เม็ดแตงเนื้อผงน้ำมันหลวงพ่อแฉ่งวัดบางพัง สมเด็จปรกโพธิ์หลวงปู่หยอดวัดแก้วเจริญ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,416
    ค่าพลัง:
    +21,469
    850662003191584612137_9251.jpg

    พระผงรูปเหมือน เม็ดแตง หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง นนทบุรี เนื้อผงน้ำมัน
    ประวัติหลวงพ่อแฉ่ง ศิลปัญญา วัดศรีรัตนาราม (บางพัง) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลวง พ่อแฉ่ง เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๘ ธ.ค. ๒๔๒๘ ตรงกับขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย เป็นบุตรของนายสิน นางขลิบ รัตนบุญสิน บรรพชาเมื่อ อายุ ๑๒ ปี และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ หลวงพ่อแฉ่ง เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความสำคัญในอดีต ด้วยความที่มีอาคมขลัง มีพลังทางจิตแก่กล้ายิ่ง เป็นพระปฏิบัติเชี่ยวชาญทางวิปัสสนากรรมฐานในยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเป็นผู้คงแก่เรียนจนทำให้ชื่อเสียงระบือไกล หลวงพ่อแฉ่ง เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมขลังมาจากเกจิชื่อดังต่าง ๆ หลายรูปและได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชามาอย่างหมดใส้หมดพุง ทั้ง หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย (คลองด่าน) หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน หลวงปู่ฉาย วัดพนัญเชิง คณาจารย์สาย หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก เป็นต้น อย่างไรก็ตามหลวงพ่อแฉ่งให้ความเคารพ นับถือ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค จ.อยุธยา มากเป็นพิเศษ ในฐานะลูกศิษย์และสหายธรรมรุ่นน้อง จึงได้รับอิทธิพลพระพิมพ์ทรงสัตว์ต่าง ๆ มาจากหลวงพ่อปานด้วย ซึ่งท่านได้นำมาพิมพ์แจกจ่ายญาติโยม ได้รับความนิยมเช่าบูชากันมาก สมัยหลวงพ่อแฉ่งยังมีชีวิตอยู่ วัดบางพังในอดีตคึกคักกว่าวัดอื่น ๆ ในระแวกใกล้เคียง แต่ละวันมีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินทางมาจากถิ่นต่าง ๆ มาฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากับหลวงพ่อแฉ่งจนรับไม่หวาดไหว บางคนก็มาขอวัตถุมงคล บางคนก็มารักษาโรค บางคนก็มาปรึกษาขอความช่วยเหลือสารพัด เพราะทุกคนเชื่อมั่นว่าหลวงพ่อแฉ่งท่านช่วยได้ ผู้ที่ไปขอเรียนคาถา อาคม หลวงพ่อแฉ่งจะให้หัดนั่งสมถวิปัสนากรรมฐานก่อน เมื่อเห็นว่าพอไปได้ จึงจะให้รับนิสัยธรรมข้อหนึ่งที่หลวงพ่อจะอบรมสั่งสอนให้จำขึ้นใจ (เข้าใจว่าเป็นคุณธรรมประจำใจหรือธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง) จากนั้นจึงจะบอกตัวคาถาและเคล็ดวิชาต่าง ๆ ให้ การเรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่อแฉ่ง ท่านสอนยศิษย์ทั้งเรียนผูกและเรียนแก้ เพื่อป้องกันแก้ไขและช่วยเหลือคนที่มีทุกข์ถูกคุณไสยให้พ้นภัย เรียกว่าครบเครื่องเลยทีเดียว หลวงพ่อแฉ่ง มรณภาพ วันที่ ๒๖ ก.ค. ๒๕๐๐ รวมสิริอายุ ๗๒ ปี ๕๒ พรรษา สังขารของท่าน สมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฎกษัตริยาราม โปรดให้เคลื่อนไป พระราชทานเพลิงอย่างสมเกียรติ เมื่อ ๑๑ พ.ค. ๒๕๐๑ ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพฯ โดยในงานศพของหลวงพ่อแฉ่ง มีการปั้มเหรียญรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดพิมพ์ ๔ ชายแจกเป็นที่ระลึกด้วย ประวัติวัดศรีรัตนาราม (บางพัง) วัดศรีรัตนาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันทั่วไปว่า “วัดบางพัง” ตั้งอยู่ เลขที่ ๓๙ บ้านคลองบางพัง ซอยสวัสดี หมู่ที่ ๒ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี สังกัดมหานิกาย เป็นวัดโบราณสร้างครั้งสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวปี พ.ศ. ๒๓๐๕ ไม่ทราบนามผู้สร้างชัดเจน ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดบางพัง” ตามท้องที่ที่ตั้งไว้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี สาเหตุที่ชื่อวัดบางพังนั้นผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า เพราะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยากัดเซาะพื้นดินริมตลิ่งแถบบริเวณนั้นพังมากเป็น บริเวณกว้างมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว จึงได้เรียกกันว่าตลิ่งพังแล้วและกลายมาเป็นบางพังในที่สุด วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมีทางรถยนต์ตัดเข้าถึงวัดทำให้การคมนาคมไปมาหาสู่กันสะดวกมากขึ้น วัตถุมงคลของหลวงพ่อแฉ่ง หลวงพ่อแฉ่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดบางพัง นับเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังผู้ทรงพุทธาคมรูปหนึ่งในอดีต ในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลดัง ๆ เช่น พิธีที่วัดราชบพิธ พ.ศ. ๒๔๘๑ พิธีพุทธภิเษกพระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ ในการพุทธาภิเษกพระกริ่งในเจ้าคุณศรีฯ วัดสุทัศน์ จะต้องนิมนต์พระหลวงพ่อแฉ่งร่วมปลุกเสกทุกครั้ง วัตถุมงคลหลวงพ่อ แฉ่งมีมากมาย ทั้งพระเนื้อผงพิมพ์ทรงสัตว์ต่าง ๆ มีหลายประเภททั้งพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์สามเหรียญ เนื้อผง พระรอด ตะกรุด ผ้ายันต์ธง ทรายเสก พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ พระประจำวัน นางกวัก พระพุทธกวัก สามเหลี่ยม พระสิวลีชนิดบูชา-คล้องคอ เนื้อหามีทั้ง ดิน ผงน้ำมัน ผงพุทธคุณ แต่ที่ได้รับความนิยมมาก ๆ คือ ชนิดผงน้ำมัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระผงรูปเหมือนพิมพ์เม็ดแตงหลวงพ่อแฉ่งวัดบางพัง

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30บาทครับ

    IMG_20260518_011544.jpg IMG_20260518_011620.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,416
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1779114172468.jpg

    ปี ๒๕๓๙ ได้มีคนร้าย
    ประมาณ 5 คนบุกเข้าปล้น
    และทำร้ายร่างกาย
    หลวงพ่อสมชาย โดยคนแรกได้ตัดสายมุ้งและนำมุ้งมาห่อหุ้มพันตัวหลวงพ่อไว้
    ก่อนที่จะนำเหล็กขูดชาร์ปที่
    พกมาจ้วงแทjบริเวณ
    หน้าท้อง ใต้ราวนมและ
    บริเวณลิ้นปี่ แต่ก็ไม่ได้
    ระคายผิวเลยแม้แต่น้อย
    คนร้ายจึงตัดสินใจนำปืnที่
    ติดตัวมาด้วย จ่อยิjที่ศีรษะ
    หลวงพ่อสมชาย แล้วเหนี่ยว
    ลั่นไกปืn แต่ปืnก็ไม่ลั่น

    สวัสดีนะ
    ขอนำภาพและ
    ประวัติพอสังเขปของ
    พระอธิการ
    สมชาย พุทฺธสโร
    วัดโพรงอากาศ
    จ.ฉะเชิงเทรา
    หลวงพ่อสมชาย พุทฺธสโร
    อดีตเจ้าอาวาสวัดโพรงอากาศ
    ต.โพรงอากาศ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา
    พระเกจินักพัฒนา เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสาธุชนเป็นศิษย์เอกเพียงหนึ่งเดียวที่สืบทอดวิทยาคมจากหลวงปู่แจ๋ ติสฺสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์(คลอง20)
    อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา
    พระเกจิชื่อดัง
    ปัจจุบันพระอธิการ
    สมชาย พุทฺธสโร
    อายุ 79 ปี พรรษา 59

    พื้นเพเป็นชาวบางน้ำเปรี้ยว
    โดยกำเนิด
    เกิดในสกุล ไทยเจริญพร
    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ส.ค. 2488
    โยมพ่อ
    ชื่อ กำนันผาด ไทยเจริญพร
    โยมแม่
    ชื่อ นางสาย ไทยเจริญพร

    โดยครอบครัวได้ประกอบอาชีพค้าขาย

    การศึกษา
    เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบางน้ำเปรี้ยววิทยา
    จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

    เข้าพิธีอุปสมบท
    เมื่อปี พ.ศ.2510 โดยมี
    พระครูรัตนสุนทร (กวย)
    วัดบางน้ำเปรี้ยว
    เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระครูศิริเกตุวรคุณ (เลี่ยม)
    วัดเกตุสโมสร
    เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระครูจารุวรรณาภรณ์ (จ้อย)
    วัดบางน้ำเปรี้ยว
    เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    ในระหว่างอุปสมบท
    อยู่รับใช้พระอุปัชฌาย์ที่วัดบางน้ำเปรี้ยว 7 วัน จึงย้ายไปจำพรรษาที่วัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ (คลอง 20) เพื่อศึกษาวิชาความรู้กับหลวงพ่อแจ๋ ติสฺสโร ซึ่งท่านเลื่อมใสศรัทธามาตั้งแต่ก่อนบวชเมื่อบวชแล้วก็ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้ นักธรรมชั้นเอกในเวลาไม่นาน เมื่อจบจากทางธรรมแล้ว
    จากนั้นก็ได้หันไปศึกษาพุทธาคมจนสามารถจารอักขระเลขยันต์ได้คล่องแคล่ว เขียนยันต์ได้งดงามเป็นที่ไว้วางใจจากหลวงพ่อแจ๋ ให้จารตะกรุดแทน ที่สำคัญท่านศึกษาวิทยาคม ที่
    หลวงปู่แจ๋ ศึกษามาจาก หลวงปู่ไข่ อินฺทสโร
    วัดบพิตรพิมุข(เชิงเลน)จนหมดสิ้น ทั้งวิชาจาก
    พระครูญาณรังสีมุนีวงษ์(ทำ)วัดสัมปทวน
    ก็เรียนจนทะลุปรุโปร่ง

