เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 3 พฤษภาคม 2026 at 18:51.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม JetPark Auckland Airport Hotel เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ อยู่ที่ ๑๐ องศาเซลเซียส แต่ด้วยความที่กระผม/อาตมภาพเปิดหน้าต่างนอน โดยที่ไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ ร่างกายจึงชินกับความเย็นตั้งแต่ตอนกลางคืน ทำให้ตื่นเช้ามาก็ไม่รู้สึกหนาว

    แม้ว่าการตื่นเช้าที่นี่จะเป็นเวลายังไม่ทันจะเที่ยงคืนของเมืองไทยก็ตาม แต่ว่าไปที่ไหนเราต้องถือเวลาที่นั่น ซึ่งก่อนหน้านี้กระผม/อาตมภาพก็ยังทำไม่เป็น พอดีได้ "ท่านพี่ราหู" ช่วยแนะนำให้ตอนที่ไปยุโรป เพื่อดูงานขณะที่เรียนปริญญาเอก ท่านสอนวิธีว่าถ้าเราเดินทางย้อนเวลา ก็ให้ใช้อตีตังสญาณกำหนดจิตพุ่งไปยังเวลานั้น แล้วก็ล็อคความรู้สึกเอาไว้ แต่ถ้าหากว่าเดินทางไล่ตามเวลา ก็ใช้อนาคตังสญาณกำหนดจิตพุ่งไปยังเวลาข้างหน้านั้น แล้วล็อคกำลังใจเอาไว้ เมื่อเวลาไปถึงแล้วเราใช้กำลังใจตรงนั้น ก็จะไม่เกิดอาการเมาเครื่องบิน หรือที่เรียกว่า Jet lag ตรงนี้ ถ้าหากว่าใครทำได้ก็เชิญเอาไปใช้งานได้เลย เพราะว่าท่านพี่อสุรินทราหูไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์เอาไว้

    สำหรับช่วงเช้า ทางด้านโรงแรมเปิดห้องอาหารตั้งแต่ก่อน ๖ โมงเช้า แต่ว่าอาหารมาวางยังไม่ครบ กระผม/อาตมภาพไม่ได้สนใจ ไปตักอาหารในส่วนที่คิดว่าตนเองฉันได้ แล้วก็นั่งฉันจนเสร็จ จากนั้นก็ขึ้นห้องไปเก็บข้าวของและแต่งตัวให้เรียบร้อย ลงมานั่งรอเวลานัด ซึ่งพวกเราตั้งใจว่าจะรอออกเดินทางตอน ๘ โมงเช้าของนิวซีแลนด์ ปรากฏว่ายังไม่ทันจะ ๗ โมงครึ่ง ทุกคนก็พร้อมกันหมดแล้ว จึงทำการคืนห้อง แล้วขนกระเป๋าขึ้นรถ วิ่งตรงไปยัง "วัดญาณประทีป" ซึ่งอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่กิโลเมตร

    ปรากฏว่าก่อนที่จะเข้าวัด สายตาของกระผม/อาตมภาพก็มองเห็นสิ่งมหัศจรรย์ นั่นก็คือ "นกทาคาฮี" สองตัว ซึ่งเป็นนกที่หายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งแล้วของนิวซีแลนด์ แต่เจ้าสองตัวนี้ออกมายืนเย้ยฟ้าท้าดินอยู่ข้างถนน เสียดายว่าถ่ายรูปไม่ทัน วิ่งเลยไปอีกนิดเดียวก็เจออีกสามตัว ตอนนี้ถ่ายรูปทัน แต่ว่าในรูปตัวเล็กไปหน่อย..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    แล้วเราก็เลี้ยวเข้าไปยังวัดญาณประทีป โอ๊คแลนด์ ซึ่งเป็นวัดของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เข้าไปยังห้องรับแขก ซึ่ง"หลวงพ่อเจ้าคุณวินัย" - พระราชวรญาณมุนี วิ. (วินัย อภิวินโย ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดญาณประทีป ท่านกำลังฉันเช้าอยู่

