ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านเริ่มขอให้ประชาชน
    “ประหยัดพลังงาน”
    หลังการปิดล้อมของสหรัฐ
    เริ่มกระทบต่อระบบขน
    และเศรษฐกิจภายในประเทศ


    https://www.facebook.com/share/p/17PMsEcSqD/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดในลิเบียกลับมาเดินเครื่องเต็มสูบ หลังเหตุปะทะเดือดบีบให้ต้องปิดระบบฉุกเฉิน

    ลิเบียประกาศกลับมาดำเนินการโรงกลั่นน้ำมันซาวียะห์เต็มรูปแบบอีกครั้งในวันนี้ หลังจากการสู้รบระหว่างกลุ่มติดอาวุธที่ปะทุขึ้นในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมาเริ่มสงบลง โดยก่อนหน้านี้บริษัท Azzawiya Oil Refining ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบีย (NOC) จำเป็นต้องระงับการผลิตและอพยพเรือบรรทุกน้ำมันออกจากท่าเรือเป็นการด่วน เนื่องจากมีขีปนาวุธตกใส่พื้นที่ปฏิบัติงานสำคัญ

    เหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรงในเมืองซาวียะห์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางพลังงานในพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี Abdulhamid Dbeibah แห่งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (GNU) ได้สั่งการให้กองกำลังความมั่นคงเข้าควบคุมสถานการณ์และคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันดิบ

    ขณะนี้เจ้าหน้าที่เทคนิคได้เข้าตรวจสอบความเสียหายของอาคารและถังเก็บน้ำมันที่ถูกสะเก็ดระเบิด โดยยืนยันว่าโครงสร้างหลักไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรงและสามารถกลับมากลั่นน้ำมันได้ตามปกติที่ความจุ 120,000 บาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับการผลิตน้ำมันโดยรวมของลิเบียที่พุ่งสูงถึง 1.43 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 นี้

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check

    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: โรงกลั่นน้ำมันซาวียะห์ (Zawiya) กลับมาเปิดดำเนินการตามปกติแล้ว หลังเกิดเหตุปะทะในเมืองตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2026
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ความเสียหายโดยละเอียดภายในพื้นที่เก็บกักน้ำมันดิบที่ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธหนัก
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: ตัวตนและสังกัดที่แน่ชัดของกลุ่มติดอาวุธที่ปะทะกัน รวมถึงความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – มีรายงานยืนยันจากบริษัท Azzawiya Oil Refining, บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) และสำนักข่าวระดับโลกหลายแห่ง

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters, Xinhua, Business Insider Africa

    https://www.facebook.com/share/p/1871pkrd8y/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตา "กำไรติดเทอร์โบ" ท่ามกลางวิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ผลักราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยาน

    Aramco กวาดกำไรไตรมาสแรก 3.36 หมื่นล้านดอลลาร์ อานิสงส์วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง

    Saudi Aramco ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของโลกรายงานผลกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2026 อยู่ที่ 3.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นกว่า 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขกำไรที่พุ่งสูงขึ้นนี้ถูกระบุว่าเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในระดับภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    รายงานระบุว่า หลังจากทางการอิหร่านภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด Mojtaba Khamenei ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นทันที แม้ซาอุดีอาระเบียจะได้รับผลกระทบจากการผลิตที่ลดลงประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันเนื่องจากผลกระทบของความขัดแย้ง แต่ทาง Aramco ได้เร่งดำเนินการใช้ท่อส่งน้ำมันสาย "ตะวันออก-ตะวันตก" (East-West Pipeline) เต็มขีดความสามารถที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อลำเลียงน้ำมันไปยังท่าเรือยานบู (Yanbu) ในฝั่งทะเลแดงแทน

    แม้ว่าปริมาณการส่งออกในภาพรวมจะถูกกดดันจากสถานการณ์สู้รบ แต่รายได้สุทธิของบริษัทยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นตามกลไกตลาดโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนของอุปทานน้ำมันดิบ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่ากลยุทธ์การกระจายเส้นทางขนส่งของซาอุดีอาระเบียเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ในยามวิกฤต

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: ผลกำไร Q1 ของ Saudi Aramco อยู่ที่ 3.36 หมื่นล้านดอลลาร์ และการใช้งานท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เต็มขีดความสามารถ
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ตัวเลขปริมาณการผลิตน้ำมันที่ลดลงสุทธิ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันเนื่องจากสถานการณ์สู้รบโดยตรง
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: ระยะเวลาที่แน่นอนของการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยกองกำลังอิหร่านในระยะยาว

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานจากสำนักข่าวการเงินหลักและตัวเลขทางการเงินที่ประกาศโดยบริษัท

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม Source: Bloomberg

    https://www.facebook.com/share/p/1Dc2ESozUe/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Buffett Indicator ของแท้หรือตีเก๊? นักลงทุนทุกคนต้องอ่าน

    สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้จะพาทุกคนเข้าสู่ “เวทีมวย” ทางการเงินที่สนุกที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคนี้ นั่นคือศึกระหว่างฝั่งที่เชื่อว่า Buffett Indicator ยังใช้ได้ดี กับฝั่งที่บอกว่ามันหมดยุคไปแล้ว เป็นบทความที่นิคกี้คิดว่านักลงทุนไทยทุกคนควรอ่าน เพราะมันจะเปลี่ยนวิธีที่คุณมอง valuation ตลาดไปเลย

    ก่อนเข้าเวที ขอเซ็ตบรรยากาศให้ทุกคนเห็นภาพก่อนนะคะ Buffett Indicator คือการเอามูลค่าตลาดรวมของหุ้นทั้งประเทศ (ในสหรัฐใช้ Wilshire 5000 ที่ครอบคลุมหุ้นจดทะเบียนเกือบทุกตัว) มาหารด้วย GDP ของประเทศ

    ปู่ Warren Buffett เคยให้สัมภาษณ์กับ Fortune Magazine ในปี 2001 ว่ามันคือ “probably the best single measure of where valuations stand at any given moment” หรือแปลเป็นไทยว่า “ตัวชี้วัด valuation ที่ดีที่สุดเพียงตัวเดียว”

    แล้วตัวเลขปัจจุบันบอกอะไรเรา? ต้นเดือนพฤษภาคม 2026 Buffett Indicator ของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 229.88% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตประมาณ 2.4 standard deviation ในเชิงสถิติแปลว่า Strongly Overvalued ขั้นสุด เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ก่อนวิกฤตดอทคอมปี 2000 ตัวเลขนี้อยู่แค่ 146% ก่อนวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 อยู่ที่ 109% หมายความว่าตอนนี้ตัวชี้วัดของปู่ Buffett ส่งสัญญาณ “ฟองสบู่” หนักกว่าทุกครั้งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

    แต่ความจริงคืออะไร? S&P 500 ยังทำ All-time High ใหม่เรื่อยๆ Magnificent 7 ก็ยังวิ่ง คำถามคือ เราควรเชื่อใครระหว่างตัวชี้วัดในตำนาน กับการเคลื่อนไหวจริงของตลาด? มาดูทั้งสองฝั่งสู้กันแบบหมัดต่อหมัดเลยค่ะ!

    ยกที่ 1 ฝั่งใช้ได้เปิดศึก “ตัวชี้วัดในตำนานที่ปลอมยาก”

    ✅ ฝั่งใช้ได้: หลักคิดเบื้องหลังตัวชี้วัดนี้เรียบง่ายและทรงพลังมาก ตลาดหุ้นโดยพื้นฐานคือ “การถือสิทธิเรียกร้องในผลผลิตของระบบเศรษฐกิจ” บริษัทมหาชนทั้งหมดในประเทศก็คือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าและบริการที่รวมกันแล้วสร้าง GDP

    ในระยะยาวมูลค่าตลาดของบริษัทเหล่านี้ไม่ควรโตเร็วกว่าขนาดของระบบเศรษฐกิจที่บริษัทพึ่งพาอยู่ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าตลาดหุ้นโตเร็วกว่า GDP เป็นเวลานาน มันต้องมาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งในสามอย่าง คือกำไรต่อ GDP เพิ่มขึ้น valuation multiple เพิ่มขึ้น หรือความคาดหวังของนักลงทุนเพิ่มขึ้น และทุกอย่างที่ว่ามามีลิมิตในตัวมันเองเสมอ

    จุดเด่นที่ทรงพลังที่สุดของตัวชี้วัดนี้คือมัน “ปลอมยาก” และเป็นข้อมูลที่ “บริสุทธิ์” ในเชิงบัญชี

    คุณจะเอาแต่ Forward P/E มาคุยก็ได้ แต่นักวิเคราะห์มักประเมิน earnings ในอนาคตแบบมองโลกในแง่ดีเสมอ เพราะธุรกิจของพวกเขาคือการขายหุ้น

    คุณจะใช้ Trailing P/E ก็ได้ แต่ตัว E ก็มาจากการบัญชีที่บิดเบือนได้ ทั้ง one-time charge การเขียนสินทรัพย์ลง การปรับ tax rate stock-based compensation ที่ไม่นับเป็นค่าใช้จ่ายในงบ pro forma หรือแม้แต่ tax engineering ระดับโลก แต่ Market Cap คือสิ่งที่ตลาดยอมจ่ายจริงๆ ทุกวินาที และ GDP ก็เป็นตัวเลขที่หน่วยงานสถิติอิสระ (BEA ในสหรัฐ) คำนวณตามมาตรฐานสากลมากว่า 80 ปี ในยุคที่ทุกตัวชี้วัด valuation ถูกผู้บริหารบริษัทบิดเบือนได้ผ่าน accounting tricks และ adjusted EBITDA ความบริสุทธิ์แบบนี้คือคุณสมบัติที่หาได้ยาก

    ในเชิง track record ตัวชี้วัดนี้ก็ทำงานได้ดีในจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์

    ก่อน Great Depression ปี 1929 อัตราส่วนนี้พุ่งสูงผิดปกติ ก่อนฟองสบู่ดอทคอมปี 2000 ก็เช่นกัน แตะ 146% ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในยุคนั้น ปู่ Buffett เองก็เคยกล่าวสุนทรพจน์เตือนนักลงทุนในเดือนพฤศจิกายน 1999 ตอนที่ Dow อยู่ที่ 11,000 ว่า “ผลตอบแทนตลาดที่ 13% ต่อปีในช่วง 1981–1998 จะไม่สามารถทำซ้ำได้แม้แต่ใกล้เคียง” ซึ่งกลายเป็นเรื่องจริงในช่วง Lost Decade ของหุ้นสหรัฐปี 2000–2010 ที่ผลตอบแทนแทบจะเท่าศูนย์

    ก่อนวิกฤตซับไพรม์ปี 2007–2008 อัตราส่วนก็แตะ 109% และตามมาด้วยวิกฤตการเงินโลก

    ในเชิง mean reversion งานวิจัยจำนวนมากแสดงว่าเมื่ออัตราส่วนนี้สูงผิดปกติ ผลตอบแทนตลาดในอีก 7–10 ปีข้างหน้าจะต่ำหรือติดลบ

    ปัจจุบัน GuruFocus ประเมินว่าตลาดมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนประมาณ -0.7% ต่อปีในอีก 8 ปีข้างหน้าจากระดับ Buffett Indicator ปัจจุบัน และในขาตรงกันข้าม จุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์อยู่ที่ประมาณ 32.7% ในเดือนกรกฎาคมปี 1982 ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของตลาดกระทิงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยจริงๆ

    ดังนั้นในเชิงประวัติศาสตร์ Buffett Indicator ทำงานเหมือน “ปรอทวัดไข้” ของตลาด มันบอกได้ว่าตลาด “ร้อน” หรือ “เย็น” เกินไปไหม ในจังหวะที่ราคาห่างไกลจากปัจจัยพื้นฐานมากๆ มันส่งสัญญาณเตือนได้ดีพอสมควร

    ❌ ฝั่งใช้ไม่ได้สวนกลับ: เดี๋ยวก่อน! การยกตัวอย่าง 1929, 2000, 2007 มันคือ cherry-picking ที่อันตรายมาก

    ในประวัติศาสตร์ 100 ปี เรามีฟองสบู่จริงๆ ที่ Buffett Indicator แตะระดับสูงสุดแค่ 4 ครั้งเท่านั้น คือ 1929, 2000, 2007, และช่วง 2020 ถึงปัจจุบัน

    การพยากรณ์จาก 4 data points คือสิ่งที่ Nassim Taleb เรียกว่า small sample inference ในหนังสือ The Black Swan และเป็นจุดอ่อนใหญ่ที่สุดของการใช้ historical data ในตลาดการเงิน เพราะเหตุการณ์สำคัญเกิดน้อยเกินไปจนสถิติแบบ frequentist ใช้ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ คุณจะเอาตัวอย่าง 4 ครั้งมาสรุปว่าตัวชี้วัดทำงานได้ตลอดได้อย่างไร?

