเสกซ้ำอีก นานถึง ๖ เดือนเต็ม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงองค์บดินทร์พิมพ์ใหญ่เลียบพลาสติกพร้อมแขวนบูชา

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260301_144028.jpg IMG_20260301_144050.jpg
     
  11. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,208
    ค่าพลัง:
    +5,898
    จองครับ
     
  12. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,208
    ค่าพลัง:
    +5,898
    จองครับ
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772354496726.jpg

    พระปิดตาศุภนิมิตหลวงปู่คำพันธ์..หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ "เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำโขง"ใช้สมาธิจิตตรวจพุทธคุณได้ดังใจนึก พระปิดตาศุภนิมิตหลวงปู่คำพันธ์เนื้อผง พ.ศ.๒๕๓๖คณะศิษย์กรุงเทพ-นครพนม สร้างถวาย ใต้ฐานฝังตะกรุด 1 ดอกสภาพสวยเดิม
    อธิษฐานจิตจากหลวงปู่คำพันธ์พุทธคุณสูงยิ่งผู้ใดได้ไปไม่มีผิดหวังครับ หลวงปู่คำพันธ์มีลูกศิษย์เป็น พ่อค้า คหบดีและนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน ทั้งกองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ดูจากศิษย์หลวงพ่อบุญอุ้ม จ.นครพนม ปัจจุบันนี้ได้เลยครับ ระดับนายพลสี่ดาวเข้าหาหมด เวลาที่ท่านรับนิมนต์เข้ามากรุงเทพเหล่านายทหารจะแจ้งข่าวกัน และมักจะเอาวัตถุมงคลเครื่องรางให้ท่านเช็คพลังหรือพุทธานุภาพให้ และเป็นที่อัศจรรย์ท่านบอกถูกหมดสามารถรู้พุทธานุภาพได้ เช่น เมตตา แคล้วคลาด มหาอุด คงกระพัน โชคลาภ และที่สำคัญท่านเช็คพลังสมเด็จโต วัดระฆังได้ นายทหารระดับนสยพลหลายท่านได้ได้พระสมเด็จเก่ามาคิดว่าเป็นสมเด็จวัดระฆังแต่ไม่มั่นใจ ได้มาให้ท่านเช็คพุทธคุณท่านก็ตอบได้หมดว่าใช่หรือไม่ใช่ มีทหารยศนายพลได้ลองนำพระเก๊ที่ผ่านพิธีกรรมมาบ้างนำมาให้ท่านดู ท่านก็ตอบได้ว่าไม่มีพุทธคุณ ทำให้ทหารทั้งสามเหล่าทัพเคารพและศรัทธาในตัวท่านมากเพราะท่านมีสมาธิจิตและวิญญาณสูงสามารถรู้พุทธคุณต่างๆ

    พระปิดตารุ่นศุภนิมิตร หลังยันต์มหาสมปรารถนา หลงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย จ.นครพนม ปี ๒๕๓๖ ฝังตะกรุด 1ดอก
    พระปิดตารุ่นศุภนิมิตร
    หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ เป็นประธานจุดเทียนชัย เวลา 19.00 น. วันเสาร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2536
    สุดยอดพระเครื่องของหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ เกจิผู้โด่งดังด้วยวิชากำหนดจิตเสกพระด้วยวิชา ปฐวิธาตุ
    พระพุทธหลวงปู่คำพันธ์รุ่นนี้ หายากครับ ประวัติชัดเจนมากมีในหนังสือหลายเล่มของหลวงปู่
    ปฐวี ธาตุ” หรือ “พระเพชร”แห่งลุ่มแม่น้ำโขง
    หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ วัดธาตุมหาชัย นครพนม
    ก้นอุดตะกรุดตอกโค้ดหลังเบี้ยสร้างน้อยหายากนับวันพระของหลวงปู่ราคาจะปรับสูงขี้นและหายากไปทุกวันออกกรุมารีบเก็บก่อนหมด
    มหายันต์ที่ทรงคุณเอนกอนันต์ในหลวงปู่คำพันธุ์ที่ท่านใช้เป็นเอกลักษณ์คือ ยันต์มหาปรารถนา และ ยันต์มหาเศรษฐี

    ชีวประวัติ พระสุนทรธรรมากร
    (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)
    วัดธาตุมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม
    เพื่อเผยแพร่ประวัติครูบาอาจารย์ครับ

    นิมิตประหลาด
    ตอนอายุ ๑๙ ปี เดินธุดงค์ไปจังหวัดเลย
    กับพระภิกษุ ๒ รูป โดยใช้เวลาเดิน ๑๕ วัน จึงถึง
    ได้ไปศึกษาการปฏิบัติจากชีปะขาวครุฑ ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติ
    เหมือนกันกับหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

    ในขณะกำลังฝึกกรรมฐานอยู่นั้น ได้ปรากฏภาพนิมิต
    คือ พระอินทร์ลงมาทุกครั้ง อยู่ข้างๆ
    ในขณะที่นั่งสมาธิ เห็นทุกวันที่ปฏิบัติ
    จนตลอดว่า หลับตาลงก็เห็นแต่พระอินทร์ ไม่รู้จะแก้อย่างไร

    เพราะในขณะนั้น ก็ห่างจากครูบาอาจารย์ แก้นิมิตก็ไม่ได้
    ก็เห็นอยู่ทุกคืนๆ พอเห็นนานวันเข้าก็เกิดความพอใจ
    ในรูปร่างลักษณะของพระอินทร์ ในขณะนั้นใจก็อยากจะเป็นพระอินทร์
    แต่ก็ยังไม่ได้ปรารถนา เพียงคิดเฉยๆ การเห็นนิมิตคือพระอินทร์นั้น

    ท่านเล่าว่า เริ่มเห็นตอนที่ท่านเริ่มปฏิบัติธรรม ตอนอยู่บ้านหนองหอยใหญ่
    อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม



    หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ
    ถามพระอินทร์
    ท่านเล่าว่า วันนั้นเป็นวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ ท่านก็เริ่มนั่งสมาธิ
    พระอินทร์ก็ลงมาเหมือนเดิม ความรู้สึกในขณะนั้น
    ไม่ได้นั่งสมาธิ คือยืนที่ครกตำข้าว พระอินทร์ก็ลงมานั่งอยู่ที่หัวครกตำข้าว
    เมื่อท่านเห็นพระอินทร์ลงมา ก็ถามว่า

    “มหาบพิตรราชสมภาร เสด็จลงมาสู่มนุษย์โลกนี้ มีวัตถุประสงค์อย่างไร”
    พระอินทร์ ตอบว่า “ที่โยมลงมาสู่มนุษย์โลกนี้ ก็เพราะต้องการอยากจะนิมนต์สามเณรขึ้นสวรรค์”
    จะให้อาตมาขึ้นเมื่อไร หลวงปู่ถามต่อไป “วันแรม ๑ ค่ำ” พระอินทร์ตอบ

    หลวงปู่ท่านคิดว่า แรม ๑ ค่ำ ก็เป็นวันพรุ่งนี้ และคิดต่อไปว่า ขึ้นสวรรค์ร่างกายเรายังหนักอยู่
    จะเหาะขึ้นไปเหมือนกับพระอินทร์ไม่ได้หรอก ก็คงจะไม่ได้เป็นแน่
    คิดไปคิดมาก็คิดว่า ถ้าขึ้นไปบนสวรรค์นี้ ดังนิมิตนี้ จะต้องไปแต่วิญญาณ
    ส่วนร่างกายคงจะไปไม่ได้ ถ้าไปแต่วิญญาณก็คงตาย

    หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ
    พิจารณาความตาย
    พอออกจากสมาธิ ก็มานั่งคิดพิจารณาว่า
    “เรานี้จะตายจริงๆ หรือ พรุ่งนี้”
    ตามความรู้สึกว่า ตายแน่ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันแรม ๑ ค่ำ”

    คืนนั้นไม่นอน สมาธิต่อจนสว่าง
    พอสว่างแล้วก็ทำธุระปัดวาดกุฏิวิหาร
    ที่พักที่อาศัยตักน้ำเทกระโถนถวายพระ แล้วออกบิณฑบาตมาฉัน

    เมื่อฉันแล้ว ก็มาพิจารณาว่า หากเราตาย ก็ขอให้ตายตอนนั่ง
    ตายในขณะทำความเพียร จะไม่ตายในเวลาที่เราละความเพียรแล้ว
    ท่านนึกอยู่ในใจอยู่อย่างนี้ ก็เลยบอกพระภิกษุวันว่า

    อาจารย์ครับถ้าผมตาย ให้ตัดเอานิ้วมือผม นิ้วชี้ ข้างขวานิ้วหนึ่ง ข้างซ้ายนิ้วหนึ่ง
    ให้ตัดตรงโคลนนิ้ว ท่านบอกว่า ตายแล้วไม่เจ็บหรอก ให้ตากแดดให้แห้ง
    ถ้าไม่แห้งให้ย่างไฟก็ได้ ให้เอากลับไปให้แม่ของผม และบอกกับแม่ผมว่า
    ไม่ต้องเป็นห่วง ผมไปดีแล้ว ได้ไปสวรรค์ ตามคำของพระอินทร์พูด

    พระภิกษุวัน ก็กล่าวว่า ทำไมถึงพูดอย่างนี้ แต่ถึงอย่างไร สามเณรก็อย่าประมาท”

    สอนใจตนเอง
    หลวงปู่ก็พูดเท่านี้ แล้วจิตก็สอนตนเองว่า
    “ชีวิตนี้น้อยหนัก เมื่อถึงเวลาจะตายก็ต้องตาย
    ละร่างกายนี้ไป ชีวิตของคนเราไม่ยั่งยืน
    ทอดอาลัยในชีวิต ทำให้เกิดความกล้าไม่กลัว ”

    แล้วก็ทำความเพียรต่อไป ตั้งแต่เช้าถึงตอนเย็น

    เมื่อถึงเวลาทำวัตรเย็น ก็มาทำวัตรเย็นร่วมกับพระสงฆ์ เมื่อเสร็จแล้ว
    เข้าสู่ที่ปฏิบัตินั่งสมาธิ ออกจากสมาธิ ก็เดินจงกลมตลอด ออกจากเดินจงกลม
    ก็มานั่งสมาธิ ในช่วงที่พักผ่อนก็กำหนดลมหายใจไปเรื่อยจนหลับ

    หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ
    รู้ตัวตื่นขึ้นมา คิดว่า เราคงตายแล้ว
    ก็ร้องถามพระภิกษุที่อยู่ไม่ห่างนักว่า
    “อาจารย์ครับๆ” ก็ไม่มีเสียงตอบเงียบ ปลุกอย่างไรก็ไปขยับตัว”

    ก็มาคิดอีกว่า “คนตายเรียกคนเป็นอาจจะไม่ได้ยิน” ก็คิดต่อไปอีกว่า
    “เราตายแน่หรือ หรือว่ายังไม่ตาย” เอามือไปจับที่หนังสือตรงที่หัวนอน
    ก็ยังอยู่ปกติ จับดูมุ้งและถุงย่ามก็เป็นปกติ” มาคิดว่า
    ตายหรือไม่ตายก็ยังปกติอยู่” ก็สงสัยในใจอยู่

    ก็ลองปลุกพระที่อยู่ไม่ห่างอีกครั้ง

    ได้ยินเสียงท่านขานรับ แค่นั้นท่านก็รู้สึกตัวเลยว่า
    “เรายังไม่ตาย”ไม่นานก็สว่าง วันแรม ๑ ค่ำ ก็ผ่านไป
    ท่านก็คิดในใจว่า ไม่ตายแล้ว”

    หลังจากวันนั้นมา นิมิตที่พบเห็นพระอินทร์บ่อย ๆ
    ก็หายไปไม่ปรากฏอีกเลย

    รู้แล้ว ความหลงก็หายไป
    ท่านกล่าวกับข้าพเจ้าว่า
    “นิมิตทั้งหลาย ก็เป็นเพียงแค่ทางผ่านของการปฏิบัติ
    เหมือนเราเดินทางด้วยเท้า เราอาจเห็นสิ่งต่างที่อยู่ตามข้างทาง
    เห็นแล้วอย่าไปหลง เห็นแล้วอย่าไปติดอยู่
    ถ้าไปหลงไปติดอยู่ก็ไม่ไปถึงไหน ติดอยู่ตรงนั้นแหละ”
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสมบูรณ์ครับ