    และได้ศึกษาวิทยาคม
    ทั้งคอยดูแลอุปัฏฐากรับใช้
    จนกระทั่งหลวงปู่แจ๋ มรณภาพลงใน
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2516 เมื่อจัดการเรื่องการบำเพ็ญกุศลศพเป็นที่เรียบร้อย
    ดีแล้วจึงได้เดินทางไปขอเรียนวิชาจากหลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว ซึ่งได้รับวิชาที่ตกทอดมาจากหลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก และหลวงพ่อถึก วัดสนามช้าง ได้แก่วิชา ปลัดขิกและนะเก้ายอด ก่อนไปศึกษาพุทธาคมกับ
    พระอาจารย์ซ่วน
    วัดท่าลาดใต้
    พระครูกิตตินนทคุณ(กี๋)
    วัดหูช้าง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
    หลวงปู่ถิร วัดป่าเลไลยก์
    หลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช
    หลวงพ่อสีหมอก วัดวังตะโก

    จากนั้นจึงได้ออกธุดงค์รอนแรมไปในภาคเหนือ เพื่อศึกษาและฝึกฝนพุทธาคม จนได้พบกับ
    พระญาณสิทธาจารย์(หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
    พระป่าสายหลวงปู่มั่นที่
    วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ อยู่จำพรรษา
    ฝึกฝนวิปัสสนา ก่อนธุดงค์กลับมาวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์
    ช่วยงาน พระครูโพธิวรานุรักษ์ (ไพบูลย์)
    เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ พัฒนาจนเจริญรุ่งเรือง

    ในปี พ.ศ.2519
    ธุดงค์มาปักกลดบริเวณตำบลโพรงอากาศ
    นายจันทร์ และ นางแฉล้ม
    ประดิษฐ์วงศ์ (ศิริสุขะ) เจ้าของที่ดิน เกิดความ
    ศรัทธาจึงถวายที่ดิน 7 ไร่
    พร้อมทั้งถวายที่ดินเพิ่มให้
    อีก 8 ไร่ รวมทั้งสิ้น 15 ไร่

    นอกจากนี้ ยังได้สละที่ดิน
    ส่วนตัวที่เป็นมรดกตกทอด
    มาจากโยมพ่อขายไป
    ทั้งหมด แล้วนำเงินมาซื้อ
    ที่ดินเพิ่มจนมีที่ดิน
    ทั้งหมด 48 ไร่ จากนั้นจึงเริ่ม
    งานก่อสร้างต่างๆ
    โดยระหว่างเริ่มก่อสร้างวัด
    ได้รับนิมนต์ไป
    ประเทศอินเดีย
    เพื่อนมัสการสังเวชนียสถาน
    กับท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ
    วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ และ หลวงพ่อขอม
    วัดไผ่โรงวัว สุพรรณบุรี
    ในคราวนั้นได้นำผ้าป่าไป
    ทอดถวายวัดไทยที่เมืองสารนาถ
    เพื่อสร้างโบสถ์ได้ปัจจัย
    จำนวน 76,000 ดอลลาร์
    หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับ
    ประเทศไทย

    หลวงพ่อสมชาย พุทฺธสโร
    เป็นพระที่มีเมตตาธรรมสูง
    พูดจริง ทำจริง ใครที่ได้เข้า
    มากราบนมัสการสนทนา
    พูดคุยจะได้ข้อธรรม
    มากมาย ด้วยท่านจะให้คำ
    แนะนำสั่งสอน และชี้ทาง
    แก้ไขทุกข์ทางกายและทางใจ
    อีกทั้งปัจจัยเงินทองที่ได้มา
    จากการบริจาคของญาติโยม
    หรือ จากการทำบุญ
    บูชาวัตถุมงคล
    ท่านจะนำไปใช้สร้าง
    วัดโพรงอากาศจนหมดสิ้น
    ปัจจุบันวัดโพรงอาศ

    ปี2539 เวลาประมาณ
    02.30 น.ได้มีคนร้าย
    ประมาณ 5 คนบุกเข้าปล้น
    และทำร้ายร่างกาย
    หลวงพ่อสมชาย เดอะคันแรกได้ตัดสายมุ้งและนำมุ้งมาห่อหุ้มพันตัวหลวงพ่อไว้
    ก่อนที่จะนำเหล็กขูดชาร์ปที่
    พกมาจ้วงแทjบริเวณ
    หน้าท้อง ใต้ราวนมและ
    บริเวณลิ้นปี่ แต่ก็ไม่ได้
    ระคายผิวเลยแม้แต่น้อย
    คนร้ายจึงตัดสินใจนำปืnที่
    ติดตัวมาด้วย จ่อยิjที่ศีรษะ
    หลวงพ่อสมชาย แล้วเหนี่ยว
    ลั่นไกปืn แต่ปืnก็ไม่ลั่น
    เมื่อคนร้ายหายจากอาการ
    ตกตะลึงในเหตุการณ์นั้น
    แล้วไม่รู้จะทำวิธีใด
    จึงได้นำกระโถนที่เป็น
    กระเบื้องกังใสโบราณมาตี
    เข้าที่ท้ายทอย
    หลวงพ่อสมชายอย่างแรง
    จนหลวงพ่อสมชาย
    ท่านพิจารณาแล้วว่าหาก
    ท่านไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่เฉย
    หรือยังต่อสู้ขัดขืนอยู่
    คนร้ายก็จะหาวิธีการต่างๆ
    นาๆทำให้ท่านมรณภาพลง
    จนได้ ท่านจึงได้เจริญพระ
    กัมมัฏฐานข่มเวทนาที่เกิด
    จากการถูกทำร้ายร่างกาย
    ท่านหยุดนิ่งจนคนร้ายคิดว่า
    ท่านมรณภาพแล้ว
    จึงได้ฉวยเอาย่ามซึ่งมีปัจจัย
    จากคณะศรัทธาญาติโยม
    ที่มาจากกรุงเทพมหานครซึ่ง
    ได้รวบรวมกันมาทอดผ้าป่า
    สามัคคีเพื่อก่อ
    สร้างอุโบสถมหาเจดีย์อยู่ออกไป
    (ในเหตุการณ์ครั้งนั้นพระ
    อาจารย์สุริยา
    หรือพระอาจารย์แช่ม
    ได้ยินเสียงการต่อสู้ในกุฏิ
    พระอาจารย์แช่ม
    ท่านจึงได้ออกมาช่วย
    หลวงพ่อสมชาย
    โดยไม่ทันได้ระวังตัว
    จึงได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืn
    ยิjเข้าชายโครงด้านซ้าย
    ทะลุตัดขั้วหัวใจถึงแก่มรณภาพ)
    พระอาจารย์แช่มรูปนี้แหละ
    เป็นผู้ที่ได้ช่วย
    ก่อสร้างรากฐานอุโบสถ์
    มหาเจดีย์ที่สูง96เมตร
    เคียงคู่กับหลวงพ่อสมชายมา

    ผลงานชิ้นสำคัญ
    คือ อุโบสถ์มหาเจดีย์สีทอง
    ซึ่งเป็นอุโบสถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองจากวัดโสธรวราราม ใน จ.ฉะเชิงเทรา
    มีเสาโบสถ์ขนาด 3 คนโอบ
    จำนวนถึง 196 ต้น
    สูงถึง 96 เมตร
    ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 700 ล้านบาท ถือเป็นสัญลักษณ์ของ
    วัดโพรงอากาศ
    และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
    ที่โดดเด่นและสะดุดตา

    การจัดสร้างวัตถุมงคล
    รุ่นต่างๆ สร้างโดยสืบสานตำราและรูปแบบ
    ของหลวงปู่แจ๋
    มาจัดสร้างและปลุกเสกเดี่ยวอย่างเข้มขลัง
    วัตถุมงคลยอดนิยม
    อาทิ พระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก รุ่นแรก สร้างตามตำรับหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน
    เหรียญนางกวัก รุ่นแรก
    และรุ่น 2 พิมพ์ทรงเดียวกับของหลวงปู่แจ๋
    ผู้เป็นพระอาจารย์
    และเหรียญกันภัยที่มี
    ประสบการณ์โชกโชน

    การปกครองในอดีต
    หลวงพ่อสมชาย พุทฺธสโร ดำรงตำแหน่ง
    เจ้าอาวาสวัดโพรงอากาศ
    เจ้าคณะตำบลโพรงอากาศ
    รักษาการเจ้าอาวาสวัดไทยสารนาถ ประเทศอินเดีย

    อีกทั้งยังให้การสนับสนุนด้านการศึกษาสงเคราะห์ อาทิเช่น
    วิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธร มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
    โรงเรียนบางน้ำเปรี้ยววิทยา
    โรงเรียนบางน้ำเปรี้ยวกงลิ
    โรงเรียนสิทธิสุนทร
    โรงเรียนวัดนีลราษฎร์ศรัทธาบำรุง
    โรงเรียนวัดญาณรังษาราม
    โรงเรียนประชาฤกษ์สมบูรณ์
    โรงเรียนวัดตะพังคี
    โรงเรียนทำมาหากินคลอง20
    (เป็นประจำ)
    ด้านสาธารณะสงเคราะห์
    หลวงพ่อสมชาย
    ได้ให้การช่วยเหลือ
    ผู้ประสบอัคคีภัย วาตภัย
    อุทกภัย ผู้ป่วยติดเตียง
    ผู้พิการ คนชรา
    และผู้มีพัฒนาการช้า
    ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการ
    แพร่ระบาดของ
    เชื้อไวรัสโควิด 2019
    ทั้งยังได้มอบเงินสมทบทุน
    ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้แก่
    โรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว
    โรงพยาบาลพุทธโสธร
    (โรงพยาบาลเมือง)
    โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
    โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล(เป็นประจำ)
    ด้านสาธารณูปการ
    หลวงพ่อสมชาย
    ได้มอบถวายปัจจัยเพื่อร่วม
    สร้างอุโบสถและบูรณะปฏิสังขรณ์
    เสนาสนะ วัดต่างๆทั้ง
    ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
    และนอกอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
    ทั้งในจังหวัด
    และนอกจังหวัง
    ไม่ต่ำกว่า 60 วัด
    โดยได้มอบถวายไว้วัดละ 100,000 บาท
    ทั้งสถานีตำรวจภูธรบางน้ำเปรี้ยว
    วัดโพรงอากาศ
    แม้จะไม่ใช่วัดที่เก่าแก่
    หรือมีชื่อเสียงแต่ก็มีความเจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ
    กราบขอบพระคุณ
    ข้อมูลจาก
    พระอาจารย์สุเทพ จนฺทสีโล(พระอาจารย์ขาว)
    รองเจ้าอาวาส
    วัดโพรงอากาศ
    เลขานุการเจ้าคณะ
    ตำบลโพรงอากาศ
    ผู้ช่วยเจ้าอาวาส
    วัดโพรงอากาศ
    พระวินยาธิการประจำ
    จังหวัดฉะเชิงเทรา