    แล้วถ้าเรามาดูช่วงปี 2020 ถึงปัจจุบัน Buffett Indicator เกิน 200% มาตั้งแต่ปลายปี 2020 ใครที่ยึดตัวชี้วัดและขายหมดในปี 2020 พลาดผลตอบแทน 100%+ ของ S&P 500 ไปแล้ว

    5 ปีติดต่อกันที่ตัวชี้วัด “บอกผิด” หรือถ้าจะแก้ตัวว่า “เดี๋ยวจะถูกในที่สุด” ก็ต้องตอบให้ได้ก่อนว่ารอไปกี่ปี? และในระหว่างที่รอ ใครจะรับผิดชอบกับ opportunity cost ที่หายไป?

    ในเชิง track record ที่อ้าง 3 ครั้งถูก 1 ครั้งกำลังผิดต่อเนื่องมาแล้ว 5 ปี นี่ไม่ใช่ track record ของ “ตัวชี้วัดในตำนาน” แต่เป็น track record ของตัวชี้วัดที่กำลังหมดอายุขัยมากกว่า

    ยกที่ 2 ฝั่งใช้ไม่ได้โต้กลับ “โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปจนเปรียบเทียบไม่ได้”

    ❌ ฝั่งใช้ไม่ได้: ปัญหาใหญ่ที่สุดของ Buffett Indicator คือกำลังเปรียบเทียบ “แอปเปิลกับส้ม” ในยุคปัจจุบัน

    เหตุผลแรกที่สำคัญที่สุดคือ Globalization ของรายได้บริษัท บริษัทใน S&P 500 ปัจจุบันมีรายได้จากนอกสหรัฐฯ เฉลี่ยประมาณ 40% โดยบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Apple, Microsoft, Google มีสัดส่วนรายได้ต่างประเทศมากกว่า 50% ด้วยซ้ำ แต่ตัวหารคือ US GDP นับเฉพาะกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกิดในประเทศสหรัฐเท่านั้น

    Market Cap ที่สะท้อนกำไรจากทั่วโลก กำลังถูกหารด้วย GDP ที่นับเฉพาะกิจกรรมในประเทศ ในยุค 1980s–1990s ที่ globalization ยังไม่เข้มข้น สัดส่วนรายได้ต่างประเทศต่ำกว่านี้มาก ตัวชี้วัดยังเปรียบเทียบในกรอบเดียวกันได้ แต่ปัจจุบันมันบิดเบือนชัดเจน
    ยิ่งกว่านั้น เศรษฐกิจสหรัฐในปี 1980 ถูกขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรม รถยนต์ เหล็กกล้า น้ำมัน ที่ใช้ทุนหนัก margin บาง การเติบโตจำกัด

    แต่ปัจจุบันถูกครอบงำด้วยเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ บริการทางการเงิน healthcare ที่ใช้ทุนน้อยและ margin สูงกว่ามาก บริษัทอย่าง Microsoft กำไรสุทธิระดับ 35–40% ในขณะที่บริษัทผลิตเหล็กกำไรสุทธิแค่ 5–10% แม้สร้าง GDP เท่ากัน Market Cap ที่ตลาดให้ก็ต่างกันมหาศาล เพราะตลาดให้ valuation บนกำไรไม่ใช่บนรายได้รวม

    การเปลี่ยน sector mix นี้ทำให้ Fair value ของ Buffett Indicator สูงขึ้นโดยปริยายในระยะยาว

    ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนกำไรของบริษัทต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากประมาณ 6% เป็นกว่า 11–12% ในปัจจุบัน ปัจจัยเบื้องหลังคือ globalization ทำให้บริษัทย้ายฐานผลิตไปประเทศต้นทุนต่ำ การลดอำนาจต่อรองของแรงงาน automation ที่ลดต้นทุน และอัตราภาษีนิติบุคคลที่ลดลงจาก 35% เหลือ 21% ในปี 2017 “เงินที่เหลือถึงผู้ถือหุ้น” ต่อ GDP มีมากขึ้น

    ดังนั้น Market Cap to GDP ที่สูงขึ้นไม่ใช่เรื่องบ้าเสมอไป มันสะท้อนความจริงทางโครงสร้างที่ทุนได้ส่วนแบ่งจาก GDP มากขึ้น ไม่ใช่ฟองสบู่

    นอกจากนั้นยังมีเรื่อง Discount Rate และอัตราดอกเบี้ย หลังวิกฤตซับไพรม์ Fed ใช้นโยบาย ZIRP (Zero Interest Rate Policy) และ QE ต่อเนื่องเกือบ 15 ปี

    อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากทำให้มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตสูงขึ้นโดยกลไก Discounted Cash Flow ถ้าอัตราคิดลดจาก 6% เหลือ 3% มูลค่าหุ้นจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ Buffett Indicator ไม่ได้ปรับตามอัตราดอกเบี้ยเลย แม้ปัจจุบันดอกเบี้ยขยับสูงขึ้นแล้ว แต่ตลาดยัง carry valuation จากยุคดอกเบี้ยศูนย์อยู่

    อีกประเด็นที่หลายคนมองข้ามคือ buyback บริษัทอเมริกันใช้เงินซื้อหุ้นคืนเป็นแสนล้านดอลลาร์ต่อปี ดันราคาหุ้นและ Market Cap ขึ้นโดยตรง โดยที่ GDP ไม่ขยับเลย ก่อนปี 1982 buyback แทบจะผิดกฎหมาย (SEC Rule 10b-18 ออกในปีนั้น) แต่ปัจจุบันเป็นเครื่องมือคืนเงินผู้ถือหุ้นมาตรฐาน

    Apple ตัวเดียวซื้อหุ้นคืนเกินแสนล้านดอลลาร์ต่อปีติดต่อกันหลายปี การเปรียบเทียบ Buffett Indicator ปัจจุบันกับยุค 1970s โดยไม่ปรับเรื่อง buyback จึงไม่ยุติธรรมในเชิงวิธีคิด

    ยังมีเรื่อง Foreign Listings และ ADRs ในตลาดหุ้นสหรัฐมีบริษัทจากประเทศอื่นจดทะเบียนผ่าน ADR เป็นจำนวนมาก เช่น TSMC, ASML, Toyota, Alibaba, Shell, Novo Nordisk บริษัทเหล่านี้ Market Cap ถูกนับเข้าในดัชนีตลาดสหรัฐ มีอิทธิพลต่อราคาตลาดและ flow แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐ จึงไม่นับใน US GDP สร้างความบิดเบือนเพิ่มเติม

    ปรากฏการณ์ Mega-cap Concentration ก็สำคัญ ปัจจุบัน Magnificent 7 มี Market Cap รวมเกิน 30% ของ S&P 500 ทั้งหมด บริษัทเหล่านี้เป็น platform ระดับโลก รายได้กระจายทั่วโลก มี network effect และ moat ที่แข็งแกร่งผิดปกติ การที่บริษัทไม่กี่ตัวลาก Market Cap ขึ้นไปสูงมาก แม้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้เติบโตในจังหวะเดียวกัน ทำให้ Buffett Indicator แสดงค่าสูงโดยที่อาจไม่ใช่ฟองสบู่กว้างแบบในอดีตที่หุ้นทั้งตลาดเฟ้อขึ้นพร้อมกัน

    และที่ลึกซึ้งที่สุด GDP เป็นตัววัดที่มีข้อจำกัดในตัวเอง ในเศรษฐกิจดิจิทัลปัจจุบัน มูลค่าจำนวนมากถูกสร้างผ่าน intangible assets อย่างแบรนด์ ซอฟต์แวร์ network effect ข้อมูลผู้ใช้ ซึ่ง GDP จับตัวเลขเหล่านี้ได้ไม่หมด

    นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Diane Coyle และ Carol Corrado เคยเขียนถึงเรื่อง GDP measurement gap in digital economy ตัวเลข GDP ไม่ได้เพิ่มเร็วเท่าความสามารถสร้างมูลค่าของบริษัทเทค ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มเร็วกว่า GDP แบบเป็นโครงสร้าง ไม่ใช่ฟองสบู่ชั่วคราว

    ✅ ฝั่งใช้ได้สวนกลับ: เหตุผลเรื่อง profit margin ที่ขยายตัวเชิงโครงสร้างฟังดูเป็น argument ของฝั่งใช้ไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วมันใช้เป็นอาวุธของฝั่งใช้ได้ด้วยอย่างทรงพลัง!

    ในประวัติศาสตร์ทุกครั้งที่กำไรของบริษัทกินส่วนแบ่ง GDP สูงเกินไป จะมีแรงต้านกลับเสมอ ไม่ว่าจะผ่านการขึ้นภาษีนิติบุคคล (ซึ่งกำลังเป็นประเด็นการเมืองในสหรัฐและทั่วโลก ทั้งฝ่ายซ้ายและขวา) การควบคุมราคา การออกกฎระเบียบใหม่ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น หรือแรงงานที่เรียกค่าจ้างคืน

    นักเศรษฐศาสตร์ Jeremy Grantham ของ GMO เคยเขียนงานวิจัยชื่อ Profit Margins, the Most Mean-Reverting Series in Finance ที่แสดงให้เห็นว่า profit margin คือตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ mean-revert มากที่สุดในประวัติศาสตร์ มากกว่าตัวชี้วัดอื่นใด เพราะมันสะท้อนการต่อรองทางอำนาจระหว่าง capital กับ labor ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต ระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งวงจรการต่อรองนี้ไม่เคยหายไปในประวัติศาสตร์ของระบบทุนนิยม

    ดังนั้นเพดานของ profit margin จะกลายเป็นเพดานของ Buffett Indicator โดยปริยาย ถ้าตัวเลขปัจจุบัน 230% สูงเพราะ profit margin สูง เมื่อ margin หล่นกลับสู่ค่าเฉลี่ย ตัวเลขจะหล่นแรงกว่าที่หลายคนคาด เป็น double whammy ทั้ง earnings ลงและ multiple ลงพร้อมกัน

    นี่คือจุดที่ฝั่งใช้ไม่ได้กำลังตกหลุมตัวเอง! เพราะ argument ที่ว่า “โครงสร้างเปลี่ยน” สามารถกลับด้านได้ทันทีเมื่อ regulatory pendulum สวิงกลับ และในประวัติศาสตร์ มันสวิงกลับเสมอ ไม่เคยมีประเทศใดในโลกที่ปล่อยให้ capital share สูงตลอดไปโดยไม่มีการแก้ไข

    อีกประเด็นที่ฝั่งใช้ไม่ได้ลืมคือ globalization กำลังถอยหลังในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา trade war ระหว่างจีน-สหรัฐ การ reshoring การควบคุมการส่งออกชิป ภาษีนำเข้าที่กลับมา และความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ในยูเครนและตะวันออกกลาง สัญญาณเหล่านี้ชี้ว่า peak globalization อาจจะผ่านไปแล้ว ถ้า globalization ถอยหลัง รายได้จากต่างประเทศของบริษัทอเมริกันจะลดลง และ Market Cap ก็จะลดลงตาม ในขณะที่ US GDP อาจจะได้รับอานิสงส์จากการ reshoring บ้าง ดังนั้น Buffett Indicator อาจจะ self-correct ผ่านกลไกนี้ในที่สุด

    ❌ ฝั่งใช้ไม่ได้สวนกลับอีก: แต่คำว่า “ในที่สุด” ของคุณกินเวลานานแค่ไหน?