    พระปิดตาศุภนิมิตฝังตะกรุด

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260301_153813.jpg IMG_20260301_153850.jpg IMG_20260301_153913.jpg IMG_20260301_153952.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772385160911.jpg
    หลวงปู่หน่ายวัดบ้านแจ้งปลุกเสกเดี่ยว ๓ ไตรมาส

    พระสมเด็จวัดหอไกร จ.พิจิตร พ.ศ.๒๕๑๕
    เข้าพิธี พระรูปหล่อปั๊มหลวงพ่อเงินและพระพิมพ์สมเด็จ วัดหอไกร ( วัดพฤกษะวัน ) ปี15 นั้น มีวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างสืบเนื่องมาจาก ในเวลานั้น ทางวัดมูลเหล็ก,วัดวังจิก,วัดวังกระทึง,วัดหอไกรและวัดท้ายน้ำ ทั้ง 5 วัดต้องการจัดสร้างพระเครื่องและ วัตถุมงคลหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน เพื่อสมนาคุณให้กับผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคช่วยเหลือวัดในการซ่อม แซมและปรับปรุงสภาพศาสนสถานต่างๆภายในวัด และได้มีการนำฝากพระเครื่องของวัดทั้ง5 ร่วมพิธีปลุกเสกรูปหล่อปั๊มหลวงพ่อเงิน กับของวัดบางคลานในคราวนั้น ซึ่งถือว่าเป็นพิธีที่ดีและยิ่งใหญ่และอีกอย่างวัดบางคลานก็เป็นวัดของหลวงพ่อเงินเอง การที่ได้ปลุกเสกในอุโบสถของวัดบางคลานต้นตำรับหลวงพ่อเงิน จึงนับว่ามีคุณค่าและเปรียบเสมือนหลวงพ่อเงินท่านอนุญาตและเข้าร่วมพิธีปลุก เสกเองอีกด้วย และย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยคุณค่าและพุทธคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ พิธีปลุกเสกรูปหล่อหลวงพ่อเงินและพระสมเด็จ วัดหอไกร ปี15 เป็นพิธีการปลุกเสกจัดขึ้น ที่วัดบางคลานในวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2515 โดยได้นิมนต์พระสงฆ์กจิอาจารย์จากทั่วประเทศมาบริกรรมปลุกเสกตามพิธีกรรมแบบ โบราณ ตลอดทั้งคืนเริ่มตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึง 6 โมงเช้าโดยได้แบ่งพระเกจิอาจารย์เข้าปลุกเสกเป็นชุดๆละ16 รูป จำนวน 6 ชุด รวม 96 รูป โดยพระสงฆ์ปลุกเสกชุดละ 2 ชั่วโมงสลับกันไปอย่างไม่มีหยุดพักมีทั้งนั่งปรก บริกรรมภาวนาสวดคาถามหาทิพย์มนต์ พระคาถาพุทธาภิเษกและพระคาถาภาณวาร เป็นต้น รุ่งเช้าวันจันทร์ที่ 31 มกราคม 2515 เป็นการฉลองสมโภช หลังจากร่วมพิธีปลุกเสก กับพระรูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ปี15 ที่วัดบางคลานแล้วนั้น ยังไม่ได้ออกให้ประชาชนทั่วไปบูชาในทันที หลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง ท่านได้ปลุกเสกเพิ่มเติมอีก 3 ไตรมาส แล้วจึงได้นำออกมาให้บูชาในปี 2518 ในงานฝังลูกนิมิตของวัดหอไกร

    ...........

    ตำนานเล่าขานยอดพระเกจิอาจารย์อภิญญาจิตทรงเวทย์เรืองพุทธาคมอันแก่กล้าในอดีต
    หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง" เก่งไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะ"จิ้งจก" สุดยอดแห่งมหาเมตตา
    หลวงพ่อหน่าย อินทสีโล วัดบ้านแจ้ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    เมืองกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งธรรมที่มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั้งเก่าและใหม่จำนวนมาก สืบสานพุทธาคมจากรุ่นสู่รุ่น
    "หลวงพ่อหน่าย อินทสีโล" เจ้าอาวาสวัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา พระเกจิอาจารย์รูปหนึ่งที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธามาอย่างยาวนาน
    นอกจากนี้ ยังมีชื่อเสียงในด้านการสักยันต์อีกด้วย ชาวเมืองอยุธยาที่มีการสักยันต์ในยุคนั้น จะต้องมีรอยสักของท่านเกือบทุกคน โดยเฉพาะยันต์จิ้งจก ที่โดดเด่นในด้านเมตตามหานิยม
    ประวัติหลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง มีนามเดิม หน่าย มีความดี วัน-เดือนที่เกิดไม่ระบุชัด ปีพ.ศ.2446 ที่ ต.หันสังข์ อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา บิดา-มารดา ชื่อ นายหลาบ และนางพลอย มีความดี จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนวัด ในสมัยนั้นการศึกษายังไม่ค่อยเจริญ พออ่านออกเขียนได้ เมื่อจบการศึกษาแล้ว ช่วยพ่อแม่ทำงานอยู่กับบ้าน
    อายุ 12 ปี บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านแจ้ง มีพระครูพัด เป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาธรรมวินัยและวิทยาคมบ้างเล็กน้อย ด้วยอายุยังน้อย
    กระทั่งอายุครบ 22 ปี เข้าอุปสมบทที่วัดบ้านแจ้ง มีพระครูพัด เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า อินทสีโล
    หลังอุปสมบท พรรษาแรก ท่านเริ่มออกเดินธุดงค์ไปในป่าเขาตามภาคต่างๆ ซึ่งมีสัตว์ดุร้ายที่ชุกชุม แต่ก็ไม่มีความเกรงกลัวกับสัตว์ร้ายเหล่านั้น
    เมื่อท่านเดินธุดงค์อยู่ในป่าจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้กลับมายังวัดแจ้ง อยู่ได้ 3 เดือน จึงเดินทางไปศึกษาวิทยาคมกับ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าขณะที่เรียนอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้พบกับกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และศึกษาวิชากับท่านบ้าง แต่ส่วนมากจะได้วิชาจาก หลวงปู่ศุข แต่ยังไม่ทันที่จะได้วิชาแขนงสุดท้าย หลวงปู่ศุขก็มรณภาพไปเสียก่อน
    แม้จะเป็นระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งปี แต่หลวงพ่อหน่ายได้ฝึกฝนทบทวนสรรพวิชาต่างๆ อย่างเข้มข้น ถือว่าเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุขอย่างแท้จริง
    หลังจากนั้นท่านได้ไปศึกษาวิชาเครื่องรางของขลังและวิทยาคมกับอาจารย์ย่ามแดง ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ หลวงปู่ศุข หลังจากเรียนวิชาจากอาจารย์ย่ามแดง จึงกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านแจ้ง ซึ่งในขณะนั้นมี พระครูอนุวัติสังฆกิจ (เคลือบ) เป็นเจ้าอาวาสท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ในป่าช้านานถึง 20 ปี โดยบอกว่าในป่าช้าเงียบและสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน
    หลวงพ่อหน่าย ช่วยพระครูสังฆกิจ (เคลือบ) พัฒนาวัดบ้านแจ้ง ด้วยการสร้างอุโบสถ กุฏิ ศาลาการเปรียญ เมื่อพระครูสังฆกิจมรณภาพ ญาติโยมจึงนิมนต์หลวงพ่อหน่ายขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบแทนตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 ขณะที่มีอายุได้ 71 ปี โดยที่ท่านไม่ยอมรับสมณศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้น
    หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง ปกครองดูแลพระภิกษุสามเณร รวมทั้งเกื้อกูลต่ออุบาสก-อุบาสิกามายาวนาน เป็นพระอุปัชฌาย์ให้กุลบุตรทั้งหลายได้บรรพชาอุปสมบท เป็นสามเณรและพระภิกษุเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
    จากวัตรปฏิบัติและเมตตาธรรมที่หลวงพ่อหน่ายได้ให้แก่ลูกศิษย์และญาติโยมทั้งหลายมายาวนาน ทำให้ท่านเป็นที่เคารพนับถือ ประกอบกับเมื่อท่านได้สร้างวัตถุมงคลและมีผู้นำไปบูชาแล้วเกิดผลเป็นสุข ความเจริญ หรือแคล้วคลาดจากภัยพิบัติต่างๆ จึงทำให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อหน่ายอยู่ในทำเนียบของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังรูปหนึ่งของเมืองไทย
    ทั้งนี้ หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง ได้สร้าง พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง และ วัตถุมงคล ไว้หลายอย่าง อาทิ ตะกรุดโทน, ตะกรุดมหาอุด, พระโมคคัลลาน์พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก, พระพุทธโคดมพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก รวมถึงเหรียญรุ่นต่างๆ อีกหลายรุ่น
    ตลอดชีวิตของหลวงพ่อหน่าย ท่านได้นำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาช่วยเหลือชาวบ้านและลูกศิษย์อย่างต่อเนื่อง ท่านเป็นสงฆ์ที่รักสันโดษ ครองบรรพชิตอย่างเรียบง่าย และไม่เคยโอ้อวดตน
    ต่อมาละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันอังคารที่ 10 พ.ค. 2531 รวมอายุ 86 ปี พรรษา 74

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260301_235811.jpg IMG_20260301_235841.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 มีนาคม 2026 at 21:11
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772385978593.jpg 1772386353994.jpg

    พระสมเด็จพ่อท่านวัดท่าลาด วัดท่าลาด รุ่นแรก สร้างปี พ.ศ ๒๕๑๙

    "ปลุกเสกโดย หลวงปู่สงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย"

    เนื้อผงผสมว่าน มากประสบการณ์ ของเมืองท่าศาลา
    หาไม่ยากครับ

    ประวัติของ " หลวงปู่สงฆ์จันทสโร " อดีตเจ้าอาวาสวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

    หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย อ.เมือง จ.ชุมพร พระเกจิสายสมถวิปัสสนาที่ชาวจังหวัดชุมพรและชาวกรุงเทพฯ ให้ความเคารพอย่างยิ่ง คนกรุงเทพฯ มักเรียกท่านว่า “หลวงปู่สงฆ์” ท่านนับเป็นพระอริยสงฆ์ผู้ทรงบริสุทธิคุณ เปี่ยมด้วยเมตตาบารมี ทั้งมี ‘วาจาสิทธิ์’ และสร้างอภินิหารมากมายเป็นที่ปรากฏ วัตถุมงคลของท่านจึงล้วนเป็นที่ต้องการและแสวงหาอย่างมากของบรรดาศิษยานุศิษย์และนักสะสมมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับวันจะหายากยิ่งและสนนราคาเล่นหาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ

    หลวงพ่อสงฆ์ เป็นชาวชุมพรโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันอังคาร เดือน 6 ปีขาล ปี พ.ศ.2433 ที่บ้านวินัยเหนือ อ.สวี จ.ชุมพร โยมบิดา-มารดาชื่อ นายแดง-นางนุ้ย ประกอบอาชีพทำนา ท่านใฝ่ใจศึกษาหาความรู้และรักการอ่านเขียนมาตั้งแต่เยาว์วัย พออายุได้ 18 ปี บิดามารดาจึงได้บวชให้เป็นสามเณรที่วัดสวี ศึกษาด้านพระธรรมวินัย พระปริยัติธรรม และอักษรขอม จนอายุครบบวชจึงได้อุปสมบทที่วัดวิสัยเหนือ โดยมี หลวงพ่อชื่น วัดแหลมปอ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา"จันทสโร" จำพรรษาอยู่ที่วัดวิสัยเหนือได้ระยะหนึ่ง จึงเดินทางมาจำพรรษาที่วัดควน ต.วิสัยเหนือ เพื่อศึกษาด้านกรรมฐานและวิทยาคมต่างๆ อีก 1 พรรษา จากนั้นออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ จนมาถึงภูเก็ต ได้พบกับ พระอาจารย์รอด วัดโต๊ะแซ หรือ ตอแซ พระเกจิชื่อดังผู้ทรงฌานสมาบัติสูงรูปหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ซึ่งผู้คนให้ความเคารพนับถือมาก ท่านจึงฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคมต่างๆ จนหมดสิ้นเป็นเวลา 2 พรรษา จากนั้นกราบลาอาจารย์ไพธุดงค์อีก 7 ปี