    แชร์ได้ไม่หวงนะครับ
    เพื่อเผยแพร่บารมี
    หลวงพ่อสมชาย พุทฺธสโร

    ด้วยความเคารพและศรัทธาหลวงพ่อสมชายเสมือนพ่อผมเอง
    จาก นาย ชูศักดิ์ พรหมโคตร
    (คิงส์)และครอบครัว

    ข้อมูลจากเพจประชาสัมพันธ์วัดโพรงอากาศ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญกลมเล็กรุ่นแรกหลวงพ่อสมชายวัดโพรงอากาศ ปี ๒๕๒๐ กะไหล่ทอง สภาพ กะไหล่ทองจางซีด คงเพราะ ความเก่า

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260518_212602.jpg IMG_20260518_212632.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,416
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1779116403257.jpg

    เหรียญหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ปี ๒๕๒๙ (หลวงพ่อมหาโพธิ์ วัดคลองมอญ ปลุกเสก ฯ). หลังยันต์เกาะเพชร ตำหรับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

    เหรียญหลวงปู่ศุข รุ่นนี้ จัดสร้างโดยนิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์ เมื่อ ปี2529 เพื่อสมนาคุณแก่ผู้ที่อุดหนุน นิตสารลานโพธิ์ สร้างถวายให้ หลวงพ่อ มหาโพธิ์ ปลุกเสก 1ไตรมาส

    และผู้จัดสร้างได้นำไปให้ ยอดพระเกจิผุ้เข้มขลังวิทยาคมอธิฐานจิตมากมาย อาทิ
    - หลวงพ่อทิม วัดพระขาว
    - หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย
    - หลวงปู่ดู่ วัดสะแก
    - หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม และอีกหลายองค์
    ...ขนาดองค์พระเหรียญกำลังดี ขนาดเท่าเหรียญกระโดดบาตรหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา

    หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสังวโร วัดสุวรรณโคตมาราม (วัดคลองมอญ) ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระเถระผู้สืบทอดตำรับวิชาคาถาอาคมของพระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข เกสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่า อดีตเจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ ซึ่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทตำราคัมภีร์ทางพุทธคุณมาจากหลวงพ่อบุญยัง คงคสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองน้อย ตำแหน่งฐานานุกรมที่ "พระใบฎีกา" ในพระครูวิมลคุณากร เจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ และพระอาจารย์กลับ แสงเขียว อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนตาล ตำแหน่งฐานานุกรมที่ "พระสมุห์" ในพระครูวิมลคุณากร เจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ จนสำเร็จเจนจบทุกวิชา นับเป็นทายาทศิษย์สายตรงรุ่นที่สามของหลวงปู่ศุข ที่ได้รับการถ่ายทอดตำราคัมภีร์ด้านพุทธคุณ มาแต่เพียงผู้เดียว