    Keynes เคยพูดประโยคคลาสสิกว่า In the long run, we are all dead ถ้า mean reversion ใช้เวลา 20–30 ปี มันก็ไร้ความหมายเชิงปฏิบัติสำหรับ retail investor ที่มี horizon ยาวที่สุดประมาณ 30 ปี และนักลงทุนคนหนึ่งมีโอกาสเจอ valuation cycle ใหญ่ๆ แค่ 1–2 รอบในชีวิต

    ที่สำคัญกว่านั้น profit margin อาจไม่กลับไปที่ 6% ของยุค 1980 อีกเลย เพราะปัจจัยโครงสร้าง (globalization, automation, AI, network effects) ไม่ใช่ภาวะชั่วคราว มันคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ irreversible

    AI และ automation จะลดต้นทุนแรงงานต่อไปเรื่อยๆ บริษัท platform จะมี winner-takes-all dynamics มากขึ้น ไม่น้อยลง การคาดหวังว่า profit margin จะ mean-revert เหมือนยุค 1980s คือการสมมติว่าโลกจะกลับไปก่อน internet, ก่อน globalization, ก่อน AI ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้

    ยกที่ 3 ศึก “ปู่ Buffett ถือเงินสด” บอกอะไรจริงๆ

    ✅ ฝั่งใช้ได้: ดูพฤติกรรมของปู่ Buffett เองสิ Berkshire Hathaway ถือเงินสดและ T-bills รวมกันสูงเป็นประวัติการณ์เกิน 300 พันล้านดอลลาร์ Don’t watch his mouth, watch his hands คือคำพูดที่นักลงทุน value ใช้กันบ่อย และมือของปู่กำลังบอกว่ารอจังหวะที่ดีกว่า

    นี่คือคนที่ผ่านวิกฤตมาเกินครึ่งศตวรรษ ผ่านปี 1973–74 ที่ตลาดร่วง 50% ผ่าน Black Monday ปี 1987 ที่ Dow ร่วง 22% ในวันเดียว ผ่าน Asian Crisis ปี 1997 ผ่านดอทคอมปี 2000 ผ่านซับไพรม์ปี 2008 ผ่าน COVID Crash ปี 2020

    ถ้าคนที่รอดทุกวิกฤตมาแล้วถือเงินสดสูงสุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทตัวเอง มันบอกอะไรกับเรา? นี่ไม่ใช่ทฤษฎี แต่คือ revealed preference ของนักลงทุนที่ถูกยกย่องว่าเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์การลงทุนสมัยใหม่

    ที่สำคัญ ปู่ไม่ได้แค่ถือเงินสด ปู่ยังขาย Apple ออกไปเกือบครึ่งในปี 2024 ขาย Bank of America ออกบางส่วน ลด exposure ต่อหุ้นญี่ปุ่นบางตัว พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่าปู่กำลังลด equity exposure อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่รอเงินสดเพื่อซื้อบริษัทใหญ่ๆ

    ❌ ฝั่งใช้ไม่ได้สวนกลับแบบเด็ด: Argument นี้ฟังดูดี แต่พังทันทีเมื่อดูตัวเลขจริง!

    Berkshire ถือเงินสด 300 พันล้าน จากสินทรัพย์รวม 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นแค่ 27–30% เท่านั้น “สูงสุดในประวัติศาสตร์” จริงในเชิง dollar amount แต่ในเชิง percentage ปู่เคยถือสูงกว่านี้หลายครั้งในประวัติศาสตร์ของ Berkshire เอง

    ก่อนวิกฤตซับไพรม์ปี 2007 ปู่ถือเงินสดประมาณ 25% ในปี 1998–1999 ก่อนฟองสบู่ดอทคอมแตก สัดส่วนเงินสดของ Berkshire แตะระดับ 30%+ และในยุคต้น 2000s เคยขึ้นไปถึง 35–40% ด้วยซ้ำ

    ในตำราการจัดพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน 30% cash ถือเป็น neutral to slightly defensive ไม่ใช่ panic mode!

    ถ้าปู่ Buffett bearish จริงจัง ปู่จะถือเงินสด 50%+ หรือเข้า short position ผ่าน index futures หรือซื้อ put options เพื่อ hedge แต่ปู่ไม่ทำเลย ปู่ยังถือ Apple มูลค่าหลายแสนล้าน (แม้ลดบ้าง) ยังถือ Coca-Cola, American Express, Bank of America, Occidental Petroleum, Chevron เต็มที่ portfolio equity ของ Berkshire ยังอยู่ที่ 70% ซึ่งเป็น exposure ต่อตลาดหุ้นในระดับสูงมาก

    ที่สำคัญกว่านั้น เหตุผลที่ปู่ถือเงินสด 30% อาจไม่ได้มาจากมุมมอง bearish ต่อตลาดเลยด้วยซ้ำ แต่มาจากปัญหาเชิงปฏิบัติของบริษัทใหญ่ขนาดนี้ Berkshire ใหญ่จนการลงทุนใหม่ใดก็ตามต้องเป็นดีลขนาดอย่างน้อยหลายหมื่นล้านดอลลาร์ถึงจะมีผลต่อ portfolio และดีลแบบนี้หาได้ยากมากในช่วงไหนๆ ก็ตาม ไม่ใช่แค่ตอนนี้

    ปู่เคยพูดเองในจดหมาย shareholder ปี 2023 ว่า “There are only a handful of companies in this country capable of truly moving the needle at Berkshire” และเคยเขียนว่าขนาดของ Berkshire คือ anchor on returns

    อีกประเด็นที่สำคัญมากคือ T-bills ปัจจุบันให้ yield 4–5% ซึ่งสูงกว่ายุค ZIRP ที่ให้ใกล้ศูนย์ การถือเงินสดในยุคนี้เสียโอกาสน้อยกว่าเดิมมาก ปู่ทำเงินจาก T-bills ปีละ 12–15 พันล้านดอลลาร์ทุกปีโดยไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย เทียบกับยุคที่ดอกเบี้ยศูนย์ที่ถือเงินสดมีแต่เสีย opportunity cost ดังนั้นการเปรียบเทียบ cash position ของปู่ในยุคนี้กับยุค 2010s โดยตรงก็ไม่ยุติธรรม

    แล้วทำไมไม่ดูนักลงทุนระดับตำนานคนอื่นบ้าง?

    Bridgewater ของ Ray Dalio ยัง overweight equities ในระดับ All Weather Portfolio

    Stan Druckenmiller (ที่ Soros เคยยกย่องว่าเป็น macro trader ที่เก่งที่สุด) long ตลาดหนักในปี 2024–2025 จนทำกำไรมหาศาล

    Howard Marks ของ Oaktree ที่เคยเตือนเรื่อง bubble หลายครั้งในอดีต ในล่าสุดบอกในบันทึกว่ามองตลาดเป็น fair to slightly overvalued ไม่ใช่ extremely overvalued ตามที่ Buffett Indicator บอก

    Bill Ackman, David Tepper, Paul Tudor Jones ก็ยังมี exposure ต่อ equity ในระดับสูง การชี้ปู่ Buffett คนเดียวว่าเป็นสัญญาณ bearish คือ cherry-picking ที่ไม่ยุติธรรมในเชิงวิเคราะห์

    ✅ ฝั่งใช้ได้พยายามสู้กลับ: แม้ percentage จะไม่สูงสุด แต่การเลือกถือ T-bills แทนที่จะ deploy ในตลาดหุ้นมากกว่านี้ ก็ยังเป็นสัญญาณว่าปู่ไม่เห็นโอกาสที่ดีในระดับ valuation ปัจจุบัน และเหตุผลเรื่องขนาดบริษัทก็ไม่ใช่คำตอบครบถ้วน เพราะปู่สามารถซื้อ S&P 500 ETF หรือซื้อหุ้น mega-cap เพิ่มได้เสมอ ถ้าเชื่อว่าตลาดถูก แต่ปู่เลือกไม่ทำ

    ❌ ฝั่งใช้ไม่ได้ปิดเกม: แต่ปู่บอกเองในจดหมาย shareholder ล่าสุดว่าเป็นเรื่องของขนาดบริษัทและวินัยการรอ “fat pitch” ไม่ใช่มุมมองเชิงลบต่อตลาดโดยรวม

    คุณกำลังตีความพฤติกรรมตามที่อยากให้เป็น ไม่ใช่ตามที่ปู่บอก! และที่สำคัญ Charlie Munger ก่อนเสียชีวิตในปี 2023 ก็เคยพูดในที่ประชุม Daily Journal ว่าตลาดอเมริกันแพง แต่ก็ยังถือ Costco และ Bank of America จนวันสุดท้าย พฤติกรรมที่แท้จริงของนักลงทุน value ระดับตำนานคือ “ระวังแต่ยังลงทุน” ไม่ใช่ “ขายหนี”

    ยกที่ 4 ศึกใหญ่ที่สุด “Predictive Power จริงหรือภาพลวงตาทางสถิติ?”

    ✅ ฝั่งใช้ได้: งานวิจัยจำนวนมากของ John Hussman, AQR Capital Management, GMO และนักวิชาการระดับโลกแสดงให้เห็นว่า starting level ของ Buffett Indicator มีความสัมพันธ์เชิงลบกับผลตอบแทนตลาดในอีก 7–10 ปีข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

    ค่า R-squared ในงานวิจัยเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 0.5–0.7 ซึ่งในโลกการเงินถือว่าสูงมาก เพราะตัวชี้วัดที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ใช้กันมี R-squared แค่ 0.1–0.3 หมายความว่าระดับเริ่มต้นของ Buffett Indicator สามารถอธิบายความผันผวนของผลตอบแทนระยะยาวได้ 50–70% ในแง่ของพลังพยากรณ์ระยะยาว นี่ยังเป็นแชมป์อยู่จริงๆ ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ “ตาย” อย่างที่หลายคนพูด

    ❌ ฝั่งใช้ไม่ได้น็อคเอาท์: นี่คือจุดที่ฝั่งใช้ได้พังที่สุด! R-squared 0.5–0.7 ที่ฟังดูสูงคือ “ภาพลวงตาทางสถิติ” ของแท้ และเป็นเหตุผลหลักที่นักเศรษฐมิติยุคใหม่ skeptical ต่อตัวชี้วัดประเภทนี้

    มาดูคณิตศาสตร์กันแบบละเอียดเลย ข้อมูล Buffett Indicator ที่เชื่อถือได้เริ่มประมาณปี 1950 (Federal Reserve Z.1 data) บางแหล่งใช้ Wilshire 5000 ที่เริ่มปี 1971 ดังนั้นเรามี data series ยาวประมาณ 55–75 ปี

    แต่ปัญหาคือ ในการพยากรณ์ผลตอบแทน 10 ปีข้างหน้า เราต้องใช้ rolling 10-year windows ซึ่งหมายความว่าจริงๆ แล้วเรามี independent observations แค่ประมาณ 5–7 ครั้งเท่านั้น ไม่ใช่ 75 ครั้งอย่างที่ตัวเลขทำให้เข้าใจผิด!