    ในราวปี พ.ศ.2462 วันหนึ่ง นางร่อยพร้อมด้วยลูกชายเดินทางไปทำนา ซึ่งไกลจากบ้านหลายกิโลเมตร ขณะเดินทางพลันได้ยินเสียงของนกร้องว่า "หนักก็วางเสีย หนักก็วางเสีย" เมื่อมองหานกตัวนั้นพบ นกก็บินไปแล้ว สองแม่ลูกจึงตามไป พอตามมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก็พบพระสงฆ์รูปหนึ่ง นุ่งห่มจีวรเก่าขาดรุ่งริ่ง ท่าทางสงบนิ่ง เมื่อได้สติจึงเข้าไปกราบสอบถามอย่างละเอียด ด้วยความเลื่อมใสจึงได้นิมนต์ท่านไปจำพรรษา ณ วัดร้างใกล้หมู่บ้าน ซึ่งมีแต่ซากสิ่งก่อสร้างที่ทรุดโทรมมาก กุฏิเก่าๆ โบสถ์เหลือแต่เสาต้นใหญ่ 4 ต้น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ก็ชำรุด มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นรกรุงรังทั่วบริเวณ แม้จะเป็นเพียงซากปรักหักพังต่างๆ แต่ตามสภาพโดยรวมแล้วสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาและถูกทิ้งรกร้างมายาวนาน

    หลังจากหลวงพ่อสงฆ์รับนิมนต์จากชาวบ้านมาจำพรรษาที่วัดร้าง ก็ได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือจากชาวบ้านมาช่วยกันหักร้างถางต้นไม้และบูรณะสิ่งก่อสร้างและเสนาสนะต่างๆ ขึ้นมาใหม่ จนเป็นวัดที่มั่นคง โดยให้ชื่อวัดตามชื่อหมู่บ้านว่า “วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย” เหตุที่มีคำว่า ‘เจ้าฟ้า’ นำหน้านั้น ด้วยหลวงพ่อสงฆ์บอกว่า ... ในอดีตเป็นวัดที่มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเคยมาบวชเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ... และท่านมักกล่าวเสมอๆ ว่า ... เจ้าวัดที่นี่ไม่ใช่เรา แต่เป็นปู่เจ้าฟ้า ... ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการบวชนาค จะต้องนำเจ้านาคไปฝากตัวกับปู่เจ้าฟ้าก่อน ซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณีสืบจนปัจจุบัน

    หลวงพ่อสงฆ์ เป็นพระเกจิที่เคร่งในวัตรปฏิบัติ มีปฏิปทาและเมตตาธรรมสูงส่ง เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลาย เล่ากันว่า ... ครั้งหนึ่งเคยมี ‘กวาง’ ตัวหนึ่งหลงเข้ามาในวัด ท่านก็ได้ให้ผลไม้และอาหารมันกิน มันอยู่ที่วัดได้ปีหนึ่งก็กลับเข้าป่าไป ปรากฏว่ามันสามารถรอดพ้นจากการไล่ล่าได้ทุกครั้ง บางครั้งมันจะกลับมาหาหลวงพ่อที่วัด อยู่ 2-3 วัน ก็กลับเข้าป่าไปอีก กระทั่ง ‘เต่า’ ที่อยู่แถวป่าไผ่ใกล้วัดที่มีบ่อและสระน้ำ เป็นเต่าตัวโตๆ มาจากไหนไม่รู้ บางครั้งก็เห็นมันเดินมาหาหลวงพ่อที่กุฏิ อยู่ที่เชิงบันไดหลายสิบตัว พอถึงวันพระใหญ่หรือวันสำคัญทางศาสนา พวกเต่าก็จะพากันมาอยู่ที่หน้าหอสวดมนต์ จนพระทำวัตรเสร็จ พวกมันได้พบหลวงพ่อสงฆ์แล้ว ก็เข้าไปอยู่ในป่าไผ่ดังเดิม ...

    วัตถุมงคลต่างๆ ที่หลวงปู่สงฆ์จัดสร้างนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างเสนาสนะต่างๆ ในวัด และเพื่อประโยชน์แก่พระบวรพุทธศาสนาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พระเครื่อง เครื่องราง ลูกอม ยาฉุนหรือยาเส้น ซึ่งล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์และมีพุทธานุภาพมากมายเป็นที่ปรากฏ ทั้ง เมตตามหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาดปลอดภัย และมหาอุด นอกจากนี้ยังเป็นที่ร่ำลือกันว่าหลวงพ่อสงฆ์มีวาจาสิทธิ์ยิ่งนัก แม้น้ำล้างก้นบาตรของท่าน หรือน้ำปลา ถ้าท่านบอกว่าเป็น “ยา” ก็จะเป็นยารักษาโรคแก่ผู้เลื่อมใสศรัทธาโดยทั่วหน้า แต่ท่านไม่เคยทำรูปของตนเองเลย จะมีก็แต่ลูกศิษย์ลูกหาที่จัดสร้างแล้วนำไปให้ท่านปลุกเสกเดี่ยว กระนั้น ท่านก็ได้อนุญาตให้ลูกศิษย์จัดสร้างพระเครื่องรูปท่านอยู่หลายรุ่นเหมือนกัน ทั้งพระรูปหล่อและเหรียญรูปเหมือน

    วัตถุมงคลเด่นๆ ของ หลวงพ่อสงฆ์ มีอาทิ พระพุทธชินราชยุคแรก ปี 2495, เหรียญกลมรุ่นแรกที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา วัดหาดแก้ว ปี 2502 เพื่อสร้างอุโบสถ, พระหล่อโบราณรุ่นแรก และเหรียญรูปเหมือน ปี 2505 ในพิธีผูกพัทธสีมา, เหรียญหลวงปู่สงฆ์ ปี 2511 สร้างอุโบสถวัดดอกรัก, พระปิดตารุ่นแรก เนื้อนวโลหะ ปี 2519 ฯลฯ แต่ที่ฮือฮาที่สุดน่าจะเป็น “เหรียญกลมหลวงพ่อสงฆ์ ปี 2517” สร้างโดย พ่อหลวงเสี้ยง ปชาโน ผู้เป็นลูกศิษย์ เนื่องจากหลวงพ่อสงฆ์ได้ออกปากชมว่า “ดี” เป็นที่ได้ยินกันในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา รวมทั้ง “พระกริ่งเจ้าฟ้า ปี 2519” พระกริ่งรุ่นแรกและรุ่นเดียวของหลวงพ่อ เป็นเนื้อนวโลหะกลับดำที่มีพุทธลักษณะงดงาม ทั้งยังมีพิมพ์เดียว และสร้างจำนวนน้อยมากอีกด้วย

    หลวงพ่อสงฆ์ มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2526 ท่านครองวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยอยู่ถึง 64 ปี เผยแผ่สืบสานพระบวรพุทธศาสนา ช่วยเหลือผู้คนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย การจากไปของท่านสร้างความเศร้าโศกแก่ชาวบ้านและศิษยานุศิษย์ แม้กระทั่งสรรพสัตว์ที่ท่านเคยดูแล โดยเล่ากันว่า ... ตอนที่หลวงพ่อสงฆ์มรณภาพ ท่ามกลางสายตาชาวบ้านนับพันที่มาอาบน้ำศพหลวงพ่อ พวกเต่าได้คลานขึ้นศาลาและเข้าไปนอนใต้ที่ตั้งโลงศพของหลวงพ่อ พวกมันร้องไห้ทุกตัว น้ำตาไหลจนเห็นได้ชัด ... แสดงให้เห็นถึงความมีเมตตาบารมีอย่างสูงส่ง

    ปัจจุบัน สรีระของหลวงพ่อสงฆ์ ยังคงประดิษฐาน ณ โลงแก้ว ใน ศาลาธรรมสังเวช เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ได้กราบสักการบูชาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาสืบไปตราบนานเท่านาน.

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://th.m.wikipedia.org/wiki

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260302_002154.jpg IMG_20260302_002223.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772387510507.jpg

    พระผงใบโพธิ์ หลังศก.๑๗ หลวงพ่อมุม วัดปราสาทเยอร์เหนือ ศรีสะเกษ ปี๒๕๑๗
    แจกในงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม( บางขุนพรหม ๑๗) เป็นที่ระลึกให้พระสงฆ์ที่ร่วมในพิธี มวลสารมีส่วนผสมผงสมเด็จบางขุนพรหมหลายๆยุค ผงว่าน ผงธูป เกสรดอกไม้ น้ำพุทธมนต์ (มีข้อมูลในหนังสือรวมเล่ม)
    .. โดยมีพระเกจิดังร่วมปลุกเสกมากมาย อาทิ
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี
    หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    หลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราชฯ
    หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์
    อาจารย์นอง วัดทรายขาว
    หลวงพ่อมุม วัดปราสาทเยอเหนือ
    หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ และพระเกจิดังๆในยุคนั้นอีกหลายท่าน….


    ประวัติพระเกจิหลวงพ่อมุม อินฺทปญฺโญ
    วัดปราสาทเยอร์เหนือ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ

    #ประวัติและปฏิปทา

    ◎ #ชาติภูมิ
    #พระครูประสาธน์ขันธคุณ (หลวงพ่อมุม อินฺทปญฺโญ) นามเดิมชื่อ มุม นามสกุล บุญโญ ฉายา อินทปญฺโญ เกิดเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔ ๓๐ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๑๒ ปีกุน ณ บ้านปราสาทเยอ ตําบลปราสาทเยอ อําเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ บิดาชื่อ มาก และมารดาชื่อ อิ่ม บุญโญ มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ๕ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๒ หลวงพ่อมุมเป็นคนสุดท้อง

    #พระครูประสาธน์ขันธคุณ (หลวงพ่อมุม) อดีตเจ้าอาวาสวัดปราสาทเยอเหนือ ท่านเป็นพระบูรพาจารย์ เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรง คุณในทางวิทยาอาคม และเป็นอัตถกถาจารย์ที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่ง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งหลวงพ่อมุมเป็นที่เคารพนับถือ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์และยังเป็นที่เคารพนับถือของข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทั่วทุกภาคของประเทศไทย เอ่ยชื่อว่าหลวงพ่อมุมนักเลงสะสมพระเครื่องย่อมรู้จักดี มีประชาชนหลายจังหวัด เคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธาท่านมาก พากันเดินทางไปเยี่ยมท่านถึงวัด เพราะหลวงพ่อมุม เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ เคร่งครัดต่อพระวินัย มุ่งมั่นปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน และธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย เขมร-ลาว-มาเล เซีย-พม่า- จนมีกระแสจิตแน่วแน่ทาง วิทยาคม และเวทย์มนต์คาถาความศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่ท่านเริ่มออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาความสงบใจ หลวงพ่อมุม ก็ได้ศึกษาเวทย์มนต์กับพระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมจากพระอาจารย์มากองค์ด้วยกัน แต่ละองค์ที่เก่งในเรื่องเวทย์มนต์ต่าง ๆ ท่านก็ถ่ายทอดวิชา ให้หลวงพ่อมุมจนหมด และเวทย์มนต์แต่ละบทที่เล่าเรียนมา สามารถนํามาใช้ขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากของประชาชน ทางโรคภัยและขจัดความทุกข์ยากต่างๆ นานา ที่ประชาชนเดือดร้อนให้พ้นภัยพิบัตไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเหตุนี้เองประชาชนทางภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ และภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย เขมร ลาว ต่างก็มีความเลื่อมใสหลวงพ่อ

    #พระครูประสาธน์ขันธคุณ (หลวงพ่อมุม อินฺทปญฺโญ) วัดปราสาทเยอเหนือ
    หลวงพ่อมุม เป็นพระที่มีอุปนิสัยใจคอเยือกเย็นสุขุมรอบคอบ ใจที่ตั้งอยู่ในสมาธิไม่เคยคว่าใครเลย ถ้าผู้ใดถูกหลวงพ่อมุมดุด่า ผู้นั้นนับว่าซวยเต็มที่ หลวงพ่อมุม ท่านต้อนรับแขกผู้ที่ไปหาทุกๆ คนไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าผู้ดีมีจนแม้กระทั่งยาจกเข็ญใจ ท่านก็ต้อนรับเสมอภาคกันหมด ใครมาก่อนก็ให้เข้าพบก่อนไม่มีการลัดคิว ทุกๆ ท่านที่เดินทางไปนมัสการจะได้พบหลวงพ่อทุกๆ คน