    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่าน มรณะภาพ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2549 สิริอายุ 86 ปี
    ประวัตท่านบางส่วนครับ
    ฝึกวิชา
    พระอาจารย์บุญยังได้พยายามถ่ายทอดวิชาต่างๆ ด้านพุทธคุณให้ ตอนแรก ๆ หลวงพ่อไม่สนใจ แต่เมื่ออยู่กับท่านนาน ๆ ไปหลวงพ่อเริ่มมีความสนใจขึ้น เห็นพระอาจารย์ท่านทำอะไร ๆ แปลกๆ ให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ เช่น ทำควายธนูด้วยตอกสาน โดยสานมือเดียวแล้ววางไว้ ควายธนูก็มีการขยับเขยื้อนได้ เสกน้ำมันจนเดือดเหมือนน้ำร้อน ฟองเดือดขึ้นมา แต่เมื่อไปสัมผัสด้วยมือกลับไม่ร้อน ทำให้ท่านอยากจะเรียน พระอาจารย์ของหลวงพ่อก็ถ่ายทอดให้ทั้งคาถาปลุกเสก และวิธีฝึก
    วิชาเกราะเพชร
    วิชาหนึ่งที่ท่านชอบและฝึกมาตั้งแต่ต้น คือ “ยันต์เกราเพชร” หรือตาข่ายเพชร โดยหลวงพ่อบุญยังได้เล่าให้ท่านฟังว่าสมัยหลวงปู่ศุข ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ลองวิชาเกราะเพชรกับพระะรูปหนึ่ง ที่แก่กล้าวิชาที่เดินทางผ่านวัดปากคลองมะขามเฒ่า โดยบอกหลวงปู่สุขว่าจะขี่ม้าพยนต์เข้ามาในโบสถ์ให้ดู หลวงปู่ศุขท่านได้เอาผ้ายันต์เกราะเพชรขึงไว้หน้าประ ตู ปรากฎว่าม้าพยนต์ไม่สามารถผ่านยันต์เกราะเพชรหรือตาข ่ายเพชรไปได้ พระรูปนั้นเมื่อแพ้วิชาของหลวงปู่ศุข ก็ได้เดินทางกลับไปจากวัดปากคลองมะขามเฒ่าเมื่อหลวงพ ่อมหาโพธิ์ได้ฟังจากหลวงพ่อบุญยังเล่าท่านจึงสนใจและ เล่าเรียนวิชาเกราะเพชรลงตระกรุด และผ้ายันต์เกราะเพชรมาตลอดอายุของท่าน
    การลงยันต์เกราะเพชร ต้องท่องสูตรคาภาพระอิติปิโสรัตนมาลา ๕๖ บาท ให้ได้จนขึ้นใจทั้งเดินหน้า และถอยหลังได้รวมทั้งบทปลีกย่อยอื่น ๆ อีกมากมาย ในการลงยันต์เกราะเพชร ท่านบอกว่ายันต์เกราะเพชร เป็นยันต์ที่ค่อนข้างยากผู้เรียกจะต้องมีความขยันหมั ่นเพียร กับความอดทน และการประสิทธิ์ประสาทจากครูบาอาจารย์ น้อยคนนักที่จะลงยันต์เกราะเพชรได้ บางคนมาขอเรียนเห็นพระคาถา ๕๖ บาท ก็ท้อแล้วไม่อยากจะท่องจำ ความเพียรพยายามไม่มี การลงยันต์ก็ต้องหายใจลงตามสูตรพระคาถา ๕๖ บาท ผู้ที่ฝึกฝนใหม่ ๆ ต้องใช้เวลาเรียนเกือบทั้งวันกว่าจะลงยันต์เสร็จ อย่างตัวของหลวงพ่อเองใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่งโมง ถือว่าลงได้เร็วมากแล้วเพราะท่านฝึกมา ตั้งแต่อายุยังรุ่นอยู่
    ในสมัยก่อนยามว่าง ท่านมักลงตระกรุดเกราะเพชรและทำผงพุทธคุณเกราะเพชรทั ้งชนิดป้องกันตัว และถอนคุณถอนของคนที่ถูกผีเข้า ท่านจะเอาตะกรุดเกราะเพชรที่เป็นแผ่นแบบยังไม่ได้ม้ว นเป็นตะกรุด ตบหัวคนถูกผีเข้า ผีจะทรุดลง และออกจากตัวคนไข้ไปทันที ตะกรุดส่วนใหญ่ท่านจะใช้แผ่นทองแดงมาลงยันต์เกราะเพช ร ยกเว้นแผ่นถอนของท่านจะใช้แผ่นตะกั่ว ส่วนตะกรุดเนื้อเงินท่านจะลงให้เฉพาะกับศิษย์ใกล้ชิด เท่านั้น เกี่ยวกับประสบการณ์ในตะกรุดเกราะเพชร มี ส.ส.ท่านหนึ่งใน จ.ชันนาท ที่เคารพนับถือหลวงพ่อมากได้ขอตะกรุดท่านไปใช้พกติดต ัว ขณะหาเสียงถูกผู้ที่ปองร้ายใช้ระเบิดปาใส่ ปรากฏว่า ส.ส.ท่านนั้นไม่เป็นอะไรเลย วิชาลงตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อบุญยังได้เรียนวิชาตะกรุดใต้น้ำจากหลวงปู่ศุข โดยสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ลงให้กับลูกศิษย์ทุกปี แม้กระทั่งพระสมุห์กลับ แสงเขียว ก็ยังขอให้ท่านช่วยลงตะกรุดใต้น้ำที่วัดดอนตาลให้ โดยก่อนที่จะประกอบพิธีจะต้องตั้งเครื่องบูชาครูริมแ ม่น้ำ และต้องตอกเสาหลักไว้ในน้ำสำหรับผู้ที่จะลงตะกรุดเกา ะไว้ ไม่อย่างนั้นจะถูกน้ำพัดลอยไปตามกระแสน้ำ ตะกรุดจะลง และปลุกเสกใต้น้ำเสร็จแล้วจะปล่อยให้ลอยขึ้นมาบนผิวน ้ำ พวกลูกศิษย์ก็จะแจวเรือคอยเก็บอยู่ข้างบน หลวงพ่อบุญยังเล่าให้หลวงพ่อบุญยังฟังว่าน้ำที่
    วัดดอนตาลน้ำเย็นเหลือเกิน หลวงพ่อมหาโพธิ์เล่าว่า ท่านเคยขอเรียนวิชาตะกรุดใต้น้ำนี้จากท่านอาจารย์บุญ ยัง ซึ่งอาจารย์ท่านก็รับปากถ่ายทอดให้แต่ต้องเรียนในวัน เพ็ญเดือน ๑๒ แต่ยังไม่ทันถึงเดือน ๑๒ หลวงพ่อบุญยังก็มรณะภาพลงเสียก่อนเมื่ออายุได้ ๕๕ เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ที่หลวงพ่อท่านเรียนจากพระอาจารย์ไม่ทันจึงทำให้วิชา นี้สูญไป
    เกี่ยวกับวันที่หลวงพ่อบุญยังมรณภาพ ชาวบ้านแถบวัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้เห็นลูกๆไฟดวงใหญ่ลอยเดินทางไปยังวัดหนองน้อย และได้ลอยกลับมาโดยมีลูกๆไฟดวงเล็กตามมาด้วยเป็นที่ตื อันตาตื่นใจแก่ผู้คนในสมัยนั้นมากเล่าขานกันมาจนถึงปัจุบันนี้
    ชีวิตฆราวาส
    ท่านได้สมรสกับ นางสุขใจ เป็นผู้ที่ค่อนข้างจะมีฐานะดีในจังหวัดชัยนาท แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ได้มีร้านค้าขายของชำอยู่ในอำเภอวัดสิงห์ ยามว่างท่านก็จะไปศึกษาวิชาความรู้ทางไสยศาสตร์กับ พระสมุห์กลับ แสงเขียว วัดดอนตาล ซึ่งถือกันว่าเป็นศิษย์มือขวาของหลวงปู่ศุขเลยทีเดีย ว พระสมุห์กลับภายหลังท่านสึกจากพระเสียอีก
    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงพ่อมหาโพธิ์ซึ่งตอนนั้นท่านอยู่ในเพศฆราวาส ท่านได้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น เทศมนตรีเทศบาล อำเภอวัดสิงห์ ในวาระ ๔ ปำถึง ๒ สมัย รวมเป็น ๘ ปีถึง พ.ศ.๒๕๐๗ ท่านได้เล่าไห็ฟังว่าตอนหาเสียงท่านก็ไม่ค่อยได้ออกไ ปหาเสียงที่ไหนอยู่ในร้านค้าของท่านในอำเภอวัดสิงห์ ค้าขายของไปวัน ๆ หนึ่ง แต่อาศัยที่ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาไสยศาสตร์จากหลว งพ่อบุญยัง และพระสมุห์กลับ ด้วยอานุภาพความศักดิ์ของวิชา นะฤาชา ที่หลวงพ่อบุญยัง ถ่ายทอดไห้มาเป็นพิเศษ จึงทำให้ท่านเป็นที่รู้จักเลื่องลือไปทั้งอำเภอวัดสิ งห์ เป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน อำเภอวัดสิงห์ ท่านลอกว่าท่านไม่ต้องไปเหนื่อยกับการหาเสียงเลย ประชาชนทั่วไปเลือกท่านเป็นเทศมนตรีเทศบาล อำเภอวัดสิงห์ ถึง ๒ สมัย จนในปี ๒๕๑๗ กระทรวงมหาดไทยมอบใบประกอบในประกาศนียบัตร ชมเชยในการทำงานของท่าน ที่พัฒนา อำเภอวัดสิงห์ ให้มีความเจริญก้างหน้าแก่ ท้องถิ่น หลังจากที่ท่านได้หมดวาระในตำแหน่งเทศมนตรีไปแล้ว ๙ ปี
    เหตุที่กลับมาบวช
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่านได้เล่าว่า ชีวิตของท่านมีความผูกพันกับวัดเสมอห่างจากวัดไม่ได้ แม้จะครองเพศฆราวาสก็ต้องวนเวียนอยู่กับวัด ก่อนที่ท่านจะกลับมาบวชจิตใจก้รุดมร้อน ทำอะไรก็เหมือนคนเสียสติ จนต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวโดยไม่มีสาเหตุของโรค จนมีอยู่วันหนึ่งขณะนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านได้ลุกขึ้นมาเขียนยันต์ต่าง ๆ ตลอดจนยันต์ครูที่ท่านเคยเรียนมา ได้ทิ้งไปนานไม่ได้ทบทวนเลย ซึ่งในเพศฆราวาสท่านก็ไม่ได้ฝึกฝนทบทวนต่อ เพราะเวลาว่างใหญ่จะไปทางโลกหมด ต้องวุ่นวายกับครอบครัวเรื่องการทำมาหากินเวลาปฏิบัต ิทางธรรมทางวิชาคุณพระก็หย่อนยานไป ขาดการไหว้ครูทุก ๆ ปี ก็เลยทำให้ท่านผิดปรกติ แต่ก็ดลจิตให้นึกขึ้นมาได้ ว่าสาเหตุจากแรงครูนี้เองโดยไม่ต้องให้แพทย์รักษา ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ ท่านก็ได้เข้ามาสู่สมณเพศ อุปสมบทเป็นพระภิกษุอีกครั้งที่วัดพานิชนาราม อำเภอวัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยมีพระอุปัชฌาย์ คือ พระครูสิงหชยสิชฌน์ (เจริญ) พระกรรมวาจารย์ พระคูครูแบน เจ้าอาวาสวัดโคกสุข และพระแช่ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๒๖ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๙ เวลา ๑๖.จ๕ น.และได้มาตำพรรษา สังกัดวัดโคกสุข ต.หนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาม จนถึงปี พ.ศ. ๒ษ๕๑๓ ได้ย้ายมาตำพรรษาอยู่ ณ วัดคลองมอญ ในวันที่ ๒๖ กันยายน เพราะวัดคลองมอญในเวลานั้นเกือบจะเป็นวัดล้างอยู่แล้ วไม่มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่เลย ชาวบ้านที่อาศัยแถววัดคลองมอญ ได้นิมนต์ท่านให้มาปกครองวัดคลองมอญอยู่หลายครั้ง จนท่านต้องมาเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดคลองมอญ ได้สร้างความเจริญให้กับวัดคลองมอญเป็นอันมาก
    กิตติคุณของหลวงพ่อ
    ซื่อเสียงของท่านล่ำลือไปไกลหลายจังหวัด ในเรื่องการรักษาโรคต่าง ๆ ที่ไม่มีสาเหตุ ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ บางคนต้องมารักษาเป็นแรมเดือน ตอนนั้นท่านอยู่ในโบสถ์ รักษาคนไข้โรคแปลกๆ มีทั้งคนถูกคูณถูกของ ทั้งเสน่ห์เล่ห์กลต่าง ๆ น้ำมันพรายฯลฯ บางคนป่วยปางตายท่านก็รักษาจนหายมีชีวิตอยู่รอดได้ ผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากต่างก็มานมัสการท่านขอความเมต รตาจากท่านๆก็ได้สงเคราะห์ให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหน ื่อย ไม่เลือกชั้น วรรณะ ให้ ความเสมอภาคกับทุกๆ คนเสมอมา จนถึงปี พ.ศ. ๑๔๒๖ ท่านก็ได้หยุดรักษาคนไข้ ประกอบกับอายุสังขารท่าน ก็ชราภาพมากแล้วจึงต้องได้รับการพักผ่อน บำรุงรักษาร่างกายให้มีสุขภาพดี เป็นเนื้อนาบุญให้กับลูกศิษย์ และญาติโยม จะได้พึ่งบารมีของท่านไปได้อีก นาน ๆ จนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๔ ) หลวงพ่อมาหาโพธิ์ญาณสังวโร เป็นทายาทศิษย์สายตรงของหลวงปู่ศุข ที่ถ่ายทอดตำราคัมภีร์ด้านพุทธคุณในศิษย์รุ่นที่ ๓ ที่ได้รับมาแต่ผู้เดียว
    การรักษาโรค
    หลวงพ่อมหาโพธิ์ท่านได้สอนวิธีการรักษาให้กับผู้เขียนในตัวผู้ป่วยที่อยู่ในอาการต่างๆ อาการอย่างไรควรรักษาด้วยวิธีการใด บางคนเป็นแผลเน่าไปทั้งตัว เคยไปรักษาที่โรงพยาบาล หมอปัจจุบันบอกว่าเป็นมะเร็ง รักษาอยู่หลายปีไม่หาย ได้ยินชื่อเสียงของหลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาติพี่น้องได้พามารักษาที่ วัดคลองมอญ เมื่อหลวงพ่อดูอาการแล้วบอกว่า “โดนผีคุณ” ไม่ไช่มะเร็งหลวงพ่อท่านได้ใช้ปูนกับน้ำมนต์รักษาคนไ ข้ ใช้มีดหมอสับ และไม้เท้ากดตามตัวคนไข้ ก่อนทำการรักษาต้องมีดอกไม้ ธูปเทียน และเงิน ๖ บาทสลึงเป็นค่าบูชาครู และต้องบนครูด้วยว่า เมื่อหายจากอาการป่วยแล้วจะถวายครูด้วยไก่ ๑ ตัว, เหล้าขาว ๑ ขวด ,กล้วย ๑หวี, ข้าวสาร ๑ ถ้วย , และเงิน ๖ บาทสลึง เป็นสิ่งที่แปลกผู้คนส่วนมาก ที่มารักษาจากหลวงพ่อหายจากโรคร้ายทุกคน เมื่อถึงวันไหว้ครูจะมีผู้คนมามากมายถวายขวัญข้าวครู เต็มโบสถ์ไปหมดแทบจะไม่มีทางเดินเลย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงปู่ศุขพ่อมหาโพธิ์ วัดคลองมอญ ชัยนาทปลุกเสกหลังยันต์เกราะเพชร (ตาข่ายเพรช) ใช้ แทน ตะกรุดผ้ายันต์ของหลวงพ่อได้ครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260518_220752.jpg IMG_20260518_220819.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤษภาคม 2026 at 13:19
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,416
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1772608591850.jpg

    ปลุกเสกตะกรุดวิ่งได้ เสกให้ลอยทวนน้ำได้ เป็นที่กล่าวขานของชาวสมุทรสงครามมาจนถึงทุกวันนี้

    หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ ผู้สร้างตะกรุดลูกอม และไหม 5 สีอันโด่งดัง พุทธคุณครอบจักรวาล ท่านเป็นศิษย์เอกสืบทอดพุทธาคมจากหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ จ.สมุทรสงคราม เจ้าตำหรับตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ หลอมไม่ละลายอันโด่งดัง และหลวงปู่หยอดยังนับเป็นศิษย์หลานของหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี
    ▪ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งมาก ปลุกเสกตะกรุดวิ่งได้ เสกให้ลอยทวนน้ำได้ เป็นที่กล่าวขานของชาวสมุทรสงครามมาจนถึงทุกวันนี้ วัตถุมงคลของท่านเรียกได้ว่ามีพุทธคุณครอบจักรวาล ทั้งเมตตามหานิยม ค้าขาย โชคลาภ แคล้วคลาดปลอดภัย แม้ถึงคราวจวนตัวเป็นมหากำบังล่องหนหายตัวได้ แม้ท่านจะละสังขารไปนานแล้ว แต่สังขารของท่านก็ไม่เน่าเปื่อย บรรจุอยู่ภายในโลงแก้วให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชามาจนถึงทุกวันนี้

    *พระเครื่งหลวงปู่หยอด ช่วยให้ชาวบ้านรอดตาeจากอาวุธสงคราม**

    รายนี้เกิดขึ้นที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีชาวบ้านในแม่กลองไปประกอบอาชีพทำไร่ และค้าขายจนมีฐานะ โดยฝ่ายตรงข้ามนั้นมีความอิจฉาริษยาเป็นอย่างมาก เห็นว่าเขามีเงินมีทองมีความร่ำรวย ครอบครัวนี้เดินทางไปกราบหลวงปู่หยอดอยู่บ่อยๆ และยังเล่าเรื่องถึงคนอิจฉามาคอยทำร้ายหลายครั้ง หลวงปู่ท่านก้อให้ของดีไปติดตัว และให้ระวังตัวเสมอๆ อย่าประมาท วันหนึ่งในขณะที่ศิษย์ของท่านขับรถกะบะปิคอัพกลับจากช่วยงานบวชบ้านคนรู้จักกัน ก็มีคนร้ายดักอยู่ตรงทางเข้าไร่ แล้วใช้อาวุธสงครามยิjเข้าใส่รถกะบะปิคอัพ คนขับรถจึงเร่งเครื่องขับรถหนี ด้วยความรีบแฉลบลงข้างทางแต่คนในรถนั้นก็ใจถึงแม้มีแต่ปืnพก คนเรานั้นเมื่อใจสู้หมายถึงไม่คิดอะไรแล้วเมื่อคนอื่นมาทำร้ายเรา เรามีอาวุธก็ตอบโต้ฉากการยิjเข้าใส่กันระยะประชิด อาวุ.ธสงครามต้องวิ่งหนีไปกับความมืด พร้อมทั้งทิ้งรอยเลือdแดงเป็นทางไว้อีกด้วย หลังจากนั้นไม่กี่เดือน คนที่มายิงกะจะมาเก็บให้ฝ่ายตรงข้ามต.า.eสนิท

    คราวนี้มาตอนสายดีกว่าไม่มีใครระวัง คนงานกำลังตัดสับปะรด บางกลุ่มก็ขนขึ้นรถ คงไม่มีใครรู้ว่าคนร้ายหมายมาเอาชีวิตใคร คนระวังนั้นเขาระวังตัวอยู่แล้ว พอเห็นคนร้ายมาใกล้ก็บอกญาติและพรรคพวกให้เตรียมตอบโต้ทันที คราวนี้ยิjกันกลางวัน ยิjกันระยะประชิดตัวกว่าคราวก่อนอีก เสียงปืnดังสนั่นไร่ คนงานที่กลัวถูกลูกหลงก็นอนราบหมอบหลบ บางคนก็มองดูคนยิjกัน ไม่กี่นาทีคนร้ายที่มากันหลายคนก็พากันลากคนเจ็บไป คนที่ถูกยิjตาeก็นอนอยู่สองศ.พ พวกคนงานเห็นว่าคนร้ายเริ่มล่าถอยก็ส่งเสียงบอกให้ช่วยกันดักจับ คนงานไร่ใกล้ๆ กันเกือบร้อยมาช่วยกัน คนร้ายหนีแทบไม่ทันทิ้งปืnไว้หลายกระบอกมีคนตาeอีกสองศพ

    ศิษย์หลวงปู่หยอดถูกยิงถึงสี่นัด แต่ลูกปืnยิ.ไม่เข้าสักนัดซ้ำยังยิ.คนร้ายตาeไปสองและบาดเจ็บอีกสอง คราวนั้นเหรียญหล่อซุ้มประตูรุ่นแรก (ที่ระลึกผูกพัทธสีมา ปี 30) มีชื่อเสียงโด่งดังมาก แม้แต่หนังสือพิมพ์รายวันก็ยังลงข่าว จนมีผู้คนแห่มาเช่าบูชาจนหมดวัด

    ในเรื่องอภินิหารของท่านนั้นยังมีอีกมากมาย ส่วนมากแล้วจะเป็นด้านแคล้วคลาดอันตรายต่างๆ แม้แต่ทหารไทยของหน่วยทหารช่าง จ.ราชบุรี กับภารกิจขององค์การสหประขาขาติ (UN) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิd/กับระเบิdในประเทศกัมพูชาก็รอดตายมาแล้ว โดยเกิดเหตุระเบิdเสียงดังตูมสนั่นหวั่นไหว แต่ไม่มีใครได้รับอันตราย ทำให้เหรียญรุ่นนั้นเรียกว่าเหรียญกู้ระเบิdไปเลย....

    ที่มา.... หนังสือพิมพ์อิทธิฤทธิ์ ฉบับที่ 11 เดือนสิงหาคม ปี 2547 หน้า 27

    ** ขออนุญาตเผยแพร่ข้อมูล....
    เชือกไหมห้าสี คือ ของขลังของดีสุดวิเศษ ของหลวงปู่หยอดที่ดังมาก…**

    ยามที่ท่านว่างจากการงานต่างๆ หลวงปู่ท่านจะเอาไหมห้าสีมาขวั้นทำเป็นเชือก สำหรับให้คนที่มาขอเอาไปคล้องคอ ทั้งยังทำเป็นเชือกไหมห้าสีแบบสวมข้อมือ ใครขอกับท่านจึงจะได้ ใครไม่ขอท่านก็ไม่ค่อยได้ ท่านจะทำเอาไว้เรื่อยๆ คนไหนที่ท่านเห็นว่ามีความเลื่อมใสท่านมากๆ นั่นแหละหลวงปู่ท่านถึงจะให้ท่านผู้นั้น

    คนที่ได้ส่วนมากเรียกว่าคนจนหาเช้ากินค่ำ ที่ไปกราบหาฤกษ์หายามมงคลต่างๆ บางคนก็ไปขอของดีจากท่าน ทั้งเชือกคล้องคอและสวมข้อมือ ผู้คนที่ได้ไปติดตัวต่างก็ประสบอภินิหารในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านแคล้วคลาดและทางเมตตา แม้แต่ทางคงกะพันชาตรี ถึงจะมีประสบการณ์ในด้านต่างๆ ให้คนได้เล่าขานกันก็ยังไม่มากมายอะไรนัก เมื่อมีใครไปเล่าให้ท่านฟัง ไม่มีอะไรมาก นอกจากท่านจะบอกว่าคนเราทำดีนั้น คุณพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะคุ้มครอง ถ้าใครทำอะไรไม่ดีก็ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะมารักษาคุ้มครอง

    คนเรานั้นถึงจะมีความรู้เล่าเรียนถึงระดับปริญญาตรี ปริญญาโทก็ตาม เมื่อเราเป็นคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาก็จะหันหน้าเข้าวัดกันตามโอกาส ไปทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สาวงามท่านหนึ่งเรียนระดับปริญญาโทเป็นคนอัมพวานั่นเอง ครอบครัวเป็นชาวพุทธ และเธอผู้นั้นก็ไม่เคยละเลยเรื่องบุญทำทานเลย แต่เรื่องกรรมเก่าใครเล่าจะรู้ ซึ่งเธอนั้นมีปัญหาเรื่องความรัก คนรักตีจากไปมีสาวคนใหม่ ถึงเธอจะอ้อนวอนให้คืนดีอย่างไร อ้อยที่เขาเคี้ยวแล้วก็หมดก็ความหวาน สาวผู้นั้นน้อยใจมาก เธอเคยไปหาหลวงปู่หยอดที่วัดเล่าเรื่องที่ทุกข์ใจให้ฟัง หลวงปู่ท่านก็ให้สติในด้านที่ดีให้ละลืมอดีตที่ผ่านมา ท่านสอนธรรมจนสาวผู้นั้นมีกำลังใจคลายทุกข์ลงได้บ้าง เธอมากราบหลวงปู่หลายครั้งในยามที่เธอเครียด ครั้งสุดท้ายหลวงปู่มอบไหมห้าสีให้เธอเอาไปคล้องคอและเธอก็ขอไหมสวมข้อมือด้วย วันนั้นเป็นวันทำบุญที่บ้านญาติของเธอนั่นเอง เหมือนกับหลวงปู่จะรู้ว่าเธอผู้นั้นจะคิดร้ายทำลายตัวเอง วันนั้นท่านได้ให้สติกับสาวผู้นั้นอยู่นานหลายนาที ก่อนที่จะเดินทางกลับหลังจากเสร็จงานทำบุญแล้ว

    อีกไม่กี่วันมีข่าวลือทั้งแม่กลอง สาวนักเรียนปริญญาโทตัดสินใจปัญหาชีวิต ด้วยการใช้ปืnพกของบิดายิ.ตัวเอง เดชะบุญที่พ่อของเธอไม่เดือดร้อนจากการฆ่ตัวตายของลูกสาว เพราะปืnที่ยิjนั้น...ยิjไม่เข้า ทั้งๆ ที่เธอเองยิjหัวสมองตัวเอง กะให้นัdเดียวกระจายตาeสนิท จะได้ไม่มีความเจ็บปวดแต่ประการใดๆ เมื่อเสียงปืnดังขึ้น คนในบ้านรู้ดีว่าเธอทำอะไรสักอย่างแน่แล้ว จึงรีบวิ่งขึ้นไปดูในห้องซึ่งปิดประตูต้องพังเข้าไป เห็นสาวผู้นั้นนั่งตัวแข็งร้องให้ไม่รู้สติว่ามันเป็นอะไรอย่างนั้น จนพ่อแม่และพี่ชายขึ้นไปจนครบ จึงรู้ว่าเธอฆ่าตัวตาe แค่ปืนที่ยิjนั้นยิjไม่เข้าลูกปืnตกอยู่ข้างๆ ตัวเธอนั่นเอง พอได้สติพร้อมกัน ทุกคนหายตกใจกันแล้วก็พากันไปกราบหลวงปู่หยอดที่วัดแก้วเจริญ