    นี่คือจุดที่นักวิจัยที่ไม่ระวังตกหลุมประจำ เมื่อเราใช้ rolling windows ข้อมูลที่ overlap กันสูงมาก ปี 2000–2010 และปี 2001–2011 มี data point ร่วมกันถึง 9 จาก 10 ปี ดังนั้น observations เหล่านี้ “ไม่อิสระต่อกัน” ในเชิงสถิติ

    การคำนวณ R-squared จาก overlapping data จะให้ค่าที่ “พองเกินจริง” อย่างมาก ปัญหานี้เรียกว่า Hodrick-Hansen overlapping observations problem ซึ่ง Robert Hodrick ของ Columbia Business School เป็นคนชี้ให้เห็นในงานวิจัยปี 1992 และนักเศรษฐมิติยอมรับมานานแล้วว่าทำให้ค่า t-statistic และ R-squared ในงานวิจัย valuation เก่าๆ “ไม่น่าเชื่อถือ” เท่าที่ดู

    ถ้าใช้ standard error ที่ปรับด้วย Newey-West correction (วิธีมาตรฐานในการแก้ปัญหา autocorrelation จาก overlapping data)

    ค่า t-statistic ของ Buffett Indicator ในการพยากรณ์ผลตอบแทน 10 ปี ลดลงจากที่ดูเหมือน highly significant เหลือแค่ borderline significant หรือ insignificant ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เลยด้วยซ้ำ

    มีงานวิจัย landmark ของ Amit Goyal และ Ivo Welch ที่ตีพิมพ์ใน Review of Financial Studies ปี 2008 ชื่อ A Comprehensive Look at the Empirical Performance of Equity Premium Prediction ที่ทดสอบตัวชี้วัด valuation ทั้งหมด รวมถึง market-cap-to-GDP, dividend yield, P/E ratio, book-to-market, term spread เมื่อปรับ statistical bias อย่างเข้มงวดและทดสอบ out-of-sample performance

    ผลคือ predictive power ของตัวชี้วัดเกือบทั้งหมด “ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือหายไปเลย” จน Goyal-Welch สรุปในเปเปอร์ว่า in-sample evidence ที่ดูดีมักไม่ผ่านการทดสอบ out-of-sample ซึ่งเป็นมาตรฐานทองคำของการพิสูจน์ predictive power จริง

    ที่หนักไม่แพ้กันคือปัญหา regime changes ในข้อมูล 75 ปีที่เรามี

    มี structural breaks หลายครั้ง คือ Bretton Woods สิ้นสุดปี 1971, ดอกเบี้ยพุ่ง 20%+ ในยุค Volcker ต้น 1980s, Internet revolution กลางทศวรรษ 1990s, Great Financial Crisis 2008, ZIRP ตั้งแต่ 2009, Pandemic ปี 2020, และ AI boom ตั้งแต่ 2023

    ในเชิงสถิติเราไม่สามารถถือว่าเป็น single regime เพื่อ pool data ได้ทั้งหมด ถ้าเราต้องแบ่งเป็น sub-periods เพื่อให้ข้อมูลภายในแต่ละช่วง stationary, sample size แต่ละช่วงเหลือเล็กมากจนทำสถิติไม่ได้เลย นี่คือปัญหา non-stationarity ที่นักเศรษฐมิติเรียกว่า “the curse of macro forecasting”

    อีกประเด็นที่หนักไม่แพ้กัน เรามีฟองสบู่จริงๆ แค่ 4 ครั้งในประวัติศาสตร์ที่ Buffett Indicator แตะระดับสูงสุด คือ 1929, 2000, 2007, ช่วง 2020 ถึงปัจจุบัน การพยากรณ์ตลาดร่วงจาก 4 data points คือ small sample inference ที่ Nassim Taleb เคยเขียนใน The Black Swan ว่าเป็นจุดอ่อนใหญ่ที่สุดของการใช้ historical data ในตลาดการเงิน และเป็นเหตุผลที่ Taleb เถียงว่าโมเดลสถิติ frequentist ใช้ในตลาดการเงินไม่ได้ผลในระยะยาว

    ที่ยอมรับยากกว่านั้นคือ งานวิจัยที่ฝั่งคุณอ้างอิงบ่อยๆ มักมาจาก Hussman Strategic Advisors, GMO และ AQR ซึ่งเป็นบริษัทที่มี structural bearish bias ในการวิจัย เพราะโมเดลธุรกิจของพวกเขาคือการขายผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงตลาด

    John Hussman ออกรายงานเตือนว่าตลาดจะร่วงตั้งแต่ปี 2010–2011 และพลาดมาตลอด 15 ปีติดต่อกัน ผลตอบแทนของ Hussman Strategic Growth Fund ในช่วง 15 ปีหลังตามหลัง S&P 500 หลายร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างมหาศาล ซึ่งสะท้อนว่าแม้ระดับ R-squared ในเชิงวิชาการจะดูดี แต่การแปลงเป็น investment outcome จริงๆ ล้มเหลวซ้ำๆ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า predictive power ที่อ้าง อาจเป็น statistical artifact มากกว่า real economic signal

    ในเชิงปรัชญาวิทยาศาสตร์ Karl Popper เคยพูดว่าทฤษฎีต้อง falsifiable คือต้องสามารถถูกหักล้างได้ด้วยหลักฐาน

    ปัญหาของ Buffett Indicator คือทุกครั้งที่มันให้สัญญาณผิด ผู้สนับสนุนจะบอกว่า “เดี๋ยวมันก็จะถูกในที่สุด แค่ใช้เวลานาน” ซึ่งนี่คือ unfalsifiable claim ในทางปฏิบัติ

    ถ้าตลาดร่วง = ตัวชี้วัดถูก ถ้าตลาดไม่ร่วง = แค่ยังไม่ถึงเวลา ข้ออ้างแบบนี้ในเชิงวิทยาศาสตร์เรียกว่า non-falsifiable prediction ซึ่งไม่ใช่การพยากรณ์ที่แท้จริง เป็นแค่ ex-post rationalization

    ยังมีปัญหา survivorship bias ของตลาดสหรัฐเอง เราใช้ข้อมูลตลาดสหรัฐเพราะมันมีข้อมูลครบและเป็นตลาดใหญ่ที่สุด แต่ตลาดสหรัฐในศตวรรษที่ 20 คือ winner ของตลาดทั่วโลก

    ตลาดญี่ปุ่นมี Buffett Indicator สูงในปี 1989 และไม่กลับสู่ค่าเดิมเลย 35 ปีต่อมา ถ้าเราใช้ข้อมูลจากญี่ปุ่นเท่านั้น เราจะได้ข้อสรุปคนละแบบเลย ตลาดเยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ ก็มีคนละ pattern กัน การพึ่งพาข้อมูลจากตลาดเดียวที่บังเอิญเป็น winner คือ Dimson-Marsh-Staunton bias ที่งานวิจัยของพวกเขาในหนังสือ Triumph of the Optimists ของ London Business School ชี้ให้เห็นชัดว่าตลาดสหรัฐเป็น outlier ในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ norm

    ✅ ฝั่งใช้ได้พยายามตอบ: แต่งานวิจัยของ Hussman ใช้ adjusted Buffett Indicator ที่ปรับ profit margin แล้ว และใช้วิธี out-of-sample testing ในบางส่วน ผลก็ยังออกมาสนับสนุน

    ❌ ฝั่งใช้ไม่ได้ปิด: นั่นยิ่งทำให้แย่! การปรับตัวชี้วัดด้วย parameter จำนวนมากเพื่อให้ fit ข้อมูลในอดีตคือ overfitting ขั้นสุด ใน machine learning เรียกว่า model selection bias ยิ่งเพิ่ม parameter ยิ่งฟิตข้อมูลในอดีตได้ดี แต่ predictive power ในอนาคตจะแย่ลง

    Hussman ปรับ Buffett Indicator ด้วย profit margin, interest rates, และอื่นๆ จนกลายเป็นโมเดลที่ซับซ้อน แต่เมื่อทดสอบในยุค 2010s–2020s กลับล้มเหลวซ้ำๆ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนของ overfitting

    และ argument ที่ว่า “ตลาดควร price-in ถ้าตัวชี้วัดมี predictive power จริง” ก็เป็น killer argument ในเชิง information theory

    ถ้า Buffett Indicator มี predictive power จริงตามที่อ้าง ตลาดควรจะ price-in ข้อมูลนี้ไปนานแล้ว เพราะทุกคนเห็นตัวเลขเดียวกัน ทุกคนรู้ว่า 230% สูงกว่า historical average

    การที่ตลาดยังไม่ปรับตัวลงทั้งที่ทุกคนเห็นสัญญาณเดียวกัน อาจหมายความว่าตลาดเชื่อโดยรวมแล้วว่าตัวชี้วัดนี้สะท้อน “ค่าปกติใหม่” ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่ฟองสบู่ ซึ่งถ้าเชื่อตาม Efficient Market Hypothesis ความสามารถในการพยากรณ์จาก public information ที่ทุกคนเห็นต้องเป็นศูนย์ในระยะยาว

    ยกที่ 5 ศึกสุดท้าย “Cross-Validation กับตัวชี้วัดอื่น”

    ✅ ฝั่งใช้ได้: Buffett Indicator ไม่ได้พูดอะไรที่เพี้ยนไปจากตัวชี้วัด valuation อื่นๆ ปัจจุบัน Shiller CAPE Ratio (P/E ที่ปรับด้วยกำไรเฉลี่ย 10 ปี) อยู่ที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน Tobin’s Q (มูลค่าตลาดเทียบกับต้นทุนทดแทนสินทรัพย์) ก็สูงเป็นพิเศษ Margin-adjusted CAPE ของ Hussman ก็แตะระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ Equity Risk Premium ก็ติดลบครั้งแรกในรอบ 20 ปีเมื่อเทียบกับ 10-year Treasury yield Price-to-Sales ratio ของ S&P 500 ก็สูงสุดในประวัติศาสตร์ Price-to-Book ก็ใกล้ peak ของยุคดอทคอม

    เมื่อตัวชี้วัด valuation ระยะยาวทุกตัวส่งสัญญาณ “แพง” พร้อมกัน ความเป็นไปได้ที่นี่คือ false signal เพราะ “ตัวชี้วัดล้าสมัย” ลดลงอย่างมาก เพราะตัวชี้วัดเหล่านี้คำนวณคนละวิธีและมีจุดอ่อนคนละแบบ

    Shiller CAPE ใช้ earnings ปรับ inflation ตามแบบ Robert Shiller ของ Yale ที่ได้โนเบล economics ปี 2013

    Tobin’s Q ใช้ replacement cost ของ assets แบบที่ James Tobin ผู้ได้โนเบลปี 1981 พัฒนา

    Equity Risk Premium ใช้ความสัมพันธ์ระหว่าง earnings yield กับ bond yield

    เมื่อตัวชี้วัดเหล่านี้บอกเหมือนกันหมด ความน่าเชื่อถือเพิ่มตามหลัก triangulation ในวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการบอกว่า Buffett Indicator ใช้ไม่ได้ ก็ต้องบอกว่าตัวชี้วัด valuation ระยะยาวทุกตัวใช้ไม่ได้พร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อกล่าวอ้างที่หนักหน่วงเกินไป

    ❌ ฝั่งใช้ไม่ได้สวน: ถ้าตัวชี้วัดทุกตัวบอกว่าแพง แต่ตลาดยังขึ้นต่อเนื่อง 5 ปี อาจไม่ใช่ตลาดผิด แต่ตัวชี้วัดทุกตัว “ผิดแบบเดียวกัน” เพราะใช้ข้อมูลและสมมติฐานเดียวกัน นี่คือ correlated errors ไม่ใช่ independent confirmation!