    หลวงพ่อมุม นอกจากจะเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง และมีประชาชนเคารพนับถือแล้ว ท่านยังเป็นพระนักพัฒนาวัดวาอารามให้มีความสวยงามอีกด้วย

    เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๑๔ ประชาชนพสกนิกรชาวศรีสะเกษและจัง หวัดใกล้เคียง ที่มีโอกาสต้อนรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินทรงทอดพระกฐินส่วนพระองค์ ณ วัดประสาทเยอ เหนือ ซึ่งนับว่าเป็นวัดแรกของภาคอีสานก็ว่าได้ ที่ล้นเกล้าฯ ได้เสด็จพระราชดําเนิน พระราชทานกฐินส่วนพระองค์ พสกนิกรได้เข้าเฝ้าอย่างล้นหลามเป็นประวัติการณ์ท่าม กลางสายฝนที่โปรยลงมาอย่างหนัก พสกนิกรไม่ยอมลูกหนีจากที่ และพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดําเนินเยี่ยมราษฎร ท่ามกลางสายฝนเช่นเดียวกัน ยังความปลาบปลื้มยินดีแก่พสกนิกรอย่างล้นพ้น

    ◎ #อุปสมบท
    หลังจากได้บรรพชาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย บาลีไวยากรณ์และพระธรรมบทเรื่อยมาจนถึงอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีอุปัชฌายะ ปริม เป็นองค์อุปัชฌาย์ เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ก็ไม่ได้นิ่งเฉยพยายามศึกษาค้นคว้า จนมีความรู้ความชํานาญในพระไตรปิฎกอย่างที่องค์หนึ่ง ในขณะเดียวกัน ท่านก็ได้ศึกษาวิชาวิทยาคมทางไสยศาสตร์จากพระอาจารย์ ซึ่งเป็นชาวเขมรควบคู่กันไป ปรากฏตามคําบอกเล่าของบุคคลอื่นและตัวท่านเองว่า ท่านมีพรสวรรค์ในวิชาวิทยาคมทางไสยศาสตร์โดย ได้รับการชมเชยจากพระอาจารย์ว่า เรียนวิชาคาถาอาคมได้ดีองค์หนึ่ง เมื่ออายุพรรษาของท่านมากขึ้นได้พิจารณาถึงหลักพระธรรมคําสั่งสอน ของพระบรมศาสดาซึ่งได้ศึกษามาว่า เราบวชมาแล้วควรจะหาทางวิเวกทําความสงบระงับแห่งจิตใจ จึงได้เรียนสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน จากพระอาจารย์ซึ่งมีความชํานาญในทางนี้ เมื่อเห็นว่าตนมีจิตเป็นสมาธิพอสมควร ก็ได้ออกเดินธุดงค์ ตามแบบรุกขมูลกังคะกับเพื่อนพระภิกษุ ด้วยกัน ๖ รูป โดยเดินด้วยเท้าเปล่าจากวัดบ้านปราสาทเยอเหนือ ผ่านไปยังเมืองขุขันธ์ เดินเรื่อยไป ค่ำที่ไหนหยุดพักเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานที่นั่น ตามโคน ต้นไม้บ้าง ตามหมู่บ้านที่ผ่านไปบ้าง
    จนกระทั่งถึงวัดโคกมอญ อําเภอกบินบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันนี้บ้านโคกมอญขึ้นอยู่กับอําเภอประจันตคาม) ได้อยู่จําพรรษาเพื่อศึกษาวิชาการต่างๆ เพิ่มเติมกับพระอุปัชฌายะโท ที่วัดโคกมอญถึง ๓ พรรษาได้ชักชวน ญาติโยมทําการก่อสร้างศาลาการเปรียญที่วัดนี้ขึ้น ๑ หลังจนเสร็จ

    เมื่อออกพรรษาท่านจึงเดินธุดงค์ต่อเรื่อยมาจนกลับมาจําพรรษาที่วัดปราสาทเยอใต้ จําพรรษาอยู่ ณ วัดปราสาทเยอใต้ได้หลายปีท่านก็ออกธุดงค์อีก ใช้เวลานับแรมปี ธุดงค์เข้าหาหาวิเวกแสวงธรรมไปแทบจะทุกพื้นที่ ทั้งในประเทศไทย กัมพูชา และประเทศลาว ค่ําไหนปักกลดจําวัดที่นั่น ได้ร่ําเรียนศึกษาแลกเปลี่ยนวิชาจากอาจารย์เก่งๆ หลายท่าน จนได้รับคําแนะนําจากพระอาจารย์ต่างๆ ให้ไปพบกับ
    #หลวงปู่สมเด็จลุน
    เกจิอาจารย์ผู้เรืองวิชาและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในประเทศลาวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์
    หลวงพ่อมุมธุดงค์ต่อไปยังนครจําปาศักดิ์เพื่อไปพบกับสมเด็จลุน แต่ต้องคลาดกันเพราะด้วยขณะนั้นสมเด็จลุนได้เดินทางมายังจังหวัดอุบลราชธานี หลวงพ่อมุมออกธุดงค์จากนครจําปาศักดิ์มุ่งหน้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีจนได้พบกับสมเด็จลุน ขอฝากตัวเป็นศิษย์ติดตามท่านกลับมายังนครจําปาศักดิ์เพื่อศึกษาวิชาอาคมและอักขระเลขยันต์จากท่าน หลวงพ่อมุมพากเพียรศึกษาวิชาจากสมเด็จลุนเป็นเวลานานจนเชี่ยวชาญท่านจึงกราบลาสมเด็จลุน ธุดงค์กลับมายังเมืองขุขันธ์จนถึงวัดปราสาทเยอ ในกาลนี้สมเด็จลุนยังเมตตามอบสรรพตําราต่างๆ ให้กับหลวงพ่อมุมเพื่อศึกษาเพิ่มเติม (ปัจจุบันตําราใบลานต่างๆ ยังคงมีเก็บรักษาไว้ ณ วัดปราสาทเยอใต้)
    ภายหลังพระอาจารย์ปริม เจ้าอาวาสวัดปราสาทเยอร์เหนือได้มรณภาพลง ชาวบ้านจึงนิมนต์หลวงพ่อมุม มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปราสาทเยอเหนือ ท่านได้พัฒนาวัดปราสาทเยอเหนือจนมีความเจริญขึ้น ทั้งในด้านถาวรวัตถุ และกิจการทางพระพุทธศาสนา

    ◎ #มรณภาพ
    หลวงพ่อมุม อินฺทปญฺโญ มรณะภาพลงเมื่อ วันที่ ๙ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๒ ณ โรงพยาบาล ศรีสะเกษ สิริอายุรวม ๙๓ ปี ๗๓ พรรษา

    ◎ #อภินิหารพระเครื่องหลวงพ่อมุม
    พ.ต.ต. มงคล เสวิกุล ผ.บ. กองเมืองศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๑๕ ผู้กองทําพิธีเปิดโรงพัก ส.ภ. เมืองศรีสะเกษ ได้นิมนต์หลวงพ่อมุมมาเจิมและประพรมน้ำมนต์แก่ข้าราชการตํารวจ และผู้ที่ไปร่วมพิธีนี้ด้วย และให้ ท่านเป็นผู้แจกเหรียญรุ่นเปิดโรงพักด้วยมือแก่แขกที่ไปในพิธีนั้นทุกคน เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ท่านผู้กองเมืองก็ขับรถไปส่งหลวงพ่อมุมจนถึงวัดประสาทเยอเหนือ พร้อมด้วยตํารวจติดตามและลูกศิษย์หลวงพ่อด้วย พอส่งท่านถึงวัดแล้วก็ลาหลวงพ่อกลับ พอมาถึงที่ทํางานได้ไม่นานก็มีคนมาต่อว่าท่านผู้กองๆฯ ว่าทําไมไม่ไปส่งหลวงพ่อปล่อยให้ท่านนั่งรถโดยสารกลับวัด เมื่อเวลานิมนต์ท่านมาทําไมเอารถไปรับท่านมาได้ จะเอารถไปส่งท่านไม่ได้เชียวหรือ ท่านผู้กองฯ คิดว่าเขาพูดสัพยอกเล่นก็อดสงสัยไม่ได้ จึงบอกว่าผมเพิ่งขับรถไปส่งท่าน มาสักครู่นี้เอง มีตํารวจติดตามไปด้วย ฝ่ายผู้ที่ต่อว่าผู้กองฯ จึงพูดต่ออีกว่าก็เด็กของผมที่ขับรถโดยสารและกระเป๋ารถ ตลอดทั้งผู้โดยสารเขาก็เห็นหลวงพ่อนั่งไปกับรถโดย สารไปพร้อมกับเขา และเห็นท่านลงรถเดินเข้าวัดคนเดียวอีกด้วย ถ้าไม่จริงก็เรียกลูก น้องของผมมายืนยันได้ทุกคน ท่านผู้กองฯ งงเป็นไก่ตาแตกเหมือนกัน เพราะความคิดสับสนไปหมด “ก็เราเพิ่งไปส่งท่านกลับมาเดี๋ยวนี้เอง แต่ทําไมคนอื่นกลับเห็นท่านนั่ง รถโดยสารกลับวัดองค์เดียว” คิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาจนถึงบัดนี้ และที่ห้องทํางาน ของท่านผู้กอง ฯ มีห้องบูชาพระซึ่งจัดเป็นพิเศษอีกด้วย เก้าอี้หลวงพ่อมุมนั่งในวันเปิด โรงพักเวลานี้ยังอยู่ ใช้ผ้าสีเหลือคลุมเอาไว้ ท่านผู้กอง ฯ บอกว่าเก้าอี้ตัวนี้ผมไม่กล้านั่ง อีกเลย และห้ามคนนั่งด้วย เพราะเวลาผมมาถึงที่ทํางาน ผมกราบพระเสร็จแล้วผมจะ ต้องกราบเก้าอี้ตัวที่หลวงพ่อเคยนั่งเสียก่อน และผมจึงจะนั่งโต๊ะทํางานของผมต่อไปเรื่อง นี้เท็จจริงอย่างไรก็ให้ถาม พ.ต.ต.มงคล เสวิกุล ผ.บ. กองเมืองศรีสะเกษได้ทุกเมื่อ

    ◎ #เมื่อไฟไหม้ตลาดศรีสะเกษ
    เมื่อกลางเดือนสิงหาคม ๒๕๑๕ เกิดเพลิงไหม้ที่โรงแรมร่วมมิตร ถนนเทพา ข้างสถานีรถไฟศรีสะเกษ ไฟลุกลามมาถึงร้านทองแสนจวนจะเป็นเหยื่อพระเพลิงอยู่แล้ว นายวชิระ ลิขิตสวรรณ เจ้าของร้านทองแสนคิดว่าไม่เหลือแล้ว เพราะไฟกําลังติดบ้านและโหมมาก นึกขึ้นได้ว่าเหรียญหลวงพ่อมุมเพิ่งได้รับแจกมาคงจะช่วยได้ จึงเอาเหรียญรุ่นนั้นแกว่งห้ามไฟ โบกไปโบกมาน่าอัศจรรย์แท้ ๆ ไฟที่กําลังจะไหม้บ้านอยู่รอมร่อแล้ว เกิดม้วนตัวกลับเหไปทางอื่น แล้วบ้านของเขาก็ปลอดภัยโดยไม่ถูกไฟไหม้ “เพราะ หลวงพ่อช่วยแท้ ๆ ที่บ้านไม่ถูกไฟไหม้” เขาเล่าให้คนทั่วๆ ไปฟัง

    ◎ #ลูกกระสุนปืนยิงไม่เข้า
    ตํารวจชายแดนประจําอยู่ที่เขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ (เจ้าของขอสงวนนาม) เล่าให้ฟังว่า หลังจากได้รับแจกเหรียญหลวงพ่อมุม รุ่นเปิดโรงพัก สภอ. เมืองศรีสะเกษ แล้วไม่นานมานี้เอง ผมโดนยิงลูกกระสุนทะลุเสื้อถึง ๓ นัด แต่กระสุนปืนกองอยู่ในเสื้อตัวเองถึง ๓ ลูก “แต่ทําไมถึงไม่เข้า” ตํารวจหนุ่มพูดแล้วก็โชว์เหรียญให้ดู เรื่องนี้เท็จจริงอย่างไรสอบถาม ผบ. กองเมือง ศรีสเกษ ได้ทุกเวลา