    กระผม/อาตมภาพกราบรายงานตัวกับท่าน แล้วก็ขออนุญาตมาให้ทุกคนร่วมกันทำบุญกับที่นี่ เรี่ยไรเงินกันได้ประมาณ ๕,๔๐๐ บาท ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่า "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) คิดเป็นเงินไทยแล้วหรือไม่ ? เพราะว่ากระผม/อาตมภาพล้วงเงินนิวซีแลนด์ร่วมบุญไป ๕๐ เหรียญ

    "ท่านเจ้าคุณวินัย" บอกว่าให้เขียนใบปวารณาด้วย กระผม/อาตมภาพเขียนใบปวารณาแล้วก็นำไปถวายท่าน กราบเรียนว่า "กระผมและคณะขอถวายพระคุณเจ้าด้วยปัจจัย ๔ ที่สมควรแก่สมณบริโภค หากพระคุณท่านประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใด พึงเรียกหาจากไวยาวัจกรด้วยเทอญ" ทำเอาทุกคนงง ๆ ว่ากระผม/อาตมภาพพูดภาษาต่างดาวหรือไร ? ซึ่งความจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ กระผม/อาตมภาพฝึกฝนมาตอนที่ไปอยู่ดูแล "หลวงปู่มหาอำพัน" - พระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน อาภรโณ บุญ-หลง) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งเป็นวัดธรรมยุตเช่นกัน

    ทางด้านคณะสงฆ์ธรรมยุตนั้นเมื่อเขียนใบปวารณาแล้ว ก็ต้องประกาศยอดและบอกให้ชัดเจนว่า ให้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้บ้าง ซึ่งมักจะรวมยอดว่า "ประสงค์สิ่งหนึ่งใด" ก็คือ "ต้องการทำอะไรก็ได้"

    "ท่านเจ้าคุณวินัย" บอกว่า ให้พวกเราตั้งใจร่วมสร้างโบสถ์กับท่าน แล้วให้อนุโมทนาสาธุ โดยที่พวกเราส่วนใหญ่แล้วก็เกรงใจ ส่งเสียงเบาไปหน่อย ท่านก็เลยให้สาธุเสีย ๓ - ๔ รอบ ทำเอาบางคนเริ่มมีอาการ "ของขึ้น" กระผม/อาตมภาพเห็นแล้วก็ยังขำ

    หลังจากนั้น ท่านก็บอกให้ฟังว่าการอนุโมทนานั้นมีอานิสงส์อย่างไร โดยที่กล่าวว่า ในเรื่องของพระพุทธศาสนาของเรานั้น ต้องมี Study ต้องมี Practice แล้วก็ต้องมีผลของการกระทำด้วย กระผม/อาตมภาพฟังแล้วก็หัวเราะ บอกกับพวกเราทุกคนว่า "หลวงพ่อเจ้าคุณท่านพูดถึงปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เพียงแต่ท่านไม่ได้พูดเป็นภาษาบาลี" ทำเอาทุกคนหัวเราะเป็นการใหญ่