    ตัวชี้วัด valuation ส่วนใหญ่ใช้ Market Cap หรือ Price เป็น numerator และใช้ accounting numbers (earnings, book value, sales) หรือ macro numbers (GDP) เป็น denominator

    เมื่อ accounting framework และ macro framework มีข้อจำกัดเดียวกัน (เช่น ไม่จับ intangibles ดี ไม่ปรับ globalization) ตัวชี้วัดทุกตัวก็จะให้สัญญาณผิดพร้อมกัน

    นี่คือสิ่งที่นักสถิติเรียกว่า systematic bias ไม่ใช่ random error การเอาตัวชี้วัดที่มี systematic bias เดียวกันมาเฉลี่ยกัน หรือใช้ยืนยันกัน ไม่ทำให้ผลแม่นยำขึ้น มีแต่ทำให้ความผิดพลาดดูน่าเชื่อถือขึ้น (false confidence)

    แล้วถ้าใช้ตลาดญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง CAPE ของญี่ปุ่นในปี 1989 อยู่ที่ประมาณ 90 (สูงสุดในประวัติศาสตร์โลก) Buffett Indicator ของญี่ปุ่นก็สูงเช่นกัน Tobin’s Q ก็สูง ตัวชี้วัดทุกตัวบอกว่า “ฟองสบู่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” และก็ถูก ตลาดร่วง 80% ในรอบ 13 ปี

    แต่หลังจากนั้น 35 ปี ตลาดก็ไม่กลับสู่ค่าปกติ Nikkei เพิ่งกลับมาแตะระดับปี 1989 ในปี 2024 หรือ 35 ปีหลังจาก peak ใครที่ขายในปี 1990 เพราะตัวชี้วัดบอกแพง ก็ “ถูก” ในระยะสั้น แต่การไม่กลับเข้าตลาดเลย 35 ปี ก็พลาดโอกาสมหาศาล

    ในเชิง information theory ถ้า Buffett Indicator มี predictive power จริง ตลาดควร price-in ข้อมูลนี้ไปแล้ว เพราะทุกคนเห็นตัวเลขเดียวกัน การที่ตลาดยังไม่ปรับตัวลง 5 ปีติดต่อกันทั้งที่ทุกคนเห็นสัญญาณเดียวกัน อาจหมายความว่าตลาดเชื่อโดยรวมว่าตัวชี้วัดสะท้อนค่าปกติใหม่ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่ฟองสบู่

    ตามทฤษฎี Efficient Market Hypothesis ของ Eugene Fama (โนเบล 2013) ความสามารถในการพยากรณ์จาก public information ต้องเป็นศูนย์ในระยะยาว เพราะหากมี alpha จริง ตลาดจะ arbitrage ออกไปเร็วๆ

    อีกประเด็นที่คนมักลืม การที่ตัวชี้วัดทุกตัวบอกพร้อมกันไม่ใช่ “หลักฐานยืนยัน” แต่อาจเป็น groupthink ของวงการ value investing ที่นักวิเคราะห์ทุกคนเรียนจากตำราเดียวกัน ใช้กรอบคิดเดียวกัน อ่านงานวิจัยจากแหล่งเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาจะเห็นโลกในลักษณะเดียวกัน ซึ่งไม่ได้แปลว่าโลกเป็นแบบนั้นจริงๆ เป็นเพียงการสะท้อนความเชื่อร่วมของวงการเท่านั้น

    คะแนนสุดท้ายและบทสรุปจากนิคกี้

    หลังจากดูทั้ง 5 ยกอย่างละเอียดแล้ว นิคกี้ขอให้ความเห็นแบบนี้นะคะ

    ฝั่ง “ใช้ไม่ได้” มีหมัดที่หนักกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นสถิติที่ฝั่ง “ใช้ได้” ไม่สามารถตอบได้อย่างน่าเชื่อถือ เมื่อตัด predictive power argument (ที่พังเพราะ overlapping observations) และ Buffett behavior argument (ที่พังเพราะตัวเลข percentage จริงไม่สูงสุด) ออก ฝั่ง “ใช้ได้” เหลือเหตุผลที่ยืนได้แค่ความบริสุทธิ์ของข้อมูลและ cross-validation ซึ่งก็ถูกท้าทายเรื่อง correlated errors และ groupthink อย่างหนัก

    แต่ฝั่ง “ใช้ได้” ก็ยังมีจุดที่ฝังใจคือ ทุกครั้งที่ตัวชี้วัดสูงสุดในประวัติศาสตร์ ตลาดในที่สุดก็ปรับลง อาจใช้เวลานาน แต่ก็ไม่เคย “ไม่เกิด” และวลี “this time is different” คือสัญญาณอันตรายที่สุดในประวัติการลงทุน

    นักวิเคราะห์ในปี 1999 ก็พูดว่า “นี่คือ New Economy ตัวชี้วัด valuation เก่าใช้ไม่ได้แล้วในยุคอินเทอร์เน็ต” และ NASDAQ ร่วง 78% ใน 2 ปีหลังจากนั้น

    นักวิเคราะห์ในปี 2007 ก็พูดว่า “ความเสี่ยงถูกกระจายแล้วผ่าน securitization ระบบการเงินแข็งแรงเป็นประวัติการณ์” และเกิดวิกฤตซับไพรม์ในปีถัดมา

    การเชื่อว่าเหตุผลโครงสร้างทำให้ Buffett Indicator ใช้ไม่ได้ตลอดไป อาจเป็น “this time is different” ในเวอร์ชัน 2026 ก็ได้ ใครจะรู้?

    มุมมองสุดท้ายของนิคกี้คือ Buffett Indicator น่าจะใกล้เคียงกับ interesting historical curiosity มากกว่า reliable investment tool ในยุคนี้ค่ะ

    มันบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวได้ บอกระดับ valuation เปรียบเทียบกับอดีตได้ แต่ใช้เป็น actionable signal สำหรับการตัดสินใจลงทุนแทบไม่ได้เลย เพราะ statistical foundation ไม่แข็งพอ และ time horizon ไม่ตรงกับ investor reality ของคนทั่วไป

    ถ้าจะใช้ ให้ใช้แบบ “เข้าใจข้อจำกัด” ดู de-trended value ไม่ใช่ค่าตายตัว 100% หรือ 120% แบบในตำราเก่า ใช้คู่กับตัวชี้วัดอื่นๆ และที่สำคัญที่สุด ใช้เพื่อปรับ position size ไม่ใช่เพื่อ all-in หรือ all-out

    คนที่ใช้แบบเถรตรงเอาเลข 100% มาเป็น threshold เหมือนปี 2001 ใช้ไม่เป็น คนที่ทิ้งตัวชี้วัดเลยเพราะปี 2020 มันให้สัญญาณผิด ก็ใช้ไม่เป็นเหมือนกัน คนที่ใช้เป็นคืออ่าน deviation จาก trend ใช้คู่กับ CAPE และ Equity Risk Premium ใช้เป็น risk gauge ไม่ใช่ timing tool ค่ะ

    บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดจากศึกครั้งนี้คือ ในโลกการเงินมีตัวชี้วัดยอดนิยมจำนวนมากที่ “ฟังดูดี” แต่ไม่ผ่านการตรวจสอบสถิติอย่างเข้มงวด ซึ่ง Buffett Indicator คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุด

    ความน่าเชื่อถือของมันส่วนใหญ่มาจาก authority bias เพราะปู่ Buffett พูด ไม่ใช่จากหลักฐานทางสถิติที่หนักแน่น และนี่คือสิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องระวัง อย่าเชื่อใครที่อ้าง R-squared สูงๆ จาก macro indicator โดยไม่อธิบายวิธีคำนวณ standard error และอย่าเชื่อใครที่ใช้พฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นหลักฐานยืนยันโดยไม่ดูตัวเลขจริงค่ะ
    https://www.facebook.com/share/p/1cG1XLL4yg/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โลกตระหนก! เปียงยางประกาศจะยิง “นิวเคลียร์” ตอบโต้ทันทีถ้า “คิม จองอึน” โดนตะวันตกลอบสังหารดับ ไม่ยอมให้ซ้ำตามรอยอิหร่าน
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    เอเจนซีส์ – เกาหลีเหนือทำการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญล่าสุด กำหนดให้สามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์ตอบโต้ถ้า “ประธานาธิบดี คิม จองอึน” โดนลอบสังหารโดยตะวันตกเสียชีวิตตามหลังผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณอิหร่าน อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตในวันแรกของปฎิบัติการโจมตี Epic Fury ของสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีเตหะรานเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
    .
    เดลีเทเลกราฟของอังกฤษรายงานวันศุกร์(8 พ.ค)ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขถูกรับรองในการประชุมแรกของสภาประชาชนสูงสุดเกาหลีเหนือ (The Supreme People's Assembly หรือ SPA) ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 22 มี.คในกรุงเปียงยาง
    .
    และเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะในวันพฤหัสบดี(7)ในรายงานสรุปต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเกาหลีใต้โดยสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ NIS
    .
    อ้างอิงจากรายงานสรุปพบว่า ประธานาธิบดี คิม จองอึนซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ แต่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวรการข้อกำหนดในการตอบโต้หากเกิดในกรณีที่คิมได้รับบาดเจ็บขั้นสาหัสหรือโดนสังหาร
    .
    การแก้ไขมาตรา 3 ของกฎหมายนโยบายนิวเคลียร์มีใจความว่า “หากระบบบัญชาการและควบคุมต่อกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศตกอยู่ในอันตรายจากการโจมตีของกองกำลังที่เป็นปรปักษ์..การโจมตีทางนิวเคลียร์จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและทันที”
    .
    ศาสตราจารย์ชาวรัสเซียด้านประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันเดร ลานคอฟ (Andrei Lankov) ประจำมหาวิทยาลัยคุกมิน ( Kookmin ) ในกรุงโซลกล่าวว่า
    .
    “อาจมีนโยบายมาก่อนหน้าแต่อาจมีการเพิ่มเพื่อตอกย้ำที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ”
    และเสริมว่า “อิหร่านเป็นเสมือนนาฬิกาปลุก เกาหลีเหนือมองความมีประสิทธิภาพที่น่าทึ่งของการโจมตีสังหารจากสหรัฐฯ-อิสราเอลที่สามารถกำจัดส่วนใหญ่ของระดับผู้นำอิหร่านได้และในเวลานี้พวกเขาอาจกำลังหวาดหวั่น”
    .
    ศาสตราจารย์ลานคอฟกล่าวต่อว่า “ความกลัวสูงสุดของพวกเขาคือข้อมูลจากเทคโนโลยีดาวเทียม”
    .
    ทั้งนี้เกาหลีเหนือปิดพรมแดนอัตโนมัติและมีเพียงนักการทูตต่างชาติแค่จำนวนหยิบมือ เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์และนักธุรกิจจากประเทศที่เป็นมิตรนั้นจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ทำให้เป็นการยากที่จะใช้รูปแบบข่าวกรองมนุษย์เพื่อลอบสังหารแบบอิหร่านเป็นการยาก
    .
    และบวกกับเปียงยางจำกัดการใช้กล้องทีวีวงจรปิดและควบคุมการใช้อินทราเน็ต(Intranet)ที่อินเตอร์เน็ตเป็นแบบปิดอย่างเข้มงวด
    .
    การโจมตีที่มีเป้าหมายเพื่อสังหารผู้นำเกาหลีเหนือและคนวงในเขาจะยากเย็นกว่าที่เกิดขึ้นในอิหร่าน
    .
    ศาสตราจารย์รัสเซียแสดงการวิเคราะห์โดยสรุปว่า “ผมไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะมีการโจมตีจากเกาหลีใต้ดังนั้นการตอบโต้ใดๆน่าจะพุ่งเป้าไปที่สหรัฐฯ”
    .
    สำนักงานข่าวทางการเกาหลีเหนือ KCNA รายงานวันศุกร์(8)ว่า เปียงยางวางแผนที่จะส่งระบบปืนใหญ่แบบใหม่ไปประจำตลอดพรมแดนติดเกาหลีใต้ มีเป้าหมายให้กรุงโซลอยู่ในพิสัยรัศมีการทำลายหลังเปียงยางเพิ่มความเป็นอริต่อพี่น้องแดนโสมของตัวเอง
    .
    ล่าสุดเปียงยางได้ลบสิ่งที่อ้างถึงการรวมชาติ 2 เกาหลีออกไปจากกฎหมายรัฐธรรมนูญของตัวเอง
    .
    ประธานาธิบดีคิม จองอึนเดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิตกระสุนในสัปดาห์นี้เพื่อตรวจสอบกระสุนแบบใหม่ขนาด 155 มิลลิเมตรของปืนใหญ่อัตตาจร(self-propelled gun-howitzer) อ้างอิงจาก KCNA
    .
    สำนักงานข่าวทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า กระสุนแบบใหม่มีพิสัยทำการไกล 37 ไมล์และจะส่งเข้าประจำการปีนี้สำหรับหน่วยปืนใหญ่พิสัยไกลตั้งจ่อตลอดพรมแดนติดเกาหลีใต้
    .
    เทเลกราฟรายงานว่า ภาคกลางของเกาหลีใต้ห่างจากพรมแดนไปแค่ 35 ไมล์ และอีกทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดคย็องกี( Gyeonggi) ที่มีประชากรอาศัยหนาแน่นและเป็นฮับอุตสาหกรรมหลักของแดนโสมนั้นตกอยู่ในพิสัยทำการโจมตีอาวุธใหม่ประธานาธิบดีคิมเช่นกัน