    ◎ #ถูกลอตเตอรี่เป็นว่าเล่น
    นางช่วง ฤกษ์เสน มีบ้านอยู่ข้างสถานีขนส่งนครราชสีมา ได้บูชาพระเครื่องและพระบูชาของหลวงพ่อมุม ไปบูชาอ้อนวอนขอลาภอยู่ตลอดเวลา ก็น่าอัศจรรย์จริง ๆ นางซวงถูกล็อตเตอรี่เป็นว่าเล่นติดต่อกันถึง ๓ เดือนเต็มๆ “ดิฉันโชคดีเหลือเกินที่มีเงินใช้เพราะลอตเตอรี่” ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ

    ◎ #แหวนกายสิทธิ์
    เจ้าที่ถีบรถน้ำเก๊กฮวยฝรั่งดอง อยู่ในตลาดจังหวัดศรีสะเกษ เขาเป็นช่างไฟฟ้า ต่อสายไฟฟ้า โบราณท่านว่าหมองูตายเพราะงู แต่เจ้าที่ช่างต่อไฟฟ้าคนนี้ไม่ยักตายเพราะไฟฟ้า เรื่องมีอยู่ว่าหมอได้แหวนลงอักขระของหลวงพ่อมุม ใส่ไว้ที่นิ้วมือหนึ่งวง แล้วขึ้นต่อไฟฟ้าแรงสูงบนเสาไฟฟ้าข้างบ้านนั่นแหละ หมอคงจะคิดว่าตัวชํานาญในเรื่องนี้ จึงถูกไฟแรงสูงดูดเอาถึงกับพลัดตกลงมา ไหม้เกรียมนิ้วมือหงิกงอถึงต้องไปตัดนิ้วมือทิ้ง เขาจึงเรียกฉายาหมอนี้ไอ้นิ้วด้วน เพราะไฟฟ้าดูดนิ้วมือตรงนิ้วที่สวมแหวน ดูดเอาจนแหวนหลุดออกจากมือ แต่กระแสไฟฟ้าไม่ยักวิ่งเข้าตัวจนถึงตาย ดังคําพังเพยข้างต้น แกเล่าว่าแหวนวงนี้แหละของหลวงพ่อมุมศักดิ์สิทธิ์เหลือหลายไฟฟ้าจึงไม่วิ่งเข้าตัว เพราะมันกลัวแหวนหลวงพ่อมุม พูดแล้วก็ชนิ้วมือด้วนให้ดู “อย่าหลงเชื่อผมเลย ผมขอสงวนเป็นความลับเพราะไม่อยากดัง” ว่าแล้วก็ถีบรถขายน้ำเก๊กฮวยและฝรั่งดองต่อไป ใครอยากรู้ว่าเจ้าตี๋คนนี้เป็นใครก็ถามคนในตลาดศรีสะเกษก็แล้วกันเขารู้กันทั้งเมืองแหละน่า หมอคงจะเข็ดเรื่องไฟฟ้าจึงต้องเปลี่ยนอาชีพจากต่อสายไฟมาขายฝรั่งดอง

    ◎ #ปาฏิหารย์แหวนหลวงพ่อมุมช่วยให้รอดตาย
    การทํางานบางครั้งก็เอาชีวิตเข้าเสียงเหมือนนายสมชาย ขอผลกลาง โฆษกสถานีวิทยุกองทัพภาคที่ ๒ หลังจากที่ทํางานมาตลอดทั้งวัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. หลังปิดสถานีแล้วก็จะกลับที่พัก ปรากฏว่ามีคนร้าย ๒ คน คนแรกมาไม่พูดพล่ามทําเพลง ต่อยนายสมชายที่ขอบตาซ้าย โดยไม่ทราบสาเหตุ นายสมชายก็ป้องกันตัว คนหนึ่งจะเอามีดแทง ขณะนั้นเองก็มีสามล้อเข้ามาช่วยไว้ทันจึงรอดมาได้

    และเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๑๖ นายสมชายขี่รถจักรยานยนต์กลับที่พัก หลังจากปิดสถานีวิทยุแล้ว ถูกรถมาสด้าชนกระเด็นไปประมาณ ๓ วา นายสมชายเจ็บที่แขนซ้ายและหน้า นอกนั้นไม่เป็นไร จากการสืบถามปรากฏว่านายสมชาย ได้รับแหวนหลวงพ่อมุม วัดประสาทเยอ ซึ่งท่านพระมหาอวยชัยได้มอบให้ จึงรอดตายได้อย่างหวุดหวิด นายสมชายจึงขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อมุมและพระมหาอวยชัย ภทฺทิโย มา ณ โอกาสนี้ด้วย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260302_002256.jpg IMG_20260302_002322.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 มีนาคม 2026 at 10:41
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772375479579.jpg FB_IMG_1772375463689.jpg

    หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง มรณภาพ
    ลงเมื่อวันที่ 16 ก.พ.36 มีอายุได้ 97ปีเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคเหนือ เป็น
    พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านถือปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด หลวงปู่หล้า
    ท่านได้รับสมญานามจากญาติโยมว่า หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ เชื่อว่าท่านมีญาณ
    วิเศษที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้

    หลวงปู่หล้า (พระครูจันทสมานคุณ) ท่านเกิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ
    พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 หลวงปู่หล้าเกิดเมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น 7 ค่ำเดือน
    11 ตรงกับวันที่ 22 กันยายน 2441 ที่บ้านปง ตำบลออนใต้อำเภอสันกำแพง
    จังหวัดเชียงใหม่ โยมพ่อชื่อ นายเงินโยมแม่ชื่อนางแก้ว นามสกุล บุญมาคำ



    เมื่อหลวงปู่หล้าอายุได้ 8 ขวบ โยมแม่ก็นำไปฝากกับครูบาปินตาเจ้าอาวาสวัด
    ป่าตึงให้เป็นเด็กวัด หลวงปู่หล้า จึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือเป็นครั้งแรกกับครูบา
    อินตา ซึ่งสมัยนั้นจะเรียนหนังสือพื้นเมืองจนอายุได้ 11 ขวบ ก็ได้บวชเป็นสาม
    เณรในช่วงเข้ารุกขมูล เข้ากรรมอยู่ในป่า
    หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง จังหวัดเชียงใหม่

    การเข้ากรรม หรืออยู่กรรม เรียกว่าประเพณีเข้าโสสานกรรม ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญ
    อย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาที่พระสงฆ์จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งมักจะ
    กระทำกันในบริเวณป่าช้าที่อยู่นอกวัดพระสงฆ์และผู้ที่เข้าบำเพ็ญโสสานกรรมจะต้อง
    ถือปฏิบัติเคร่งครัดเพื่อต้องการบรรเทากิเลสตัณหา

    จนกระทั่งอายุได้ 18ปีจึงเดินทางไปจำพรรษาอยู่ในเมืองเชียงใหม่เพื่อเรียนนัก
    ธรรมที่วัดเชตุพน หลวงปู่หล้าเรียนนักธรรมที่วัดเชตุพนเพียง 1 ปียังไม่ทันสำเร็จ
    ก็ต้องเดินทางกลับวัดป่าตึง เพื่อปรนนิบัติครูบาปินตาที่ชราภาพ หลวงปู่หล้าอยู่
    ปรนนิบัติครูบาปินตาจนกระทั่งล่วงเข้าปี พ.ศ.2467 ครูบาปินตาก็มรณภาพด้วย
    วัย 74 ปี ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่หล้า อายุ 27ปีเท่านั้น หลวงปู่หล้ารับตำแหน่งเจ้า
    อาวาสวัดป่าตึงต่อจากครูบาปินตา เมื่อปี พ.ศ. 2467 และได้รับการแต่งตั้งเป็น
    เจ้าคณะตำบลออนใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2476 จนเมื่อปี 2504 หลวงปู่หล้าได้รับการ
    แต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูจันทสมานคุณซึ่งขณะนั้นท่านอายุ 63 ปี
    หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง จังหวัดเชียงใหม่

    มีคนพากันยกย่องหลวงปู่หล้าว่า ท่านสามารถรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้มีเรื่อง
    เล่าว่าวันหนึ่งฝนตั้งเค้าจะตกหนักหลวงปู่หล้าู่บอกให้พระเณรรีบออกจากกุฏิ
    เพราะกุฏิเก่าและทรุดโทรมมากและมีต้นลานขนาดใหญ่อยู่ข้างกุฏิ ปรากฏว่า
    วันนั้นฝนตกหนักกิ่งต้นลานก็หักโค่นลงมาทับกุฏิพังพระเณรที่อยู่ในวัดทุกคน
    ปลอดภัยและพากันสรรเสริญว่าท่านมีตาทิพย์

    นอกจากนั้นพระพิชิต สมหิโต รองเจ้าอาวาสวัดป่าตึง (2554)เล่าให้ฟังว่า
    เช้าวันหนึ่งเวลาประมาณตี 5 หลวงปู่หล้าให้พระเณรรีบทำความสะอาดวิหาร
    เพราะจะมีแขกมาหาที่วัด พอถึงเวลา 6 โมงในหลวงทรงเสด็จมาที่วัดป่าตึง
    ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงพากันเรียกท่านว่าหลวงปู่หล้า ตาทิพย์
    เหรียญหลวงปู่ครูบาหล้า จันโทภาโส หรือหลวงปู่หล้าตาทิพย์ แห่ง วัดป่าตึง ปี2528มท.สร้างถวายหลังยันต์กันปืน หรือยันต์ข่ามสีนาท (ปืนยิงไม่ออกไม่ถูก) ท่านบริกรรมปลุกเสกเดี่ยว ด้วยอำนาจจิตของหลวงปู่ ท่านเป็นพระผู้ทรงอภิญญา มีทิพยจักษุมีเจโตปริยญาณ แก่กล้า ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไรอย่างไรท่านรับรู้ได้ด้วยสมาธิทั้งหมด ครั้งหนึ่งมีตนนับถือศาสนาคริสต์ตามเพื่อนไปกราบเยี่ยมท่านที่วัด พอถึงตอนรับแจกวัตถุมงคล ท่านได้เอ่ยขึ้นเชิงหยอกล้อเล่นๆว่า"เฮาเป๋นคนคริสต์ ถือพระไหว้พระได้กา จะเอาไปยะใด" แต่ท่านก็เมตตาแจกให้ สร้างความแปลกประหลาดใจแก่คนผู้นั้นมากว่าท่านทราบได้อย่างไรเพราะมิได้เอ่ยบอกใครเลย หลวงปู่ท่านมีพุทธาคมแก่กล้ามาก เชี่ยวชาญการทำน้ำพระพุทธมนต์ธรณีสารหลวงมาก ใครไปกราบท่านก็อยากให้ท่านรดน้ำมนต์ให้ เพราะน้ำมนต์ท่านศักดิ์สิทธิ์แก้ล้างขับอาถรรพ์ภูติผีปีศาจเสนียดจัญไรได้ดีเยี่ยมแม้ครูบาวัดปากกองสารภี หรือครูบาผีกลัวก็ยังให้ความเคารพท่านมากๆ ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ อีกทั้งหลวงปู่หล้าท่านยังเก่งเรื่องของเมตตามหานิยม จะเก็นได้ว่าพระคาถาที่ท่านมักใช้จารหรือลงในวัตถุมงคล นอกจากเป็นยันต์ทางคงกระพันแคล้วคลาดเช่นยันต์ปถมังสี่ด้าน หรือยันต์นาคคอคำ ที่ท่านใช้ลงตะกรุดแล้ว ท่านมักจะลงด้วยคาถามูตูตังแปด ดอกไม้เมืองสวรรค์ หัวใจ๋ปิติธรรมทั้งสี่ สิมป๊ะลีเรียกโชค พระจันทร์ขว้ำพระจันทร์หงาย อยู่เสมอๆเพราะท่านชำนาญทางพระคาถาเมตตามาก ของดีหลวงปู่ท่านมักแจกมากกว่าจำหน่าย พระของท่านแม้ราคาค่าบูชาไม่แพงนักแต่มีพุทธคุณสูง มีประสบการณ์มากมาย เป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วครับ.......
    มีคนพากันยกย่องหลวงปู่หล้าว่า ท่านสามารถรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้มีเรื่อง
    เล่าว่าวันหนึ่งฝนตั้งเค้าจะตกหนักหลวงปู่หล้าู่บอกให้พระเณรรีบออกจากกุฏิ
    เพราะกุฏิเก่าและทรุดโทรมมากและมีต้นลานขนาดใหญ่อยู่ข้างกุฏิ ปรากฏว่า
    วันนั้นฝนตกหนักกิ่งต้นลานก็หักโค่นลงมาทับกุฏิพังพระเณรที่อยู่ในวัดทุกคน
    ปลอดภัยและพากันสรรเสริญว่าท่านมีตาทิพย์