    หลังจากนั้นแล้วก็ได้กราบลาหลวงพ่อท่าน เพื่อเดินทางไปยัง "วัดโฝกวงซาน" ซึ่งใช้เวลาอีกไม่กี่ ๑๐ นาที เมื่อไปถึงปรากฏว่า ในวัดนั้นต้นไม้กำลังเปลี่ยนสีสวยงามมาก กระผม/อาตมภาพเดินถ่ายรูปต้นไม้ต้นไร่ภายในวัดแล้ว ก็เข้าไปในตัวอาคารหลัก ร่วมทำบุญที่หน้าบริเวณรูปท่านเจ้าแม่กวนอิมไป ๕๐ เหรียญ แล้วก็เข้าไปยังมหาวิหารด้านหลัง ร่วมทำบุญหน้าหลวงพ่อหยก ซึ่งเป็นศิลปะพม่าไปอีก ๕๐ เหรียญ แล้วเดินชมวัดของเขา ซึ่งมีเจดีย์ที่สร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยม โดยที่มีสองข้างทางเป็นทางน้ำไหล ดูแล้วน่าเลียนแบบเป็นอย่างยิ่ง
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    เพียงแต่ว่าข้าวของที่ร้านขายของที่ระลึกนั้น พวกเราส่วนใหญ่เห็นจนชินตาแล้ว จึงไม่ได้สนใจที่จะซื้อหาอะไร เมื่อออกจากวัดโฝกวงซาน นิวซีแลนด์แล้ว พวกเราก็วิ่งไปยัง "วัดทีปธรรมาราม" ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่นาที แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ไปถึงแล้วพระท่านกำลังนำญาติโยมทำวัตรเช้าอยู่ กระผม/อาตมภาพจึงเอาปัจจัยหย่อนใส่ตู้แทน เมื่อถ่ายรูปรอบบริเวณแล้ว ก็กราบลาพระประธาน ยกมือไหว้ลาไปทางพระที่กำลังนำสวดมนต์อยู่ แล้วก็ขึ้นรถ พาทุกคนเดินทางต่อไป

    พวกเราวิ่งมาทางเมืองแฮมิลตัน ซึ่งใช้เวลาอยู่ชั่วโมงหนึ่งเห็นจะได้ มาถึงเวลาประมาณ ๑๑.๔๐ น. ของทางด้านนี้ เมื่อจอดรถแล้ว พวกเราเดินเลยร้านอาหารที่ต้องการไป เนื่องเพราะว่าเป็นร้านที่หลบมุมอยู่ภายในตึก จึงต้องเดินย้อนกลับมาถึงจะเจอ เป็นร้านอาหารจีน ซึ่งมีกุ้งมังกรเป็น ๆ มีหอยสด ๆ อยู่ภายในตู้ด้วย แต่ทางร้านยืนยันว่าไม่ได้เอามาทำอาหาร ส่วนที่ทำอาหารนั้นเป็นส่วนที่ได้จัดเตรียมเอาไว้แล้ว

    อาหารต่าง ๆ ทยอยมา ซึ่ง "คุณนายโย" บอกว่าสั่งไปแค่ ๘ อย่าง แต่ที่ส่งมานั้นกระผม/อาตมภาพนับก็ล่อเข้าไป ๑๑ - ๑๒ อย่างแล้ว ฉันกันจนกระทั่งจุก "เถ้าแก่จิ๊บ" (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) ต้องบอกให้ทางร้านเขาห่อใส่กล่องไปด้วย เพราะว่าฉันอย่างไรก็ไม่หมด

    เมื่อเดินออกมาข้างนอก ดันเจอร้านอาหารไทยชื่อว่าร้าน NUA THAI อยู่ด้วย แต่ไม่ได้เข้าไปรบกวนเขา "คุณนายโย"บอกว่ามีร้านไอศกรีมอร่อยอยู่แถวนี้ ว่าแล้วก็ปักหมุดให้ แต่ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) ซึ่งเป็นโชเฟอร์รถคันที่กระผม/อาตมภาพนั่ง ขับรถเลยไป

    ขอบอกว่าเจ้ารถสองคันนี้เป็นระบบอัตโนมัติที่น่ากลัวมาก เนื่องเพราะว่าถ้ากินเลนนิดเดียว รถจะเบรกเองทันที แล้วถ้าใกล้รถคันหน้า ระยะอันตราย รถก็เบรกหัวทิ่มเองเหมือนกัน ถ้าเป็นบ้านเรามีหวังได้ชนกันบรรลัยแน่นอน..! ในเมื่อพลาดแล้วพลาดเลย ก็วิ่งเที่ยวเสียจนแทบจะทั่วเมือง กว่าที่จะวนกลับมาได้ แต่ก็คุ้มค่าตรงที่ว่าใบไม้กำลังเปลี่ยนสีทั้งเมือง ดูแล้วสวยงามมาก