    https://www.facebook.com/share/p/18ZT2EhxWB/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านตอบกลับข้อเสนอของสหรัฐฯแล้ว เผยข้อเสนอมีเป้าหมายเซ็นเอ็มโอยูชั่วคราว เพื่อระงับสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    https://www.facebook.com/share/p/1RuPoZNYY7/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    งานเข้า! สื่อผู้ดีจวก "สตาร์เมอร์" พยายามเกาะเก้าอี้ตั้งอดีตผู้นำ “กอร์ดอน บราวน์” เป็น "ทูตพิเศษการเงินโลก" หลังแพ้ยับเลือกตั้งท้องถิ่น ส่วน Reform UK ของเพื่อนทรัมป์ผงาด
    .
    .
    .
    .
    .
    เอเจนซีส์ – นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ล่าสุดพยายามกู้สถานการณ์แพ้เลือกตั้งทั่วไปอังกฤษวันพฤหัสบดี(7 พ.ค) ที่เห็นพรรคแรงงานอังกฤษแพ้การเลือกตั้งสภาท้องถิ่นที่มีตั้งแต่อังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ โดยที่อังกฤษแพ้ไปกว่า 1,400 เข็นอดีตผู้นำ กอร์ดอน บราวน์ ดำรงตำแหน่งผู้แทนการเงินโลกหวังสร้างกระแสแต่สื่อผู้ดีชี้เป็นสัญญาณความพยายามเกาะเก้าอึ้ไม่ปล่อย
    .
    เดลีเอ็กซเพรสของอังกฤษรายงานวันเสาร์(9 พ.ค)ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กอร์ดอน บราวน์ จะช่วยประสานงานระหว่างประเทศในประเด็นด้านเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ
    .
    นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ จะยังแต่งตั้งอดีตผู้ช่วยผู้นำพรรคแรงงาน บารอนเนส แฮร์เรียต ฮาร์แมน (Harriet Harman) ในฐานะที่ปรึกษาของสตาร์เมอร์ด้านผู้หญิงและเด็กหญิง
    .
    เป็นตำแหน่งนอกเวลาที่ไม่มีค่าตอบแทนสำหรับแม่เหล็กทางการเมืองแดนผู้ดีทั้งสองเกิดขึ้นหลังพรรคแรงงานล่าสุดแพ้กราวรูดในการเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศที่จัดในวันพฤหัสบดี(7) สำหรับอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ โดยที่อังกฤษแพ้ไปกว่า 1,400
    .
    อ้างอิง election.news.sky.com สภาท้องถิ่นในอังกฤษ พบว่าพรรค Reform UK ของไนเจล ฟาราจ (Nigel Farge)เพื่อนสนิทประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ได้ไป 1,454 เพิ่มจาก 1,452 พรรคแรงงงานอังกฤษ 1,063 เสียไป 1,483 พรรค Lib Dem 844 เพิ่ม 152 พรรคคอนเซอร์เวตีฟ 801 เสียไป 563 พรรคกรีน 573 เพิ่ม 430 อื่นๆ 286 เพิ่ม 23
    .
    ฟ็อกซ์นิวส์ของสหรัฐฯรายงานว่า การที่พรรคแรงงานอังกฤษของสตาร์เมอร์นั้นคาดการณ์ว่าจะแพ้การเลือกตั้งวันพฤหัสบดี(7)มหาศาลส่งผลทำให้มีเสียงเรียกร้องให้สตาร์เมอร์ลาออก
    .
    ฟาราจได้กล่าวต่อผู้สนับสนุนของพรรค Reform UK ของเขาว่า “เป็นการส่วนตัวผมคงจะรู้สึกเสียใจมากที่ต้องเห็นท่านนายกออกไป ผมคงจะรู้สึกเศร้ามากๆอย่างแน่นอน เขาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเรามี”
    .
    การเลือกตั้งท้องถิ่นอังกฤษนั้นมีกว่า 5,000 ที่นั่งทั่วสภาท้องถิ่น 163 แห่ง และนายกเทศมนตรี 6 เมือง รวมถึงการเลือกตั้งรัฐสภาในแคว้นที่กึ่งปกครองตัวเองในสกอตแลนด์และเวลส์
    .
    การแพ้ของพรรคแรงงานอักฤษนั้นมาจากการแปรพักตรออกไปทั้งฝั่งการเมืองปีกขวาและการเมืองปีกซ้าย
    .
    พรรค Reform UK ของฟาราจนั้นหาเสียงด้วยการเสนอนโยบายแข็งกร้าวจัดการผู้อพยพ ลดภาษี และยกเลิกนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทางพรรคมองว่าเป็นการขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจอังกฤษ
    .
    ฟ็อกซ์นิวส์รายงานว่า โพลสำรวจที่ทำก่อนหน้าการเลือกตั้งวันพฤหัสบดี(7) พบว่า 60% ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเป็นชาวมุสลิมนั้นพิจารณาสนับสนุนผู้สมัครอิสระที่สนับสนุนปาเลสไตน์เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคแรงงานชนะเลือกตั้งระดับท้องถิ่น
    .
    ทั้งนี้ราวครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า คนเหล่านั้นพิจารณาที่จะโหวตให้พรรคกรีน
    .
    โพลสำรวจเดียวกันนี้พบว่าบรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเป็นชาวมุสลิมมองว่าการสนับสนุนปาเลสไตน์นั้นมีความสำคัญมากกว่าเศรษฐกิจเมื่อพิจารณาว่าจะโหวตเลือกใคร
    .
    เดลีเอ็กซเพรสรายงานต่อว่า การที่สตาร์เมอร์เลือกอดีตผู้นำ กอร์ดอน บราวน์นั้นมันชัดเจนว่าอังกฤษกำลังเผชิญหน้ากับการเงินระหว่างประเทศ สงครามในอิหร่านเป็นสาเหตุการสร้างปัญหาอย่างแท้จริง ผลกระทบทางเศรษฐกิจ อ้างอิงจากนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
    .
    และเขาอ้างว่า อังกฤษจำเป็นต้องใช้จ่ายเพิ่มด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงที่จำเป็นต้องมาร่วมกันตามกลไลระหว่างประเทศ และบราวน์เป็นตัวเลือกที่ดีและดังนั้นเป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต
    .
    เขาย้ำว่าทั้งกอรดอน บราวน์และบารอนเนส แฮร์เรียต ฮาร์แมน มีความสำคัญที่จะทำให้อังกฤษแข็งแกร่งและไปข้างหน้าเพื่อมอบโอกาสให้ประชาชนอังกฤษที่ตั้งความหวังต่ออนาคตที่ดีกว่า
    .
    แต่ทว่าฟาราจได้กล่าวว่า พรรคแรงงานนั้นอยู่ในความโชคร้ายหลังสตาร์เมอร์ออกมาดันให้บราวน์กลับมาสู่สปอตไลท์ทางการเมืองอีกครั้ง
    .
    “(อดีต)นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้รับความนิยมและแพ้การเลือกตั้งทั่วไปในเวลานี้กลับถูกมองโดยสตาร์เมอร์ในฐานะอัศวินม้าขาวที่จะมากอบกู้ พรรคแรงงานกำลังโชคร้าย” รายงานจากแถลงการณ์ของไนเจล ฟาราจ
    .
    อย่างไรก็ตาม ฟาราจยังคงดูเหมือนมีปัญหาอื้อฉาวเพราะดิอินดีเพนเดนท์ของอังกฤษเคยรายงานเมื่อวันที่ 29 เม.ย ว่า ฟาราจยอมรับว่าได้เงินสนับสนุนจาก มหาเศรษฐีคริปโตสัญชาติไทย “ชาคริต สกุลกริช” ที่รู้จักในชื่อ คริสโตเฟอร์ ฮาร์บอร์น อาศัยที่.จ. ภูเก็ต ในไทยเป็นจำนวน 5 ล้านปอนด์ ก่อนการยูเทิร์นประกาศลงชิงในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2024 ที่สตาร์เมอร์และพรรคแรงงานชนะการเลือกตั้ง
    .
    ฟาราจที่เป็นเพื่อนสนิททรัมป์ ปัจจุบันตั้งเป้าเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนต่อไป
    .
    ดิอินดีเพนเดนท์รายงานว่า ไนเจล ฟาราจเคยออกมาสนับสนุนการยกเลิกการควบคุมเงินดิจิทัลคริปโต ไม่นานหลังได้รับการบริจาค และต่อสาธารณะได้โปรโมทบริษัทคริปโต Tether ที่ฮาร์บอร์นถือหุ้น
    .
    ซึ่งในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์อังกฤษชื่อดังเดลีเทเลกราฟในเรื่องเงินบริจาคนี้ ฟาราจเพื่อนทรัมป์อ้างว่า “เงินถูกมอบให้แก่ผมเพื่อที่ผมจะได้มีความปลอดภัยและความมั่นคงสำหรับทั้งชีวิต”
    .
    เขากล่าวต่อว่า “ผมไม่ขอกล่าวอะไรมากไปกว่านี้แต่ผมจำเป็นต้องทำเป็นเพราะมีบางคนกำข้อมูลเกี่ยวข้องกับการเงินส่วนบุคคลของผมที่เป็นสิ่งที่น่าขัดเคืองและที่ผมเชื่อว่ามันได้มาอย่างผิดกฎหมาย”
    .
    .
    ผู้สนใจสามารถชมคลิปเพิ่มได้ที่...https://mgronline.com/around/detail/9690000043903

    https://www.facebook.com/share/p/1CoACdQNJu/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พายุสมบูรณ์แบบสะเทือนวงการพนักงานประจำ ฟรีแลนส์ ช่างฟิต จับตาลดมนุษย์เงินเดือนสถาบันการเงินครั้งใหญ่รับวงการธนาคารเข้าสู่ธนาคารเวอร์ชวล แบงก์ ปลายปีนี้ BTimes