    นอกจากนั้นพระพิชิต สมหิโต รองเจ้าอาวาสวัดป่าตึง (2554)เล่าให้ฟังว่า
    เช้าวันหนึ่งเวลาประมาณตี 5 หลวงปู่หล้าให้พระเณรรีบทำความสะอาดวิหาร
    เพราะจะมีแขกมาหาที่วัด พอถึงเวลา 6 โมงในหลวงทรงเสด็จมาที่วัดป่าตึง
    ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงพากันเรียกท่านว่าหลวงปู่หล้า ตาทิพย์
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือน จันทร์ลอยหลวงปู่หล้า เลี่ยมพลาสติกพร้อมแขวน

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30

    IMG_20260301_214022.jpg IMG_20260301_214106.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังหปรอณายก เป็นประ.jpg

    พระสมเด็จไม้ช่อฟ้าเก่าพระอุโบสถวัดระฆัง ของดีที่ยังเหลืออยู่วัดเจ้าอาม
    มอบแก่ผู้ร่วมทำบุญซื้อที่ดินถวายวัดเจ้าอาม

    นับเป็นครั้งแรกและรุ่นเดียวในประวัติศาสตร์การจัดสร้างพระสมเด็จของเมืองไทย ที่วัดเจ้าอาม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ได้จัดสร้างพระสมเด็จไม้ช่อฟ้าเก่าพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม ของสูงศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างมาคู่กับพระอุโบสถสมัยเก่าแก่ที่สร้างวัดมาครั้งแรก สมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มีอายุประมาณ 200 กว่าปี หาไม่ได้อีกแล้ว

    พระสมเด็จไม้ช่อฟ้าวัดระฆัง สร้างขึ้นเมื่อปี 2535 โดยพระอาจารย์ทองล่ำ หรือพระครูนิวิฐสาธุวัตร พระเกจิอาจารย์ด้านเมตตามหานิยม และเจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม สร้างตามสูตรตำรับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้รับมาจากหลวงปู่หิน อดีตเจ้าคณะภาค 13 วัดระฆัง เมื่อปี 2508

    พระเครื่องชุดนี้จัดสร้างไว้ 2 รูปแบบ คือ พระสมเด็จแกะจากไม้ช่อฟ้าพระอุโบสถวัดระฆัง และพระสมเด็จทิพย์มงคล เนื้อผงผสมไม้ช่อฟ้าพระอุโบสถวัดระฆัง มีทั้งหมด 6 พิมพ์ คือ พิมพ์พิเศษ (พระประธาน) พิมพ์ฐานสิงห์ พิมพ์ฐานหมอน พิมพ์เจดีย์ พิมพ์ขัดสมาธิเพชร และพิมพ์คะแนน

    พระครูนิวิฐสาธุวัตร เจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม ได้เล่าถึงการสร้างพระสมเด็จไม้ช่อฟ้าวัดระฆังว่า ไม้ช่อฟ้าเก่าอยู่บนพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามนี้ ได้รับมอบมาจากพระเทพญาณเวที (หลวงพ่อละมูล) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อปี 2515 และปี 2518 ปัจจุบันไม้ช่อฟ้าเก่าพระอุโบสถของวัดระฆังฯไม่มีแล้ว หลวงพ่อละมูลได้เปลี่ยนเป็นปูนปิดทองปิดกระจกขึ้นไปแทนไม้ช่อฟ้าเดิมที่หักชำรุด เนื่องจากมีอายุเก่าแก่มานานแล้ว

    เมื่อปี 2515 พระครูนิวิฐสาธุวัตรได้ไปร่วมประชุมพระสังฆาธิการในเขตบางกอกน้อย โรงเรียนพระปริยัติธรรมของวัดระฆังโฆสิตาราม ในวันนั้นฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พายุแรงมาก ทำให้ไม้ช่อฟ้าเก่าพระอุโบสถวัดระฆังฯที่ผุได้หักลงมา พระครูนิวิฐสาธุวัตรจึงได้ขอกับท่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อละมูล หลวงพ่อได้ถามว่า จะเอาไปทำอะไร พระครูนิวิฐสาธุวัตร บอกว่า จะนำไปสร้างวัตถุมงคลของวัดเจ้าอาม เนื่องจากเห็นว่าไม้ช่อฟ้านี้เป็นของเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์สมัยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หาไม่ได้อีกแล้ว เพราะในพระอุโบสถของวัดระฆังโฆสิตารามนั้นได้ทำพิธีพุทธาภิเษกมานับครั้งไม่ถ้วน

    สมเด็จแกะจากไม้ช่อฟ้าพระอุโบสถวัดระะฆัง แกะด้วยมืออย่างประณีตโดยช่างที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้เป็นพระสมเด็จที่มีความงดงามและทรงคุณค่า ในสมัยนั้นหาช่างแกะได้ยากมาก เพราะกว่าจะแกะพระสมเด็จได้หนึ่งองค์ต้องใช้เวลานานและต้องมีความละเอียดอ่อนสูง

    เมื่อนำไม้ช่อฟ้าวัดระฆังมาบดได้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์ให้เห็น ขณะที่ใส่ไม้ช่อฟ้าลงไปในเครื่องบดเครื่องเกิดพังโดยไม่รู้สาเหตุ เมื่อซ่อมเครื่องเสร็จนำมาบดใหม่ เครื่องก็พังอีก จึงได้จุดธูปขออนุญาตสมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) จึงสามารถบดได้จนสำเร็จ

    ได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 โดยได้รับเมตตาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานจุดเทียนชัย และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ เป็นประธานดับเทียนชัย พร้อมพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสกจำนวน 69 รูป อาทิ
    สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม
    หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวกการาม
    หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน, หลวงพ่อช่วง วัดปากน้ำ หลวงพ่อบุญมา วัดเบญจมบพิตร
    หลวงพ่อทองดี วัดราชโอรส, หลวงพ่อผัน วัดระฆังฯ
    หลวงพ่อช่อ วัดฤกษ์บุญมี, หลวงพ่อสำราญ วัดปากคลองมะขามเฒ่า
    พระครู นิวิฐสาธุวัตร เจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม เป็นต้น

    พระสมเด็จไม้ช่อฟ้าวัดระฆังปี 35 ของวัดเจ้าอาม เป็นวัตถุมงคลที่มีพุทธานุภาพศักดิ์สิทธิ์ทั้งด้านเมตตามหานิยม และอภินิหารทางด้านแคล้วคลาดอันตราย มีประการณ์มาแล้ว คือ พระภิกษุรูปหนึ่งวัดเพลงวิปัสสนา ได้ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ แต่ไม่เป็นไร โดยมีพระชุดนี้ไว้ติดตัว และอีกรายเป็นพนักงานกำจัดขยะมูลฝอย ขณะกำลังยืนกวาดถนนโดนรถแท็กซี่ชนกระเด็นไปไกล แต่ก็ไม่เป็นอะไร ในตัวแขวนพระสมเด็จไม้ช่อฟ้าวัดระฆังเช่นกัน ทำให้แคล้วคลาดอย่างปาฏิหาริย์

    พระสมเด็จชุดนี้จะะมอบสมนาคุณให้แก่ผู้ที่ร่วมทำบุญสมทบทุนซื้อที่ดินถวายวัดเจ้าอาม เพื่อขยายพื้นที่รองรับการให้บริการด้านกิจกรรมทางพุทธศาสนาและสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากปัจจุบันวัดมีพื้นที่คับแคบไม่เพียงพอกับการใช้งาน
    เว็บนวรัตน์ดอทคอม
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จทิพย์มงคล วัดเจ้าอาม
    (พิมพ์พิเศษ ผสมไม้ช่อฟ้า วัดระฆังฯ) ปี๒๕๓๕
    หลวงปู่ทองล่ำ ปลุกเสก

    ประวัติ

    หลวงพ่อทองล่ำ พระเกจิอาจารย์ พระนักพัฒนาที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม อายุ 72 ปี 51 พรรษา ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะแขวงบางขุนนนท์ และเจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านมีคุณูปการอันทรง คุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสาธารณประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ และสร้างวัตถุมงคลอันเลื่องชื่อเป็นนิยมของนักสะสมจำนวนมาก

    อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า ทองล่ำ เงิน ลี เกิดเมื่อวันพุธที่ 9 ธันวาคม 2479 ณ ต.ราษฎร์นิยม อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เป็นบุตรชายคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของนายกิมตั๊กและนางขลิบ เงินลี ครอบ ครัวประกอบอาชีพรับซื้อข้าวและโรงสีข้าว

    ขณะวัยเยาว์ โยมพ่อป่วยและเดินทางไปอยู่ เมืองจีนกับพี่ชายคนโต จึงต้องปิดกิจการโรงสีข้าว เนื่องจากไม่ใครดูแลแทน หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดคลองขวาง จ.นนทบุรี ได้ ออกมาทำงานและค้าขายเพื่อหารายได้ช่วยเหลือโยมแม่และน้องสาว

    เมื่อ อายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ หลังพ้นเกณฑ์ทหาร ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม 2500 ณ พัทธสีมาวัดคลองขวาง ต.ราษฎร์นิยม อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี โดย มีพระครู นนทปรีชา วัดละหาร ต.สโนลอย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์โดด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการชอบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    หลังอุปสมบทได้มุ่งมั่นศึกษา เล่าเรียนพระธรรมวินัย และพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีและโท ตามลำดับ

    ปี 2503 ได้ย้ายมา ประจำพรรษาอยู่ที่วัดเจ้าอาม บางกอกน้อย เพื่อศึกษานักธรรมเอก และภาษาบาลี ปี 2504 สอบได้ นักธรรมชั้นเอก ที่สำนักเรียนวัดสุวรรณาราม กรุงเทพฯ หลังจากนั้นสอบได้ชั้นเปรียญธรรม 5 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ และในปี 2509 เป็นครูสอนพระ ปริยัติธรรม ที่สำนักเรียนวัดสุวรรณาราม

    ปี 2512 ได้รับการ แต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม สืบต่อมาถึงปัจจุบัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้สร้างผลงานอันทรงคุณูปการหลายด้าน ทั้งงานด้านการพัฒนา การปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาและ ปริยัติธรรม การสาธารณประโยชน์ และ อื่น ๆ มากมาย

    ได้บริหารจัดการและพัฒนาวัดเจ้าอามจนมีความเจริญรุ่งเรือง ก้าว หน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ มีความมั่นคง ปลอดภัย เป็นระเบียบและมีความสวยงาม อาทิ พระอุโบสถ, ศาลาการเปรียญ, ศาลาบำเพ็ญกุศล, กุฏิสงฆ์, ฌาปนสถาน, ซุ้มประตูและกำแพงวัด และศาลาอเนกประสงค์ เป็นต้น

    ล่าสุด กำลังดำเนินโครงการจัดซื้อที่ดินติดกับวัดจำนวน 813 ตารางวา รวมเป็นเงิน 24 ล้านบาท เพื่อขยายพื้นที่สำหรับรองรับให้บริการด้านกิจกรรมพระพุทธศาสนา และสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนได้อย่าเพียงพอและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    เนื่องจากปัจจุบันวัดมีพื้นที่คับแคบไม่เพียงพอกับ ความต้องการใช้งาน แต่ยังขาดทุนทรัพย์จำนวนมาก จึงเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันทำบุญมหากุศลซื้อที่ดินถวายเป็นธรณีสงฆ์ให้สำเร็จ ลุล่วงไปด้วยดี เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป

    งานด้านสังคม สงเคราะห์ ได้จัดตั้งกองทุนการศึกษาสงเคราะห์และแจก ทุนแก่เด็กนักเรียน, จัดตั้งกองทุนนิธิสงเคราะห์ บริจาคโลงศพแก่คนยากจน และบริจาคสิ่งของแก่ผุ้ประสบภัย ธรรมชาติ