    วันนั้นมีชาวกรุงเทพและชาวราชบุรีเดินทางไปกราบท่านอยู่สามราย ทุกคนกำลังนั่งสนทนากับท่าน แล้วพวกเขาก็หันมาดูผู้ที่ขึ้นมาเยือนหลวงปู่กันทุกคน ผู้ที่ไปหาท่านใหม่พอนั่งสงบแล้ว ก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ท่านฟังอย่างละเอียด หลวงปู่ท่านก็บอกให้ตั้งสติ เรื่องราวในอดีตได้ผ่านพ้นไปแล้ว ให้คิดถึงแต่สิ่งที่ดี ในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยพลาดพลั้ง ทุกคนมีความผิดพลาดมาด้วยกันทั้งนั้น

    นับจากนั้นมาข่าวเรื่องราวอภินิหารของท่านก็เริ่มดังมากขึ้นไปทั่วหลายจังหวัด วัยรุ่นจากราชบุรีส่วนมากเป็นนักเรียนอาชีวะและนักเรียนเหล่านี้จะเดินทางไปขอไหมห้าสีทั้งแบบสวมคอและสวมข้อมือกับหลวงปู่อยู่บ่อยๆ ทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ ชาวบ้านทั่วๆ ไป คนใกล้ในท้องถิ่นนั้นก็จะแวะเวียนไปกันไม่เคยขาด ส่วนนักสร้างพระเครื่องทั้งหลายก็แวะเวียนเดินทางไปหาหลวงปู่เช่นกัน จากท่าเรืออัมพวาไปวัดแก้วเจริญบางเที่ยวมีชาวกรุงเทฯ และบรรดานักสร้างพระเครื่องที่หวังจะได้สร้างพระกับหลวงปู่ก็ลงเรือหางยาวลำเดียวกัน บางเที่ยวเรือหางยาวออกทีเดียวพร้อมกันสองลำก็ยังมี จุดหมายปลายทางที่วัดแก้วเจริญ

    ถึงผู้คนจะแวะเวียนไปกันมาก ท่านก็มีงานมากขึ้น แต่ท่านก็มิเคยปริปากว่าเหนื่อยอะไร ใครมาหาเมื่อเสร็จธุระแล้ว ท่านก็ทำงานของท่านต่อไป จากทางเรือก็มีทางรถยนต์ มีคนเดินทางไปลงหลังวัดแล้วเดินเข้าวัดเหมือนอย่างกับวัดมีงานสำคัญๆ บางคนก็เอารถเก๋งกันไป ท่านต้อนรับทุกคน ใครเสร็จธุระแล้วก็กลับ ระยะนั้นยังไม่ได้มีการสร้างพระเครื่องอะไรนัก มีเพียงพระเครื่องบางรุ่น และไหมห้าสีที่ท่านแจกให้กับผู้ที่เลื่อมใสที่ขอกับท่านเท่านั้น

    คนตกรถทัวร์ในจังหวัดราชบุรีไม่ต..า..e....

    รายนี้เป็นเด็กสิบกว่าขวบเป็นลูกข้าราชการขึ้นรถไปกรุงเทพฯ ไม่รู้ว่านั่งหรือทำอย่างไรเข้า ตกลงไปที่ถนนขณะที่รถวิ่ง ไม่มีใครเห็น ตำรวจทางหลวงดักรถคันนั้นไว้ มีชาวบ้านนำตัวเด็กไปส่งโรงพยาบาลแล้วแจ้งตำรวจ ดีที่เด็กผู้นั้นไม่เป็นอะไร ในตัวมีไหมหลวงปู่หยอดคล้องคออยู่เส้นเดียว

    วัยรุ่นนักเรียนอาชีวะซัดกันด้วยปืnและดาbสลบเหมือด รอดตายด้วยไหมสวมข้อมือและไหมคล้องคอ

    รายนี้บ้านอยู่แถวอำเภอวัดเพลง ซึ่งห่างจากวัดแก้วประมาณสองกิโลเมตรเท่านั้นเอง เป็นนักเรียนในตัวเมืองราชบุรี เขาและเพื่อนนั่งรถเครื่องไปเที่ยวในตัวเมืองราชบุรีกลับก็เที่ยงคืนกว่า ด้วยพบคู่อริในงานจึงรีบกลับ ไม่อยากมีเรื่อง ด้วยปันสองคน แต่คู่อรินั้นเห็นเข้าก็เลยมาดักกลางทาง หนุ่มทั้งสองไม่ได้ระวังตัวจึงถูกดังยิjฟันแทjทั้งถูกตีด้วยไม้ รถล้มกลางถนน ฝ่ายตรงข้ามนึกว่าเขาทั้งสองนั้นตาeแล้วก็ลากไปไว้ที่ข้างทางถนนในพงหญ้า รถเครื่องก็ลากไปทิ้งในคูน้ำใกล้ๆ นั่นเอง ราวตีสามเด็กหนุ่มทั้งสองก็ฟื้นด้วยความเย็นของน้ำค้าง จึงค่อยๆ เดินบ้างคลานบ้างไปยังโรงพยาบาล ทางบ้านทราบข่าวก็เกือบเช้า เพราะมีคนไปบอกว่าลูกหลานถูกทำร้ายนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาลวัดเพลง ด้วยอำนาจแห่งไหมห้าสีทั้งสวมคอและสวมข้อมือของหลวงปู่หยอด ที่ช่วยให้เด็กหนุ่มทั้งสองรอดต..า..ยจากอาวุธร้ายได้อย่างน่าอัศจรรย์....

    รายนี้เป็นวัตถุมงคลของหลวงปู่หยอดที่ได้รับไปจากมือของท่านในงานทำบุญ ทั้งสองมีอาชีพขับเรือหาวยาว วิ่งรับคนโดยสารท่าเดียวกันผ่านหน้าวัดแก้วเจริญไปยังอัมพวา ก็ขับกันมาหลายปีแล้ว อยู่ๆ ก็มีเรื่องทะเลาะกันด้วยสาเหตุจากการพนัน ที่สุดทั้งสองคนก็ใช้อาวุธเข้าทำร้ายต่อสู้ด้วยอาวุธปืnยิjกัน โดยทั้งสองคนนั้นยิjกันไม่เข้า เพราะมีไหมคล้องคอและวัตถุมงคลของท่านติดตัวทั้งคู่ ตอนหลังคนทั้งสองได้เดินทางไปกราบหลวงปู่ที่วัด ท่านถามมีสติดีอยู่หรือเปล่าโยม เราคนบ้านเดียวกัน ทำอะไรให้ใช้สติกันบ้าง ทำเอาคนทั้งสองถึงกับพูดไม่ออก ก้มกราบท่านแล้วก็ลงจากกุฏิไป

    ที่มา.... หนังสือพิมพ์อิทธิฤทธิ์ ฉบับที่ 11 เดือนสิงหาคม ปี 2547 หน้า 25

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ชุด ๓ องค์
    ๑.พระสมเด็จปรกโพธิ์ปิดทองด้านหน้าฝั่งมวลสารด้านหลังบรรจุใหม่ 5 สี วิชาเอกของหลวงปู่หยอด
    ๒.เหรียญพระคันธราชหลังยันต์เฑาะว์ประจำตัวหลวงปู่หยอด
    ๓.พระสมเด็จลาภยศสรรเสริญ เนื้อผงว่านหลังยันต์

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260518_225409.jpg IMG_20260518_225436.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,416
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1779123204357.jpg 1779123207041.jpg
    เหรียญปู่ชีวกโกมารภัต ขวัญถุง เงินทอง
    สร้างปีพ.ศ. ๒๕๓๖ เนื้อทองแดง

    ประวัติการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้
    เหรียญนี้จัดสร้างขึ้นด้วยศรัทธาบารมีของอาจารย์บุญญฤทธิ์ รวบรวมกำลังทรัพย์ ทำการจัดสร้างเหรียญเพื่อแจกจ่ายบูชา
    ผ่านการทำพิธีภายในพระอุโบสถ วัดสมณานัมบริหาร ในวาระครบรอบ ๘๗ ปี หลวงพ่อบ๋าวเอิง วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๓๖.
    ด้านหน้าเหรียญเป็นองค์ปู่ชีวกโกมารภัต นั่งเต็มองค์ ประดับด้วยขวัญถุง เงินทอง
    ด้านหลังเหรียญเป็นองค์หลวงพ่อบ๋าวเอิง ทำพิธีเพ่งกำลังกระแสจิต อัญเชิญวิญญาน มีเส้นแสงพุงลงสู่มือ ทุกครั้งที่หลวงพ่อทำการอัญเชิญวิญญาน จะเปล่งคำศักดิ์สิทธิ์นี้ ในภาษาจีนออกเสียงว่า "โฮ่ว" ถ้าเป็นภาษาไทยก็ให้ความหมายว่า สำเร็จ และทุกครั้งที่หลวงพ่อเปล่งวาจานี้การอัญเชิญวิญญานและพิธีกรรมต่างที่หลวงพ่อได้ประกอบขึ้นก็จะแสดงผลสำเร็จสัมฤทธิ์ขึ้น

    ต้องกล่าวว่าเป็นเหรียญปู่ชีวกโกมารภัต ที่มีเจตนาในการจัดสร้างดีเยี่ยม พิธีดียิ่งอีกหนึ่งเหรียญครับผม

    บทความโดยแอดมินโสพณ
    หลวงพ่อบ่าวเอิงวัดญวนสะพานขาว

    เปิดประวัติ หมอชีวกโกมารภัจจ์
    แพทย์ประจำพระพุทธเจ้า
    ผู้เป็นบรมครูแห่งแพทย์แผนโบราณ

    และพิธีการเททองหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์
    ในยุคสมัย องสรภาณมธุรส หลวงพ่อบ๋าวเอิง
    เจ้าอาวาสวัดสมณานัมบริหาร(วัดญวณสะพานขาว) อนัมนิกาย

    ประวัติ สมัยพระพุทธกาลก่อนพุทธพระสมณโคดม

    ในอดีตกาลอันไกลโพ้นยุคสมัยของ
    พระพุทธเจ้านามว่า "ปทุมุตตระ"
    มีชายคนหนึ่งเห็น ชายชราคนหนึ่งเดินเข้าออกอยู่ที่พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าอยู่เป็นประจำ จึงถามให้หายสงสัย ก็ทราบว่าชายชราคนนั้นเป็น แพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า จึงอยากเป็นบ้าง