    May 10, 2026 เสี่ยงตกงาน! พายุสมบูรณ์แบบสะเทือนวงการพนักงานประจำ ฟรีแลนส์ สายช่าง ในแต่ละอุตสาหกรรม จับตามนุษย์เงินเดือนสถาบันการเงินลดพนักงานครั้งใหญ่รับธุรกิจการเงินเปลี่ยนใช้เอไอ

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า ภาวะพายุสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นกับพนักงานใน 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ พนักงานประจำ และอาชีพอิสระหรือฟรีแลนส์ โดยเฉพาะพนักงานประจำที่ทำงานในสถาบันการเงิน เช่น พนักงานธนาคารจะเผชิญกับความเสี่ยงสูง เนื่องจากนโยบาย และรูปแบบธุรกิจธนาคารในยุคสมัยเทคโนโลยีที่เรียกว่าเวอร์ชวล แบงก์ ที่จะเปิดดำเนินการเร็วๆนี้ จะส่งผลให้มีการนำเอาเทคโนโลยีเอไอเข้ามาทำงานแทนพนักงานเป็นจำนวนมากอย่างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวจะกระทบน้อยกว่าในมนุษย์แรงงานที่ทำงานในภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น เนื่องจากภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการของประเทศไทยเป็นการใช้แรงงานกึ่งเข้มข้นถึงระดับเข้มข้น นั่นหมายถึงยังคงต้องพึ่งพามนุษย์แรงงานในการให้บริการ เช่น การขนส่ง การค้าปลีก การเกษตรและสวนไร่นา

    ขณะที่ พนักงานสายอาชีพ เช่น งานช่าง งานเทคนิคเชียน จะได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่น่าเป็นกังวลในขณะนี้ คือพนักงานช่างในอุตสาหกรรมประกอบยานยนต์ ซึ่งได้มีการนำระบบแขนกล ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสายพานการผลิต ในขณะที่พนักงานช่างในธุรกิจให้บริการซ่อมแซม จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
    #ตกงาน #พนักงาน #ปลดพนักงาน #ธนาคาร #เอไอ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1CQ6GL4fq5/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โฆษกกองทัพอิหร่าน โมฮัมหมัด อัครามิเนีย เปิดเผยว่า หาก “ฝ่ายศัตรู” เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง จะต้องเผชิญกับรูปแบบการทำสงครามที่คาดไม่ถึง รวมถึงพื้นที่การตอบโต้รูปแบบใหม่ที่อิหร่านเตรียมไว้ พร้อมเตือนว่าประเทศที่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอาจประสบปัญหาในการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

    คำกล่าวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยอิหร่านพยายามแสดงศักยภาพในการตอบโต้ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจต่อประเทศที่กดดันผ่านมาตรการคว่ำบาตร โดยเฉพาะในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และบทบาททางทหารในภูมิภาค

    ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นทางผ่านของการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจำนวนมากจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดโลก การข่มขู่เกี่ยวกับความปลอดภัยของการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าวจึงสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ เพราะหากเกิดความตึงเครียดหรือการปิดกั้นเส้นทาง แม้เพียงชั่วคราว อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที

    นักวิเคราะห์มองว่าถ้อยแถลงของกองทัพอิหร่านมีเป้าหมายเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการโจมตีทางทหารเพิ่มเติม และเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของอิหร่านในเวทีระหว่างประเทศ มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการเปิดฉากสงครามโดยตรง อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง.

    https://www.facebook.com/share/p/17b56Kpa5f/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์แล้ว จะไม่มีผู้นำสหรัฐคนใดจะให้การสนับสนุนอิสราเอลเหมือนเดิมอีกต่อไป

    ถอดความคำพูดของกิเดียน เลวี นักข่าวอิสราเอล (จากคลิปสั้น YouTube ของ Middle East Eye)

    “ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เรากำลังจะได้เห็นในเร็ว ๆ นี้ และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมาก ก็คือการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอล”

    “ผมคิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และจะเกิดขึ้นเร็วมาก ผมคิดว่าโดนัลด์ ทรัมป์…”

    [ผู้สัมภาษณ์: “คุณอ้างอิงจากอะไร?”]

    “ผมอ้างอิงจากสมมติฐานที่ว่า ตอนนี้โดนัลด์ ทรัมป์เริ่มเข้าใจแล้วว่า เบนจามิน เนทันยาฮูผลักดันเขาเข้าสู่สงคราม ซึ่งสงครามนั้นนำมาซึ่งแต่ความเสียหาย”

    “เนทันยาฮูขายแนวคิดให้เขาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจะเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่วัน แต่มันไม่เกิดขึ้น และมันก็จะไม่เกิดขึ้นจากการทิ้งระเบิด”

    “และทันใดนั้น ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสหรัฐฯ ในอิสราเอล และที่อื่น ๆ ก็เริ่มตั้งคำถามว่า สงครามกับอิหร่านครั้งนี้มันมีไว้เพื่ออะไรกันแน่?”

    “ศักยภาพด้านนิวเคลียร์ไม่ได้ถูกแตะต้อง ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเปิดอยู่ก่อนสงคราม ตอนนี้กลับถูกปิด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และแน่นอนว่าไม่มีใครพูดถึงขีปนาวุธพิสัยไกล หรือแม้แต่คิดจะเจรจาเรื่องนี้”

    “แล้วสงครามครั้งนี้บรรลุอะไรได้กันแน่? และมันเกิดขึ้นไปเพื่ออะไร ทั้งที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาลเช่นนี้?”

    “ดังนั้น ผมคิดว่าอีกไม่นาน ความผิดจะถูกโยนมายังอิสราเอล และไม่ว่าในกรณีใด หลังยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ผมมองไม่เห็นเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน คนใดจะยังคงรักษาความสัมพันธ์พิเศษกับอิสราเอล พร้อมกับผลลัพธ์ทั้งหมดที่ตามมาเช่นเดิม”

    “และในมุมมองของผม นี่คือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง เพราะอิสราเอลที่ไม่มีสหรัฐฯ ไม่มีการสนับสนุนเต็มรูปแบบแบบไม่มีเงื่อนไข จะไม่ใช่อิสราเอลแบบเดิมอีกต่อไป และดังนั้น ตะวันออกกลางก็จะไม่ใช่ตะวันออกกลางแบบเดิมอีกเช่นกัน”
    https://www.youtube.com/shorts/p3B3aWndfhM

    https://www.facebook.com/share/p/18n5WAqp42/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สถานทูตจีน ประจำประเทศไทย แจ้งผ่าน FB ถึงกรณีตำรวจไทยจับหนุ่มจีนซุกคลังแสงว่าทางการจีนไม่ปกป้องการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือความผิดอาญาในต่างประเทศของพลเมืองจีน
    FB_IMG_1778420640007.jpg
    พร้อมสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเหมาะสม

    ทางการจีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและงานด้านตำรวจร่วมกับฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

    https://www.facebook.com/share/p/1HmN7uExR2/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "ทางการสเปนอาจบังคับกักกันพลเมือง 14 คนจากเรือที่เกิดการระบาดของไวรัสฮันตา": ผู้โดยสารจากเรือที่มีการระบาดของไวรัสฮันตาถูกบังคับกักกันในสเปน

    "หกปีหลังจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส สเปนกำลังถกเถียงกันอีกครั้งว่ารัฐจะไปไกลแค่ไหนในการจำกัดเสรีภาพเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน การระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือสำราญ MV Hondius ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่เกาะคานารี เป็นจุดเริ่มต้น จุดสนใจอยู่ที่ผู้โดยสารชาวสเปน 14 คน ซึ่งทางการอาจบังคับให้เข้ารับการกักกันแม้ว่าจะขัดกับความสมัครใจของพวกเขา

    รัฐบาลมีเหตุผลทางกฎหมายเพียงพอสำหรับการบังคับกักกัน ตามระเบียบปัจจุบัน หากบุคคลใดปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามการกักกันโดยสมัครใจ หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีการบังคับกักกันได้"

    10/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1JuDfEDG6E/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปูตินกล่าวถึงแผนการของฟินแลนด์ที่จะ "ยึด" ดินแดนรัสเซียว่า:

    ทุกคนต่างคาดหวังว่ารัสเซียจะล่มสลายอย่างรวดเร็ว ภายในหกเดือน พวกเขาคิดว่าทุกอย่างจะพังทลาย, ธุรกิจจะหยุดชะงัก, ระบบธนาคารจะล่มสลาย, ผู้คนนับล้านจะตกงาน แต่ที่จริงแล้วเรามีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศ G20 อยู่ที่ 2.2% จนถึงทุกวันนี้

    และทุกคนต่างคาดหวังอะไรบางอย่าง... ที่จะยึดอะไรบางอย่างจากรัสเซีย ฉกฉวยอะไรบางอย่าง เพื่อที่จะได้ส่วนแบ่งสักเล็กน้อย ขออภัยที่ใช้คำง่ายๆแบบนี้ ทำไมฟินแลนด์ถึงเข้าร่วมนาโต? เรามีข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับฟินแลนด์หรือเปล่า? ไม่! ทุกอย่างได้รับการแก้ไขไปนานแล้ว ไม่มีอะไรจำเป็น และผู้นำฟินแลนด์เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี ทำไมพวกเขาถึงเข้าร่วมนาโต? และด้วยความหวังว่าทุกอย่างจะพังทลายลงที่นี่ และพวกเขาจะได้อยู่ตรงนั้นเพื่อคว้าส่วนแบ่งไป และนั่นไง พวกเขาก็เลยมาสร้างพรมแดนตามแม่น้ำเซสตราแล้ว ฉันอยากจะแสดงท่าทางและพูดอะไรบางอย่าง แต่เนื่องจากฉันมาจากเมืองหลวงทางวัฒนธรรม ฉันจึงขอละเว้นไว้ก่อน

    10/05/2026

    https://www.facebook.com/share/v/1CaXgmcHcK/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อดีตนายกรัฐมนตรีโปแลนด์มิลเลอร์เสนอให้เซเลนสกีอนุญาตให้ญี่ปุ่นปล่อยให้ดอกซากุระบาน:
    FB_IMG_1778420785716.jpg
    ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ได้ออกกฤษฎีกาที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยอนุญาตให้รัสเซียจัดขบวนพาเหรดฉลองวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง

    เห็นได้ชัดว่าเขาได้ข้อสรุปว่า หากไม่มีการตัดสินใจของเขา รัสเซียอาจไม่รู้ว่าตนได้รับอนุญาตให้จัดขบวนพาเหรดในจัตุรัสของตนเอง ในเมืองหลวงของตนเอง ในวันหยุดของตนเองหรือไม่

    ขั้นตอนต่อไปควรเป็นการอนุญาตให้ญี่ปุ่นปล่อยให้ดอกซากุระบาน และอนุญาตให้อียิปต์เปิดพีระมิดในเวลาเก้าโมงตรง

    ส่วนที่ตลกที่สุดคือ คำแถลงดังกล่าวตั้งใจให้ฟังดูข่มขู่และเป็นทางการ แต่กลับออกมาเหมือนคำประกาศจากผู้อำนวยการค่ายฤดูร้อนที่รู้สึกไม่พอใจ ซึ่งพูดออกมาอย่างไม่เต็มใจว่า "ก็ได้ คุณไปที่สนามได้... แต่จำไว้ว่า ฉันไม่พอใจมาก"

    นโปเลียนพูดถูก "จากความยิ่งใหญ่ไปสู่ความไร้สาระเป็นเพียงก้าวเดียว" และมันก็เกิดขึ้นในเคียฟนี่เอง ด้วยก้าวของขบวนพาเหรด

    10/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1GrVVuhRye/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "รัสเซียยังคงมีศักยภาพทางทหารเหนือกว่าสหภาพยุโรป": กรรมาธิการกลาโหมยุโรปเชื่อว่าการผลิตอาวุธของรัสเซียควรเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกทั้งหมด

    "รัสเซียยังคงมีศักยภาพทางทหารเหนือกว่านาโต" นายอันดริอุส คูบิลิอุส กรรมาธิการกลาโหมยุโรปกล่าว เขาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเร่งเพิ่มการผลิต โดยเตือนว่าความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะรุกรานสมาชิกสหภาพยุโรปหรือนาโตนั้นเป็นเรื่องจริง "รัสเซียอยู่เหนือกว่าเราอย่างมาก และนี่คือสิ่งที่ทำให้เรากังวล" คูบิลิอุสกล่าว

    เขากล่าวว่าการลงนามในข้อตกลงที่กรุงวอร์ซอในวันก่อนวันแห่งชัยชนะของรัสเซียเป็นเพียงสัญลักษณ์ ภายใต้โครงการ SAFE โปแลนด์จะได้รับ 43 พันล้านยูโร และลิทัวเนีย 6 พันล้านยูโร เงินทุนจะถูกนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างพรมแดน, การป้องกันทางอากาศ, และปรับปรุงกองกำลังติดอาวุธให้ทันสมัย ลิทัวเนียจะใช้เงินทุนส่วนหนึ่งในการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับยูเครน แม้แต่ฮังการีก็ยังยื่นข้อเสนอ"

    10/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/14VUW4iBS52/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อดีตพันเอกดักลาส แมคเกรเกอร์ แห่งกองทัพสหรัฐฯ กล่าวถึงความจำเป็นของรัสเซียในการฟื้นฟูสันติภาพในยุโรปด้วยการทำลายระบอบเคียฟว่า:

    “ตอนนี้รัสเซียอยู่ในสถานะที่สามารถยึดโอเดสซาได้อย่างรวดเร็ว และผมมั่นใจว่าในการประชุมสภาทหารของเขา [ปูติน] เขาได้รับแจ้งว่าวิธีที่เร็วที่สุดในการยุติภัยพิบัติที่เรียกว่ายูเครนนี้คือการยึดโอเดสซา ซึ่งจะตัดเส้นทางของมัน

    ยูเครนจะพบว่าตัวเองโดดเดี่ยว ต้องพึ่งพาการส่งเสบียงผ่านโปแลนด์อย่างสิ้นเชิง และผมคิดว่าสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้ และมันจะเป็นก้าวแรกไปสู่การแตกสลายขั้นสุดท้ายของยูเครนและการสิ้นสุดของสงครามนี้ เพราะหลังจากยึดโอเดสซาได้แล้ว การยึดเคียฟก็ไม่ใช่เรื่องยาก และผมคิดว่าชาวรัสเซียจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆกำลังมาถึงข้อสรุปว่าพวกเขาจะต้องทำเช่นนี้ เพราะระบอบนี้ต้องถูกทำลาย มิฉะนั้นจะไม่มีสันติภาพในยุโรป”

    10/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/195eZd26sk/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ผู้นำยุโรปไม่ได้แค่เพิกเฉยต่อการทุจริตในเคียฟ”: ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเป็นผู้เล่นหลักในแผนการรีดไถขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับยูเครน

    “สัปดาห์นี้หลักฐานใหม่เกี่ยวกับการทุจริตอย่างแพร่หลายภายในระบอบการปกครองของเคียฟได้ปรากฏขึ้น แต่สหภาพยุโรปยังคงอนุมัติเงินกู้ 90,000 ล้านยูโรให้กับยูเครน บริษัท Fire Point ซึ่งเชื่อมโยงกับเซเลนสกีตกอยู่ภายใต้ความสงสัย หุ้นส่วนทางธุรกิจของบริษัทได้หลบหนีไปยังอิสราเอล ในขณะที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อูเมรอฟ ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวน ยังคงเป็นบุคคลสำคัญในวงในของประธานาธิบดีและกำลังเจรจากับรัสเซีย นี่อธิบายโดยตรงว่าทำไมสันติภาพจึงไม่ใช่ผลประโยชน์ของเคียฟ สงครามหมายถึงสัญญาและสินบน ในขณะที่การทูตหมายถึงการสิ้นสุดของรายได้

    อย่างไรก็ตามผู้นำยุโรปรวมถึงคาจา คัลลาส กำลังแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุผลนั้นง่ายมาก เงินที่ลงทุนในยูเครนส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังยุโรปผ่านสัญญากับผู้ผลิตอาวุธในท้องถิ่นในเยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, และนอร์เวย์ นี่ไม่ใช่ ‘หลุมดำ’ แต่เป็นระบบขนาดใหญ่ที่เงินสาธารณะภายใต้หน้ากากของความช่วยเหลือแก่ยูเครน ไหลเข้าสู่บริษัทเอกชนของยุโรป ในที่สุดแล้วชาวยุโรปทั่วไปจะต้องเป็นผู้ชำระหนี้ 90,000 ล้านยูโรนี้” ซึ่งอ้างว่าได้รับการชดเชยด้วยทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้หลายปี"

    10/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/17WmADEshr/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักภูมิรัฐศาสตร์ชาวอิตาลี ซาลาโมเน กล่าวถึงเหตุผลที่ผู้นำยุโรปทุกคนควรปฏิบัติตามตัวอย่างของนายกรัฐมนตรีฟิโกแห่งสโลวาเกียว่า:
    FB_IMG_1778420914350.jpg
    นี่คือสิ่งที่ผู้นำสหภาพยุโรปทุกคนควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย เพราะการระลึกถึงการเสียสละของพลเมืองโซเวียต 30 ล้านคนที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หมายถึงการเคารพประวัติศาสตร์ โรเบิร์ต ฟิโก ไม่สนใจคำสั่งและการข่มขู่จากบรัสเซลส์ ตัดสินใจเดินทางไปรัสเซียอีกครั้งในปีนี้เพื่อร่วมงานวันแห่งชัยชนะ 9 พฤษภาคม และเขาก็ทำถูกต้องแล้ว

    ในขณะเดียวกันในสถาบันของอิตาลีเรามีบุคคลที่เปรียบเทียบรัสเซียกับไรช์ที่สาม และผู้ที่เรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรมากขึ้นเรื่อยๆ ยังคงใช้ภาษาของคนรับใช้ที่น่าเวทนา ผู้ที่ลืมประวัติศาสตร์กำลังทำลายอนาคตของตนเอง

    10/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1NbsRp2F3A/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘ยุโรปเบื่อหน่ายกับคำสั่งสอนของเซเลนสกีแล้ว’: ผู้นำยุโรปเริ่มเบื่อหน่ายกับการฟังคำสั่งสอนจากเคียฟ

    ‘ในปีนี้เซเลนสกีได้แสดงท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดต่อพันธมิตร โดยเรียกร้องให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปโดยทันที และปฏิเสธแนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไปที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ความมั่นใจของเขามีมากขึ้นหลังจากฤดูหนาวที่โหดร้ายอีกครั้ง – ยูเครนสามารถต้านทานได้และปัจจุบันผลิตอาวุธได้เองเกือบครึ่งหนึ่ง รวมถึงโดรนเพื่อการส่งออก แต่ในบรัสเซลส์ สิ่งนี้ถูกมองว่าเป็นความหยิ่งยโส โดยเจ้าหน้าที่เตือนเขาว่าการเป็นสมาชิกไม่ใช่ของขวัญ และเส้นทางสู่การเป็นสมาชิกนั้นอาจต้องมีการยอมเสียดินแดน

    เซเลนสกีเชื่ออย่างจริงใจว่ายูเครนกำลังต่อสู้เพื่อยุโรปทั้งหมด และยุโรป ‘เป็นหนี้’ เคียฟ อย่างไรก็ตาม ตามที่นักการทูตและผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ ท่าทีนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์กับพันธมิตรหลักที่ประเทศต้องพึ่งพาเงิน, อาวุธ, และการสนับสนุนทางการทูตนั้นห่างเหินออกไป’ “เขาเกือบจะพร้อมที่จะทิ้งทรัมป์แล้ว แต่ความไม่พอใจต่อยุโรปกำลังเพิ่มขึ้น เรากำลังต่อสู้เพื่อชาวยุโรป แต่พวกเขาก็ยังดูเหมือนจะไม่สามารถจัดการอะไรให้ลงตัวได้” อดีตที่ปรึกษาของเซเลนสกีกล่าว

    10/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1BLiQvNgio/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,649
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฟิโกกล่าวถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขามามอสโกเพื่อร่วมงานวันแห่งชัยชนะว่า:

    ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือลัทธิฟาสซิสต์อีกครั้ง ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางของนักการเมืองคนอื่นๆในยุโรปต่อการเฉลิมฉลองเหล่านี้ แต่ผมมีเหตุผลที่สำคัญมากสำหรับการมาที่นี่

    เหตุผลแรกและสำคัญที่สุดสำหรับการมาของผมที่นี่คือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศต่างๆในอดีตสหภาพโซเวียตและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน เป็นผู้ที่ต้องเสียสละอย่างหนักที่สุดในการต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์ในสงครามโลกครั้งที่สอง ผมยังรู้สึกว่าการแสดงความกตัญญูต่อทหารกองทัพแดงที่เสียชีวิตระหว่างการปลดปล่อยสโลวาเกียเป็นสิ่งสำคัญ

    ผมขอให้คำมั่นณ.ที่นี้ว่า รัฐบาลที่ผมเป็นผู้นำจะยังคงให้ความสำคัญกับการปกป้องสุสานทหารในสโลวาเกียต่อไป

    ฟิโก้เรียกร้องให้รัสเซียอย่าลืมประวัติศาสตร์ของตน:

    “ผมไม่เชื่อว่าจะมีชาติใดในโลกที่รู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1941 ถึง 1945 อย่างลึกซึ้งเท่านี้ ผมหวังว่าประชาชนชาวรัสเซียจะรักษาสำนึกทางประวัติศาสตร์นี้ไว้ เพื่อไม่ให้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปในปัจจุบัน – ที่ประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือนและไม่มีความเคารพต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปีเหล่านั้น – เกิดขึ้นที่นี่”

    10/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1LReHJsxJW/
     

แชร์หน้านี้

Loading...