    ลำดับงาน ปกครองคณะสงฆ์ ปี 2531 เป็นพระอุปัชฌาย์ และปี 2534 เป็นเจ้าคณะแขวงบางขุนนนท์

    ลำดับ สมณศักดิ์ ปี 2516 เป็นพระครู สัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูนิวิฐสาธุวัตร, ปี 2521 เป็นพระครู สัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม, ปี 2526 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม, ปี 2533 เป็นพระครู สัญญาบัตรเจ้าคณะแขวงชั้นเอก, ปี 2546 เป็นเจ้าคณะ แขวงชั้นเอก เทียบเจ้าคณะเขตชั้นเอก

    และปี 2551 ในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม2551 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะแขวง เทียบเจ้าคณะเขตชั้นพิเศษ

    หลวงพ่อทองล่ำ เป็นผู้ที่ชอบใฝ่รู้ใฝเรียนในการศึกษาอย่างมาก ปี 2549 สำเร็จการศึกษาพุทธศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) สาขาวิชาพุทธศาสนา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรุงเทพฯ และปี 2550 สำเร็จการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี จ.ปทุมธานี

    ด้านเกียรติคุณ ปี 2545 รับรางวัลเสมา ธรรมจักรทองคำ สาขาบริหารการศึกษา จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และรับประกาศนียบัตร ในการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี จากสมเด็จ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

    หลวงพ่อทองล่ำ นอกจากเป็นพระนักพัฒนาแล้ว ยังเป็นพระเกจิอาจารย์แห่งวัดเจ้าอาม แม้ชื่อเสียงจะไม่เลื่องชื่อ เนื่องจากเป็นพระที่สงบเสงี่ยมไม่ชอบเปิดตัว แต่วัตถุมงคลที่ท่านสร้างล้วนไม่ธรรมดา ได้รับกล่าวขานว่าเป็นพระเครื่องที่มีพุทธานุ ภาพศักดิ์สิทธิ์ทั้งด้านเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี และ อภินิหารแคล้วคลาดอันตราย

    อาทิ พระผงสมเด็จเนื้อเกสร ปี 2512 และปี 2516 สร้างแจกทหารที่รบเวียดนาม, พระผงสมเด็จ ทิพย์มงคล ปี 2535 ผสมไม้ช่อฟ้า เก่าวัดระฆัง และพระสมเด็จแกะจากไม้ช่อฟ้าเก่าวัดระฆัง ปี 2535 นับเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การสร้างพระสมเด็จที่นำไม้ช่อฟ้าเก่าวัดระฆังมาเป็นมวลสาร ศักดิ์สิทธิ์ในการจัดสร้าง

    พิธีพุทธาภิเษก ณ อุโบสถวัดเจ้าอาม วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๕

    สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงเป็นประธานจุดเทียนชัย

    สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เป็นพระธานดับเทียนชัย

    และ สุดยอดพระเกจิ ดังทั่วประเทศ รวม ๖๙ รูป ร่วมปลุกเสก อาทิ

    สมเด็จมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม

    สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(หลวงพ่อช่วง) วัดปากน้ำ

    หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี

    หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวกการาม กาญจนบุรี

    หลวงพ่อสำราญ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท

    หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ สมุทรสงคราม

    หลวงพ่อฤาษีลิงขาว วัดฤกษ์บุญมี

    หลวงพ่อละมูล วัดเสด็จ ปทุมธานี

    หลวงพ่อพิมพา วัดหนองตางู นครสวรรค์

    หลวงพ่อทองใบ วัดสายไหม ปทุมธานี

    หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก

    หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธ์กบเจา อยุธยา

    หลวงพ่อประสิทธิ์ วัดไทรน้อย นนทบุรี

    หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม

    หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน อยุธยา

    หลวงพ่อผัน วัดระฆังฯ

    เจ้าคุณเที่ยง วัด ระฆัง

    หลวงพ่อ ทองล่ำ วัดเจ้าอาม เป็นต้น

    พิธีพุทธาพิเษก

    พิธีพุทธาภิเษก ปี ๒๕๕๒ - ๒๕๕๓ รวม ๓ วาระ

    วาระที่ ๑ พิธีพุทธาภิเษก วันที่ ๒๖ พ.ย. ๕๒ ณ วิหารศักดิ์สิทธิ์ หลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว โดย หลวงปู่เจือ ปิยสีโล เป็นประธานจุดเทียนชัยและปลุกเสก

    วาระที่ ๒ พิธีพุทธาภิเษก ๗ ม.ค.๕๓ ณ อุโบสถวัดเจ้าอาม พระราชประสิทธิวิมล เป็นประธานจุดเทียนชัย พระโสภณธรรมเมธี วัดสุวรรณคีรี พระครูพิพัฒน์วรคุณ วัดมะกอก

    วาระที่ ๓ พิธีสมโภชน์ ๘-๑๐ ม.ค.๕๓ สวดพระคาถาโพชฌังคปริตร พุทธมนต์โอสถ ๑๐๘ คาบ ณ อุโบสถวัด เจ้าอาม รวม ๓ วัน

    ประสบการณ์..พระสมเด็จทิพย์มงคล วัดเจ้าอาม

    บทความจากไทยรัฐ เหนือฟ้าใต้บาดาล
    ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2553 ครับ

    เมื่อไม่กี่วันมานี้...นายสมหมาย ติปะยานนท์ อยู่บ้านเลขที่ 207/16 หมู่ 5 แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กทม. เดินทางร่วมคณะ พระครูนิวิฐสาธุวัตร (หลวงพ่อทองล่ำ ยโสธโร) เจ้าอาวาส วัดเจ้าอาม ไปสุพรรณบุรี

    ...ถึงระหว่างทาง ยางหน้าระเบิดรถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ อย่างจัง ช่วง นาทีวิกฤติจึงเอามือ กำพระที่ห้อยคอมา หลับตาอธิษฐาน ขอให้รอดปลอดภัย อย่างปาฏิหาริย์... เขา กับ หลวงพ่อทองล่ำ ไม่เป็นอะไรเลย แม้แต่รอยถลอก ส่วนผู้อื่นมีบาดเจ็บบ้าง...จึงเกิดแรงศรัทธาว่าโชคดี....

    ขอบคุณข้อมูลจากเว็บบล็อกของวัดเจ้าอามครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสงบครับ

    พระสมเด็จทิพย์มงคล เนื้อผงผสมไม้ช่อฟ้าพระอุโบสถวัดระฆัง พิมพ์เจดีย์

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260302_165721.jpg IMG_20260302_165747.jpg IMG_20260302_165807.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    สายเหนียวเมืองกาญจน์

    ประวัติ
    หลวงพ่อเที่ยง เจ้าอาวาสวัดม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ท่านเป็นหลานของหลวงปู่เปลี่ยน วัดไชยชุมพลชนะสงคราม ( หลวงพ่อวัดใต้ ) ซึ่งท่านได้รับถ่ายทอดวิชามาจากหลวงพ่อวัดใต้โดยตรง เมื่อสมัยนั้นมีงานพิธีพุทธาภิเษกที่ไหน หลวงพ่อเที่ยงท่านจะได้รับนิมนต์ไปไม่เคยขาด เพราะเหตุนี้ท่านจึงได้เป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เนื่องจากท่านจะได้เจอกันในงานพุทธาภิเษกอยู่เป็นประจำ

    หลวงพ่อเที่ยง ท่านจะขึ้นชื่อสุด ๆ ในเรื่องเหนียว ทั้งมีdทั้ง ปืnเล่ากันว่าของ ๆ ท่านเวลานำออกมาจากพิธี ก็ลองกันตรงนั้นเลย วัตถุมงคลของท่านจึงโด่งดังเป็นที่เล่าขานกันมาก เคยมีทหารใส่เหรียญของท่านไปขับเฮลิคอปเตอร์ แล้วเฮลิคอปเตอร์ตกทหารคนนั้นรอดตุยมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและผู้คนนิยมเล่นหามากที่สุดของท่าน ก็คือตะกรุดหนังเสือเพราะใช้ดีมีประสบการณ์ ในด้านคงกระพันชาตรีและเหนียวสุด ๆ หลวงพ่อเที่ยงท่านเคยไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จ.นครปฐม ท่านจึงเป็นศิษย์พี่สำนักเดียวกับหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม ซึ่งท่านจะสนิทสนมกับหลวงพ่อเต๋ ( หลวงพ่อเต๋ท่านก็ทำตะกรุดหนังเสือเช่นเดียวกัน แต่จะแตกต่างกันที่ลายถักเชือก ) ตะกรุดของหลวงพ่อเที่ยงแท้ ๆ นั้นหายากมาก ๆ เพราะตามตำราของท่านต้องทำมาจากหนังเสือ ตะกรุดของท่านจึงมีน้อย วัตถุมงคลของหลวงพ่อเที่ยงนั้น เป็นที่นิยมกันในหมู่นักสะสม เพราะมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่เกี่ยวกับเสือ ทั้งตะกรุดหนังเสือ เหรียญรุ่นเสือเผ่น หลวงพ่อเที่ยงท่านได้ สร้างเหรียญรุ่นแรกเมื่อ ปีพ.ศ.2508

    การทำตะกรุดหนังผากเสือ หลวงพอเที่ยง วัดม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ท่านสร้างไว้มากพอสมควร วิธีการทำตะกรุดของหลวงพ่อนั้นเริ่มจากท่านออกธุดงค์เป็นเวลานานหลายสิบปี มีกะเหรี่ยงที่นับถือท่านเอาหนังหน้าผากเสือไฟและเสือโคร่งมาถวายกับท่านหลายผืน เมื่อท่านกลับมาอยู่วัดจึงตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆขนาดมัดตะกรุดได้ โดยให้แยกหนังหน้าผากเสือไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนหนังทั้งตัวเสือ หลวงพ่อลงอักขระคาถาแผ่นตะกรุดแล้วม้วนใช้เชือกมัดหัวท้ายตะกรุดจากนั้นทารักเป็นตัวจับยึดให้แน่นแล้วนำไ ปปลุกเสกเฉพาะวันอังคารกับวันเสาร์จนครบไตรมาส จึงนำไปแจกจ่ายญาติโยมที่ศรัทธาต่อไป