    ชายชราจึงบอกให้หนุ่มคนนั้นจงอธิษฐานเอาเพราะหน้าที่นี้ ในช่วงพุทธกาลมีได้แค่คนเดียวเท่านั้น

    ชายหนุ่มแม้จะหายสงสัยแต่ก็เข้าไปถามโดยตรงต่อพระพุทธเจ้าเรื่องการอธิษฐานบุญให้เป็นไปได้ตามที่ต้องการนั้นมีจริงหรือไม่

    "ดูก่อน การอธิษฐานจิตคือ การตั้งใจมั่นว่าจะทำอะไรและตั้งใจมั่นทำในสิ่งนั้นให้สำเร็จ การกระทำเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อชาตินี้ ชาติหน้าและภพชาติต่อไป" พระพุทธองค์ตรัสตอบ

    "โอ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายภัตตาหารแด่พระองค์ ด้วยอานิสงส์นี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นแพทย์ประจำพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตด้วยเถิดพระเจ้าข้า"

    "เอวัง โหตุ ขอให้คำอธิษฐานสัมฤทธิ์ดังท่านปรารถนาเถิด" พระพุทธองค์กล่าวอำนวยพร

    เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว ชายผู้นี้ก็ไปเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎเป็นเวลานาน ต่อมาในช่วงกาลพระพุทธ
    สมณโคดม ณที่เมืองไพศาลีเขาก็ได้กำเนิดขึ้นอีกครั้ง

    เขาเกิดเป็นบุตรนางโสเภณีนามว่า "สาลวดี" นางนครโสเภณีผู้ทรงเกียรติแห่งเมืองราชคฤห์ โดยพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้ง มีเงินเดือนและค่าตัวสำหรับผู้ร่วมอภิรมย์อีกคนละ ๑๐๐ กหาปณะ (ประมาณ ๔๐๐ บาท)

    ด้วยเพราะไม่ได้ตั้งใจให้เกิด เมื่อเกิดมาแล้วแถมเป็นชายเสียด้วย นางจึงไม่เลี้ยง สั่งให้เอาไปทิ้งที่หน้าประตูวัง เช้าตรู่วันนั้น เจ้าฟ้าอภัยกุมาร พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปพบเข้า จึงนำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม
    ตั้งชื่อให้ว่า "ชีวกโกมารภัจจ์"
    (ชีวะกะ) แปลว่า
    ผู้ยังมีชีวิตรอดมาได้ ตอนเป็นเด็ก

    ชีวกเป็นคนฉลาด
    มีปฎิภาณเฉียบคม
    ถูกเด็ก ๆ ในวังด่าเสียดสีว่า
    เป็นลูกไม่มีพ่อ จึงมีความมานะ
    จะเอาชนะหาความรู้ใส่ตัว
    ให้ใครดูถูกไม่ได้

    เขาหนีไปกับกองคาราวานไปยังเมืองตักกสิลา ฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชาแพทย์กับอาจารย์ทิศาปราโมกข์ เรียนอยู่ 7 ปีก็จบ ลาอาจารย์กลับบ้านเกิดเมืองนอน

    โดยอาจารย์ให้เสบียงมานิดหน่อยหมดระหว่างทาง จึงต้องใช้วิชาความรู้ที่เรียนมารักษาโรคปวดหัวของภรรยาเศรษฐีเมืองสาเกต ที่เป็นมา 7 ปีแล้ว รักษาหมอที่ไหนก็ไม่หายสักที สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปรุงยาขนานเดียว เขาจึงได้รับรางวัลถึง 4 พัน กหาปณะ

    เมื่อกลับถึงเมืองราชคฤห์แล้วได้มีโอกาสรักษาโรคภคันทอาพาธ (โรคริดสีดวงทวาร) ของพระเจ้าพิมพิสารจนหายขาด พระเจ้าพิมพิสารจึงแต่งตั้งให้เป็นแพทย์หลวงประจำพระราชสำนัก ได้พระราชทานบำเหน็จจำนวนมาก รวมทั้งสวนมะม่วงด้วย

    หมอชีวกได้ผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ของบุตรเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี คนหนึ่งให้หายขาดจากโรคร้ายได้ แล้วได้ผ่าตัดสมองเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์คนหนึ่งจนอาการโรคปวดหัวหายขาด

    ชื่อเสียงเกียรติคุณของหมอชีวกก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองว่าเป็น "หมอเทวดา" ชื่อเสียงได้ฟุ้งขจรไปยังต่างแดน ถึงเมืองอุชเชนีแคว้นอวันตีซึ่งอยู่ห่างไกล

    พระเจ้าจัณฑปัชโชต กษัตริย์ผู้ดุร้ายประชวรด้วยโรคปวดพระเศียรข้างเดียวมาเป็นเวลานาน ๗ ปีแล้ว จึงส่งราชฑูตมาขอจากพระเจ้าพิมพิสารให้ไปรักษา หมอชีวกถวายการรักษาจนหายแต่ก็เกือบถูกประหารชีวิตเพราะพระเจ้าจัณฑปัชโชติไม่ชอบเนยใส หมอชีวกปรุงยาใส่เนยใสไว้

    พระเจ้าจัณฑปัชโชติถึงกับสั่งคนตามล่าหาว่าหมอชีวกแกล้ง แต่หมอชีวกก็เอาชีวิตรอดกลับมาได้ด้วยปัญญาของตน

    เมื่อพระเจ้าจัณฑปัชโชตหายประชวรแล้วทรงสำนึกในบุญคุณหมอชีวกจึงทรงส่งผ้ากัมพลหรือผ้าแพรเนื้อละเอียดอย่างดีสองผืนไปพระราชทานแก่หมอชีวก

    เมื่อกลับถึงเมืองราชคฤห์แล้วได้มีโอกาสรักษาโรคภคันทอาพาธ (โรคริดสีดวงทวาร) ของพระเจ้าพิมพิสารจนหายขาด พระเจ้าพิมพิสารจึงแต่งตั้งให้เป็นแพทย์หลวงประจำพระราชสำนัก ได้พระราชทานบำเหน็จจำนวนมาก รวมทั้งสวนมะม่วงด้วย

    หมอชีวกได้ผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ของบุตรเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี คนหนึ่งให้หายขาดจากโรคร้ายได้ แล้วได้ผ่าตัดสมองเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์คนหนึ่งจนอาการโรคปวดหัวหายขาด

    ชื่อเสียงเกียรติคุณของหมอชีวกก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองว่าเป็น "หมอเทวดา" ชื่อเสียงได้ฟุ้งขจรไปยังต่างแดน ถึงเมืองอุชเชนีแคว้นอวันตีซึ่งอยู่ห่างไกล

    พระเจ้าจัณฑปัชโชต กษัตริย์ผู้ดุร้ายประชวรด้วยโรคปวดพระเศียรข้างเดียวมาเป็นเวลานาน ๗ ปีแล้ว จึงส่งราชฑูตมาขอจากพระเจ้าพิมพิสารให้ไปรักษา หมอชีวกถวายการรักษาจนหายแต่ก็เกือบถูกประหารชีวิตเพราะพระเจ้าจัณฑปัชโชติไม่ชอบเนยใส หมอชีวกปรุงยาใส่เนยใสไว้

    พระเจ้าจัณฑปัชโชติถึงกับสั่งคนตามล่าหาว่าหมอชีวกแกล้ง แต่หมอชีวกก็เอาชีวิตรอดกลับมาได้ด้วยปัญญาของตน

    เมื่อพระเจ้าจัณฑปัชโชตหายประชวรแล้วทรงสำนึกในบุญคุณหมอชีวกจึงทรงส่งผ้ากัมพลหรือผ้าแพรเนื้อละเอียดอย่างดีสองผืนไปพระราชทานแก่หมอชีวก

    หมอชีวกได้นำผ้าสองผืนนั้นไปถวายพระพุทธเจ้า จนเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์รับผ้าสำเร็จทำชาวบ้านถวายได้แต่บัดนั้นมาทำให้คหบดี และชาวเมืองต่างดีใจพากันนำจีวรมาถวายพระเป็นจำนวนมาก

    ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมื่อบำเพ็ญพุทธกิจตลอดทั้งวัน ทรงมีเวลาพักผ่อนน้อย พุทธกิจ ๕ ประการคือ

    - เวลาเช้ามืด ทรงตรวจดูอุปนิสัยสัตว์โลกที่ควรโปรด
    - เช้า เสด็จออกบิณฑบาต หรือโปรดสัตว์
    - เวลาเย็น ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่พุทธบริษัท
    - เวลาค่ำ ทรงให้โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์
    - เวลาดึก ทรงแก้ปัญหาเทวดา

    พระวรกายของพระพุทธองค์จึงเกิดหมักหมมด้วยสิ่งอันเป็นโทษ พระพุทธองค์ต้องเผชิญอาการท้องผูกอย่างร้ายแรงเนื่องจากนั่งนาน

    พระอานนท์จึงไปหาหมอชีวกแจ้งพระอาการของพระพุทธเจ้าให้ทราบ หมอชีวกได้ไปถวายยาถ่าย พระวรกายของพระพุทธองค์ได้กลับเป็นปกติดังเดิม และได้ถวายตัวเป็นแพทย์ประจำพระองค์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พร้อมทั้งถวายสวนมะม่วงให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าอีกด้วยโดยชื่อว่า "ชีวกอัมพวัน"

    หมอชีวกได้ถวายการรักษาพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ถูกพระเทวทัตลอบทำร้าย กลิ้งหินบนยอดเขาคิชฌกูฏหมายจะให้ทับพระองค์ให้สิ้นพระชนม์ แต่ก็ทำได้แค่ทำให้พระบาทของพระพุทธองค์มีพระโลหิตห้อเท่านั้นหมอชีวกได้ถวายการรักษาที่สวนมะม่วงนั้น

    หมอชีวกตลอดชีวิตท่านยุ่งอยู่กับการรักษาโรคคนทั้งเมืองไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม แต่ท่านก็เป็นพระโสดาบัน ได้ใช้วิชาความรู้ที่เล่าเรียนมาบำเพ็ญประโยชน์แก่ชนหมู่มาก ช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ไม่เลือกยากดีมีจน