    ครั้นมาซื้อไอศกรีมสนองกิเลสให้ "คุณนายโย" แล้ว พวกเราก็วิ่งออกต่อไปทางเมืองโรโตรัว จนกระทั่งมาถึงบริเวณพิพิธภัณฑ์ศิลปะและหัตถกรรมของเผ่าเมารี ที่ชื่อเป็นภาษาเมารีว่า "Te Puia" แต่ว่าเรามาถึงเวลาบ่าย ๒ โมงกว่า ซึ่งไม่ตรงกับรอบที่เราจองตั๋วไว้ ทุกคนจึงต้องเข้าไปให้เขาติดสติกเกอร์ที่แขนเพื่อเตรียมเอาไว้ก่อน บอกว่าต้องมาก่อนเวลา ๑๕ นาที
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    แล้วพวกเราก็วิ่งไปยังบ้านพักที่ได้จองเอาไว้ เป็นบ้านพักที่สวยงามมาก อยู่ริมทะเลสาบ ลมเย็นสดชื่นเลยทีเดียว แต่ว่ากลับไม่สามารถที่จะเปิดกล่องกุญแจที่หน้าบ้านได้ เนื่องเพราะว่ารหัสที่เจ้าของบ้านให้มาตอนเช่านั้น ทั้งสองชุดใช้งานไม่ได้ "เถ้าแก่จิ๊บ" จึงต้องโทรไปเพื่อทวงรหัสใหม่ ได้มาแล้วถึงเปิดได้ แต่พอได้กุญแจมา กระผม/อาตมภาพไขแล้วเปิดประตูห้องไม่ได้ ทำให้รู้สึกว่าผิดปกติ..! ครั้นหมุนกลับมาด้านที่ยังไม่ได้ไข ปรากฏว่าประตูไม่ได้ล็อค เจ้าประคุณเถอะ..ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาทิ้งบ้านเอาไว้แบบนี้ได้อย่างไร..!?

    พวกเราทิ้งข้าวของเอาไว้ที่บ้านทั้งสองหลัง เข้าห้องน้ำแล้วก็วิ่งกลับไปที่ "พิพิธภัณฑ์ Te Puia" อีกครั้งหนึ่ง ไปนั่งรอเวลา ซึ่งเมื่อถึงเวลาแล้ว ก็มีวิดีโอแนะนำงานต่าง ๆ จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มาอธิบายเพิ่มเติม แล้วก็ส่งพวกเราต่อไป ซึ่งแต่ละกลุ่มทัวร์ก็จะมีหัวหน้าทัวร์พื้นเมืองคนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ในการดูแลพวกเรา นำไปแล้วก็อธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้ฟัง มัคคุเทศก์ของเราแนะนำตัวว่าชื่อ "ทูม่า" แต่ด้วยความที่ฟังยาก กระผม/อาตมภาพจึงเรียกว่า "นายถูม้า" แทน..!

    "นายถูม้า" พาพวกเราเข้าไปยังห้องแรก ซึ่งเป็นสถานที่ในการแกะสลักศิลปะหัตถกรรมแบบเมารี ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ อาวุธ หรือว่าเครื่องประดับ โดยที่อธิบายว่าลวดลายต่าง ๆ นั้นเป็นภาษาโบราณ ซึ่งสามารถสื่อสารกันได้ เพียงแต่ไม่มีโอกาสถามว่าในปัจจุบันนี้ยังมีใครอ่านออกหรือเปล่า ?