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ย้อนรอยพระเกจิดัง
    เหรียญ-ตะกรุดหนังเสือ
    หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม
    ลือชื่อด้านเหนียว-แต่อย่าลอง (จบ)
    หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระของชาวบ้านชนบทโดยแท้ พูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ภาษาที่ใช้สื่อสารก็เหมือนหลวงพ่อคูณเป็นภาษาไทยแท้ๆฟังไม่เพราะหู แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ญาติโยมที่ไปขอความช่วยเหลือจากท่าน จะไม่ได้รับความเมตตาช่วยเหลือในทุกๆเรื่องด้วยดี โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
    จากการบอกเล่าของชาวบ้านกล่าวว่า ท่านชอบกีฬาชกมวยอย่างมาก การละเล่นนิยมลิเกและหนังตะลุง ท่านเป็นพระโบราณลูกทุ่งชนบท ชอบฉันหมากไม่เคยขาดปากเลย จึงเป็นที่มาของการสร้างพระเครื่องเนื้อชานหมากที่โด่งดังเข้มขลังด้วยประสบการณ์
    หลวงพ่อเที่ยงเริ่มลงมือสร้างอุโบสถเมื่อปี 2484 ท่านค่อยๆสร้างโดยไม่มีการเรี่ยไร เพราะไม่ต้องการเป็นภาระของชาวบ้าน ในช่วงนั้นประเทศไทยยังตกอยู่ในระหว่างปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองกาญจนบุรีได้รับผลกระทบจากภัยสงครามอย่างมากเพราะทหารญี่ปุ่นมาตั้งฐานทัพหลายแห่ง ทำให้ทหารพันธมิตรนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเพื่อทำลายฐานทัพของญี่ปุ่น เป็นเหตุให้สภาพเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง แต่ชาวบ้านก็ช่วยบริจาคทุนทรัพย์สร้างอุโบสถจนสำเร็จ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2494
    มรณภาพด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2523 เวลา 09.00 น.เศษ ณ วัดม่วงชุม ทางวัดได้เก็บสรีระของท่านไว้ถึง 10 ปี ปรากฏว่าสังขารของท่านไม่เน่าไม่เปื่อย ชาวม่วงชุมจึงพร้อมใจกันสร้างมณฑป พร้อมทั้งโลงแก้วบรรจุร่างที่เป็นอมตะไว้ให้ผู้คนกราบไหว้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2534
    หลวงพ่อเที่ยงท่านจะขึ้นชื่อสุดๆ ในเรื่องเหนียว ทั้งมีดทั้งปืน เล่ากันว่าของๆ ท่านเวลานำออกมาจากพิธี ก็ลองกันตรงนั้นเลย วัตถุมงคลของท่านจึงโด่งดังเป็นที่เล่าขานกันมาก เคยมีทหารใส่เหรียญของท่านไปขับเฮลิคอปเตอร์ แล้วเฮลิคอปเตอร์ตกทหารคนนั้นรอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและผู้คนนิยมเล่นหามากที่สุดของท่าน ก็คือ “ตะกรุดหนังเสือ” เพราะใช้ดีมีประสบการณ์ ในด้านคงกระพันชาตรีและเหนียวสุดๆ ตะกรุดของหลวงพ่อเที่ยงแท้ๆ นั้นหายากมาก เพราะตามตำราของท่านต้องทำมาจากหนังเสือ ตะกรุดของท่านจึงมีน้อย วัตถุมงคลของหลวงพ่อเที่ยงนั้น เป็นที่นิยมกันในหมู่นักสะสม เพราะมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่เกี่ยวกับเสือ ทั้งตะกรุดหนังเสือ และเหรียญรุ่นเสือเผ่น
    การทำตะกรุดของหลวงพ่อเที่ยงนั้น เริ่มจากท่านออกธุดงค์เป็นเวลานานหลายสิบปี มีกะเหรี่ยงที่นับถือท่านเอาหนังหน้าผากเสือไฟและเสือโคร่งมาถวายกับท่านหลายผืน เมื่อท่านกลับมาอยู่วัดจึงตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆขนาดมัดตะกรุดได้ โดยให้แยกหนังหน้าผากเสือไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนหนังทั้งตัวเสือ หลวงพ่อเที่ยงลงอักขระคาถาแผ่นตะกรุด แล้วม้วนใช้เชือกมัดหัวท้ายตะกรุด จากนั้นทารักเป็นตัวจับยึดให้แน่นแล้วนำไปปลุกเสก เฉพาะวันอังคารกับวันเสาร์จนครบไตรมาส จึงนำไปแจกจ่ายญาติโยมที่ศรัทธา
    ส่วนประเภทเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อเที่ยงก็ได้รับความนิยม และเต็มไปด้วยประสบการณ์ด้าน “ความเหนียว” อย่างเช่น เหรียญรุ่นแรก ปี 2508 ที่ระลึกในงานฉลองสมณศักดิ์, เหรียญรุ่น 2 พิธีเสาร์ห้า ปี 2509, เหรียญรูปไข่ รุ่นพิเศษ ปี 2517 ด้านหลังเป็นยันต์ห้าของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ และหลวงปู่ทิม ได้เดินทางมาปลุกเสก ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน
    ส่วนประเภทพระเนื้อผงก็ต้อง พระสมเด็จปรกโพธิ์ เนื้อผงชานหมาก จะว่าไปแล้ววัตถุมงคลทุกอย่างมีประสบการณ์ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของผู้ที่เอาไปใช้ด้วย เพราะเรื่องเหนียว ไม่เข้าใครออกใคร
    ขอย้ำเตือนอย่าริไปลองเด็ดขาด!!

    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับเพจคัมภีร์นิวส์

    รูปถ่ายขนาดประมาณ ๑ นิ้วหลวงพ่อเที่ยง

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260302_190118.jpg IMG_20260302_190148.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,148
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772457266560.jpg

    ประวัติ ท่านเจ้าคุณพระมงคลวิจิตร ( พร้า อตฺตสนฺโต ) เจ้าอาวาสวัดโคกดอกไม้ อ.สรรคบุรี ชื่อเดิมว่า พร้า ยอดดำเนิน เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน ๒๔๖๖ ตรงกับเดือน ๕ ปีกุน เป็นชาวชัยนาทโดยกำเนิด ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

    ชีวิตในเยาว์วัยของท่านผิดแผกไปจากเด็กในวัยเดียวกัน เพราะกำพร้าโยมบิดาตั้งแต่ท่านอยู่ในครรภ์ของมารดาได้เพียง ๓ เดือน เมื่อพ้นจากครรภ์มารดา เครือญาติจึงพร้อมใจกันตั้งชื่อให้ท่านว่า กำพร้า หากแต่การแจ้งชื่อที่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์ ตกคำว่า กำ คงเหลือเพียงคำว่า พร้า เพียงอย่างเดียว

    จึงไปตรงกับคำที่หมายถึง ของมีคม ซึ่งเกิดจากเหล็กกล้ามีดพร้า นั่นเอง

    ในวัยเด็ก แม้จะขาดบิดาผู้เป็นเสาหลักของครอบครัว แต่มารดาของท่านได้อุ้มชูเลี้ยงดูบุตรธิดาด้วยความอุตสาหะ และท่านยังได้รับความเอื้ออาทรจากบรรดาเครือญาติ เนื่องจากมีอุปนิสัยเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย มีใจโอบอ้อมอารี ท่านมักจะติดตามผู้ใหญ่เข้าวัดทำบุญอยู่เสมอๆ

    หลังจากได้ศึกษาเล่าเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ มิได้มีโอกาสเรียนต่อ เพราะฐานะทางบ้านยากจน ทั้งๆ ที่ใจของท่านอยากจะร่ำเรียนต่อ จึงเป็นเหตุให้ท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ว่า

    " หากมีโอกาสได้บวช จะขอบวชให้เสากุฎีคอดหรือเสากุฎีขาด และหากมีโอกาสได้เป็นสมภารเจ้าวัด จะอุปถัมภ์การศึกษาแก่เด็กๆ ที่พ่อแม่มีฐานะยากจน จะทำ จะช่วยให้เต็มความสามารถ "

    ครั้นอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโคกดอกไม้ ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท โดยมีพระครูปัตย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์เขียว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โห้ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    ได้รับฉายา อตฺตสนฺโต หมายถึง ผู้มีตนอันสงบแล้ว

    ภายหลังจากที่ได้อุปสมบทแล้ว ท่านมีจิตมุ่งมั่นและเพลิดเพลินต่อรสพระธรรม หมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท รวมทั้งช่วยเหลือการพัฒนาวัด และญาติโยมที่มีความทุกข์-เดือดร้อน จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านดงคอน

    ต่อมา ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกดอกไม้ ได้ยึดหลัก พูดจริง ทำจริง ยึดความถูกต้องเป็นเกณฑ์

    ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ - สมณศักดิ์

    พ.ศ.๒๔๙๑ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโคกดอกไม้ และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลดงคอน

    พ.ศ.๒๕๑๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

    ปัจจุบัน ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลดงคอน

    พ.ศ.๒๕๑๓ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในราชทินนามที่ พระครูวิจิตรชยานุรักษ์

    พ.ศ.๒๕๑๙ ได้รับพะราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม

    พ.ศ.๒๕๓๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

    พ.ศ.๒๕๖๒ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๖๗ พรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ (ชนิดสามัญยก) ในราชทินนามที่ พระมงคลวิจิตร

    ด้านการพัฒนาและสาธารณะ

    หลวงพ่อพร้าได้ตั้งใจพัฒนาวัดที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมจนรุ่งเรือง ท่านได้สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ บูรณะเจดีย์ สร้างซุ้มประตู ถนนภายในวัด สร้างสนามเด็กเล่น ศาลาประชาคมและบูรณะวัดที่มีฐานะด้อยกว่า อีกทั้งยังพัฒนารับอุปถัมถ์ในการสร้างโรงพยาบาลและพัฒนาชุมชนให้มีความเจริญ

    ด้านการศึกษา

    ด้วยปณิธานของหลวงพ่อพร้าที่ตั้งใจเอาไว้แต่ต้นว่า เมื่อได้บวชและได้เป็นเจ้าอาวาสจะสนับสนุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่มีฐานะยากจน ซึ่งท่านได้จัดตั้งกองทุนเอาไว้ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสได้รับการศึกษา รวมทั้งพระภิกษุสามเณร ที่ขาดแคลน ท่านได้ส่งพระภิกษุสามเณรที่สนใจใฝ่การศึกษาเหล่านั้น ไปรับการศึกษาในกรุงเทพมหานคร บางรายประสบความสำเร็จทางด้านการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมมากมาย โดยอาศัยปัจจัยจากกองทุนการศึกษาที่ท่านจัดตั้งขึ้น

    ด้านสาธารณสุข

    แต่เดิมชาวบ้านดงคอน ขาดแคลนแพทย์และสถานพยาบาลที่ทันสมัย ท่านได้ให้การสงเคราะห์ด้วยการนำเอาวิชาแพทย์แผนโบราณบำบัดโรคภัยไข้เจ็บให้กับญาติโยม ในระยะต่อมา ได้เป็นแกนนำในการก่อสร้างสถานีอนามัยขึ้นที่วัดโคกดอกไม้ เป็นสถานที่บริการทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

    นอกจากนี้ หลวงพ่อพร้า ได้ให้ความสนใจศึกษาด้านวิทยาคม ค้นคว้าด้านปฏิบัติจิตภาวนา เพื่อให้จิตบังเกิดสมาธิและได้กราบฝากตัวเป็นศิษย์ต่อหลวงพ่อโต วัดวิหารทอง ซึ่งเป็นหลวงลุงของท่าน และได้รับความเมตตาถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้น หลวงพ่อโตยังให้ความเมตตาอุปถัมภ์ในการบูรณะวัดโคกดอกไม้ เป็นการช่วยเหลือพระหลานชายของท่านอีกทางหนึ่งด้วย

    และอีกท่านหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระอาจารย์ที่ได้มอบสรรพวิชา ให้กับหลวงพ่อพร้ามากมายหลายด้าน คือ หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท

    พุทธาคมอันเข้มขลังที่หลวงพ่อพร้าได้รับถ่ายทอดจาก ๒ พระอาจารย์ ภายหลังได้นำมาสงเคราะห์ให้กับญาติโยมที่ประสบความเดือดร้อน โดยเฉพาะตำรับน้ำมนต์อันเข้มขลัง ซึ่งท่านมิได้เรียกร้องอะไร เพียงแต่ขอค่าบูชาครูเพียงบาทเดียว จนได้รับการยกย่องและเรียกขานนามของท่านว่า หลวงพ่อพร้า เจ้าตำรับน้ำมนต์บาทเดียว

    สำหรับวัตถุมงคลของท่านที่มีประสบการณ์และกล่าวขานกันถึงพุทธคุณ ได้แก่ พระสมเด็จมหาลาภ รุ่นแรกปี ๒๕๑๒ และปี ๒๕๑๔ พระสมเด็จ ด้านหลังฝังข้าวสารดำ ๙ เม็ด รุ่นแรกปี ๒๕๑๔ รุ่น ๒ ปี ๒๕๓๐ ฝังข้าวสารดำ ๖ เม็ด และตะกรุดโทน

    อีกทั้งยังได้จัดสร้างวัตถุมงคลเป็นรุ่นที่ ๓ มีตะกรุดโทน เหรียญบาตรน้ำมนต์ เพื่อมอบให้กับเจ้าภาพกองผ้าป่า กองละ ๑,๒๕๐ บาท เป็นกองทุนในการก่อสร้างอาคารเรียน โรงเรียนชุมชนวัดโคกดอกไม้และยังจัดสร้างพระสมเด็จปรกโพธิ์ (โพธิ์แก้ว) หลังยันต์ตำรับหลวงพ่อกวย, พระสมเด็จหลังรูปเหมือน มีดหมอและจตุคามรามเทพ

    หลวงพ่อพร้า ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา ที่กุฏิวัดโคกดอกไม้ เมื่อเวลา ๑๗.๐๔ น. ของวันอาทิตย์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ สิริอายุ ๙๖ ปี พรรษา ๗๖

    ขอขอบเจ้าของบทความ ขออนุญาตนำประวัติของหลวงพ่อพร้า นำมาเผยแผ่บารมร ขอคุณเจ้าของบทความจากอินเตอร์และ google

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสังกัจจายน์พิมพ์จัมโบ้หลวงพ่อพร้า วัดโคกดอกไม้
    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260302_195818.jpg IMG_20260302_195848.jpg IMG_20260302_195915.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...