    จากนั้นก็นำเข้าไปยังห้องถัดไป ซึ่งเป็นการผลิตข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวเมารี ส่วนใหญ่ก็ทำมาจากต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือ "ลันดักปลาไหล" และ "ตุ้มดักปูทะเล" ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าชาวเมารีกับบรรดาชาวบ้านของคนไทยเราทางใต้นั้น มีการทำสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้เหมือนกันจนขนาดนี้..!

    จากนั้นก็เข้าไปอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นงานแกะสลักทั้งไม้ โลหะ และสิ่งบางอย่างที่ลักษณะเหมือนกับหินและหยก ตลอดจนกระทั่งเขี้ยวและกระดูกปลาฉลาม แต่พอเห็นราคาของแต่ละชิ้นที่ติดไว้แล้วก็สะดุ้ง ๘ ตลบ อย่างถูก ๆ ก็ชิ้นละ ๓,๐๐๐ กว่าเหรียญนิวซีแลนด์..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,287
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,106
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ครั้นมาถึงอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นทางออกของเรา เขาก็พาไปยังสถานที่เพาะเลี้ยงนกกีวี โดยที่บอกว่าข้างในนั้นห้ามถ่ายรูป ห้ามใช้เสียง เพราะว่าถ้านกกีวีตกใจอาจจะทิ้งรัง หรือว่าไม่ออกไข่อีกเลย แล้วนำพวกเราเข้าไป พยายามมองจนตากลับก็แทบจะไม่เห็นอะไร นอกจากสีมอ ๆ เหมือนกับดินอยู่ในความมืดสลัว เพ่งจนกระทั่งปวดตาก็ออกมาทางด้านนอก

    แล้วเขาก็นำต่อ ไปดูบ่อโคลนเดือดและน้ำพุร้อน ซึ่งเรียกว่า "กีเซอร์" ซึ่งเมื่อพวกเรามาถึงนั้น ไม่ทราบว่าน้ำพุโมโหใครมา ? หรือว่าทางเจ้าที่เจ้าทางอยากจะอวดพลังงาน จึงพากันปะทุยกใหญ่ จนนักท่องเที่ยวคณะอื่น ๆ ฮือฮาและถ่ายรูปเป็นการใหญ่ บรรดาคณะที่ล่วงหน้าไปแล้วไม่ได้เห็นการประทุ ถ้าเห็นเข้าก็คงจะตีอกชกหัวตัวเองแน่นอน..!

    พวกเราอยู่ที่นี่ท่ามกลางลมเย็น แต่ว่ามีควันกำมะถันที่เป็นเครื่องช่วยอุ่นมาเป็นระยะ เพื่อรอให้รถรางย้อนกลับมารับคณะของเรา ไปจอดที่บริเวณร้านขายของที่ระลึก ซึ่งข้าวของแถวนี้พอที่จะซื้อหาได้ แต่กระผม/อาตมภาพซึ่งมีของฝากเด็ก ๆ ทางวัดท่าขนุนแล้ว จึงไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มเติม นอกจาก "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) ซื้อนกกีวีเพิ่มให้อีก ๑ ตัว ราคาแพงกว่าที่สนามบินประมาณ ๕๐ เซนต์เท่านั้น

    แล้วพวกเราก็วิ่งกลับไปยังที่พัก มาถึงก็มืดมัวสลัวตาพอดี กระผม/อาตมภาพเข้าที่พัก ขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งจะออกไปหาซื้อข้าวของ เพื่อมาทำอาหาร ส่วนที่เหลือก็อาบน้ำพักผ่อนกันตามอัธยาศัย พรุ่งนี้พวกเราจะออกกันช้าสักหน่อย เนื่องเพราะว่าน้ำพุร้อนกีเซอร์ที่ตั้งใจไปดูนั้น เมื่อดูในพิพิธภัณฑ์ศิลปะและหัตถกรรมของเผ่าเมารีแล้ว ก็ไม่ต้องไปดูที่อื่นอีก เพราะว่าคงไม่ยิ่งใหญ่อลังการแบบนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...