    ท่านได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเอตทัคคะในด้านเป็นที่รักของปวงชน

    อยากเป็นสิ่งใดท่านจงอธิษฐานและพยายามทำสิ่งนั้นให้สำเร็จเถิด หากเป็นสิ่งที่ดีงามแล้ว สิ่งนั้นย่อมสำเร็จผลแน่นอน

    องค์บรมครูชีวกโกมารภัจจ์ องค์แรกของประเทศไทย
    ที่มีศิริโฉมใกล้เคียงองค์จริงที่สุดองค์แรกของโลกก็ว่าได้
    อีกหนึ่งตำนานคู่วัดสมณานัมบริหาร (วัดญวน สะพานขาว)
    ที่มีความเป็นมายาวนานกว่า 60 ปี
    .
    สร้างขึ้นโดย องสรภาณมธุรส (หลวงพ่อบ๋าวเอิง)
    อดีตเจ้าอาวาส วัดสมณานัมบริหาร (วัดญวน สะพานขาว)
    ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่ องสุตบทบวร
    .
    โดยอัญเชิญดวงจิตแห่งองค์บรมครูชีวกโกมารภัจจ์
    ลงมาสถิตที่หน้านิ้วหัวแม่มือของหลวงพ่อ เพื่อให้
    คุณโชติ สโมสร ซึ่งเป็นผู้ปั้นองค์บรมครูองค์นี้ ได้เห็น
    รูปลักษณ์ขององค์บรมครูชีวกโกมารภัจจ์ อย่างอัศจรรย์
    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2497
    .
    ต่อมาองค์บรมครูชีวกโกมารภัจจ์ องค์นี้
    ได้กลายเป็นองค์ต้นแบบในการสร้างองค์บรมครู
    ในสถานที่ต่างๆ ที่ได้สร้างขึ้นอยู่มากมายในประเทศไทย
    .
    ถือเป็นอีกหนึ่งตำนาน และ ความศักดิ์สิทธิ์
    ที่อยู่คู่กับวัดสมณานัมบริหาร (วัดญวน สะพานขาว)
    มากว่า 60 ปี ตราบจนปัจจุบัน

    ข้อมูลจากวัดญวนสะพานขาว

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญปู่ชีวกปี ๒๕๓๖
    สภาพ ไม่สวย แต่ เหรียญไม่สึก

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260518_234849.jpg IMG_20260518_234922.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,416
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1779185273712.jpg

    หนุมานทำอะไรก็สำเร็จ รบกับใครก็ชนะ มี เมตตามหาเสน่ห์อยู่ในตัว
    อาวุธประจำกาย คือ ตรีเพชร(สามง่าม)
    โบราณจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางพุทธาคม มักจะสร้างเครื่องราง

    ตัวพิเศษ (ย่อจากตัวที่ 9) สวาหะ
    แม่หนุมานขี่ราชสีห์
    เชิญธงบุญฤทธิ์ อำนาจบารมีมหาศาล

    ตำนานหนุมานทั้งเก้าตัว ล.พ.แล วัดพระทรง
    หลวงพ่อแล ท่านจะมีชื่อเสียงด้านสักยันต์หนุมานมากที่สุด ท่านหนึ่ง หลวงพ่อแล ท่านเป็นชาวเพชรบุรี นับว่าเป็นวาสนาของท่าน ท่านได้ไปบวชที่วัดหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง หลังจากที่ได้เรืยนวิชากับหลวงพ่อเพลินแล้ว ท่านก็ได้ไปเรียนครูบาอาจารย์อื่นอีก รวมแล้วสิบห้าท่าน แต่ละองค์อยู่ในระดับแนวหน้าทั้งนั้น
    แต่ที่ท่านไปเรียนเกี่ยวกับหนุมาน มีอยู่สองท่านคือ หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง และพระครูสันต์ วัดเขาวัง โดยได้ไปเรียนพร้อมกับหลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง พระครูสันต์ ได้ให้ทั้งสามท่านจับฉลากเอา ว่าใครจะได้วิชาอะไร ปรากฎว่าหลวงพ่อแล ได้วิชาหนุมาน หลวงพ่อไสว ได้วิชาเสือ หลวงพ่ออุ้นได้วิชาผ้ายันต์
    หลวงพ่อทองศุขท่านสักหนุมานด้วย แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง พวกคนใหญ่คนโต สมัยนั้น นิยมให้ท่านสักหนุมานคัวแปดให้ มีพระยาพหลฯเป็นต้น แต่หนุมานตัวเก้า ท่านได้สักให้ ผู้มีบุญญาธิการสูงสุด หลังจากนั้นท่านประกาศไม่สักตัวเก้าให้ใครอีก
    หนุมาน" เป็นบุตรของพระพายกับนางสวาหะ มีกำเนิดมาจากเทพ
    หนุมานมีกายสีเผือก เอกลักษณ์สำคัญอย่างหนี่ง คือ มีเขี้ยวแก้วกุณฑล ขนเพชร
    สามารถแผลงฤทธิ์ให้มี 4 หน้า 8 มือ หาวเป็นดาวเป็นเดือน แปลงกายหายตัวได้
    อยู่ยงคงกระพันชาตรี เมื่อถูกอาวุธตายพอลมพัดมาถูกร่างกายก็ฟื้นทันที
    หนุมานทำอะไรก็สำเร็จ รบกับใครก็ชนะ มี เมตตามหาเสน่ห์อยู่ในตัว
    อาวุธประจำกาย คือ ตรีเพชร(สามง่าม)
    โบราณจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางพุทธาคม มักจะสร้างเครื่องราง
    ของขลังเป็นรูปหนุมาน เพราะถือว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ผสมผสานกันอย่างสอดคล้องลงตัว
    กลมกลืน
    ความหมาย ของการสักยันต์หนุมาน ตัวที่ 1 ถึง ตัวที่ 8,ตัวพิเศษ(ย่อจากตัวที่ 9)
    ตัวที่ 1 สุวรรณะ สักแล้ว อายุยืน ไปไหนมีคนเมตตาช่วยเหลือ
    ตัวที่ 2 มนิโย สักแล้ว จะพูดจาเรียบร้อย ตรงไปตรงมา
    ตัวที่ 3 สังคะเมวะจะ สักแล้ว จะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุ้มครอง
    ตัวที่ 4 สุริยะ สักแล้ว เป็นลูกพระอาทิตย์
    ตัวที่ 5 มุขคะเมวะจะ สักแล้ว อุเบกขา(จะวางตัวเป็นกลาง)
    ตัวที่ 6 อาธิกะมูรัง สักแล้ว จะเป็นลูกเทวดา เทวดารักษาล้อมรอบตัวเรา
    ตัวที่ 7 มันตรา สักแล้ว มีเพื่อนมาก รักพวกพ้อง
    ตัวที่ 8 อุอุอะอะ สวามหามันตัง สักแล้วไม่กลัวใครใหญ่ที่สุด
    ตัวพิเศษ (ย่อจากตัวที่ 9 ) สวาหะ แม่หนุมานขี่ราชสีห์เชิญธงบุญฤทธิ์มากมาย

    ข้อมูลจากศิษย์วัดสะพานสูง

    หลวงพ่อคิดว่า "อภินิหาร" เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ?

    อภินิหารจะเกิดขึ้น ได้กับคนใดคนหนึ่งนั้น ต้องขึ้นอยู่ที่การ กระทำคุณงามความดี จึงจะมีอภินิหารได้ คนชั่วอย่าหวังเลยว่า จะได้พบอภินิหาร ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า คนที่เป็นเจ้าพ่อ นักเลงโต เมื่อวางปืนเมื่อไร ต่อให้มีพระเครื่องอยู่เต็มคอ พระก็ไม่คุ้มครอง

    พระเครื่องของหลวงพ่อ กับการสักยันต์หนุมาน สามารถใช้แทน กันได้หรือเปล่าครับ ?

    หลวงพ่อจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็เป็นเรื่องอภินิหารอีกแบบหนึ่ง ส่วนความ ศักดิ์สิทธิ์ ของหนุมานอยู่ในจำพวกสัตว์ก็ไปอีกแบบหนึ่ง แต่ความศักดิ์สิทธิ์ ก็มีความ คล้ายคลึงกัน คือ ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย เพราะตามหลัก การหรือหัวใจ ได้ใส่คาถา ลงไปเหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติ การเขียนยันต์ หนุมานตัวที่ ๘ ลงไปจะ ไม่เหมือนกับตัวอื่น เพราะหนุมาน เชิญธง มีอักขระรายละเอียด เป็นจำนวนมาก สักแต่ละครั้งต้อ งใช้เวลาประมาณกว่า ๑ ชั่วโมง แต่ถ้าทำทุกวันนี้ จะเป็นสักน้ำมัน เพราะใช้เวลาสักเพียง ๓๐ นาที และหนุมานตัวนี้มีไว้เชิญเงิน เชิญทองใครต้องการยันต์ตัวที่ ๘ ครบถ้วน ก็ต้องสักลงตัวเท่านั้น

    ประวัติ หลวงพ่อแล ทิตัพโพ วัดพระทรง จังหวัดเพชรบุรี
    "หลวงพ่อแล ทิตัพโพ" วัดพระทรง จ.เพชรบุรี พระเกจิอาจารย์ ผู้ทรงวิทยาคมศิษย์สายหลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง และหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง

    ประวัติหลวงพ่อแล วัดพระทรง มีสายเลือดชาวเพชรบุรี เกิดในสกุล วาดวงศ์ เมื่อวันพุธที่ 19 ก.ค. 2459 ที่บ้านไร่สัตว์ ต.ไร่มะขาม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายอยู่ และนางทอง วาดวงศ์ เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 7 คน

    อายุ 14 ปี เข้าพิธีบรรพชาที่วัดบ้านเกิด

    กระทั่งอายุครบ 20 ปี หลวงพ่อแล ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดหนองไม้เหลือง จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2497 มีหลวงพ่อใหม่ วัดเขาทะโมน เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อยอด วัดหนองไม้เหลือง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ทิตัพโพ"

    จากนั้นได้จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองไม้เหลือง ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่วัดพระทรงเมื่อ พ.ศ.2498 จนถึงปัจจุบัน

    ท่านได้เพียรปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และมีความสนใจร่ำเรียนสรรพวิชาความรู้ ด้วยตระหนักอยู่เสมอว่าวิชาความรู้ยิ่งเรียนมาก ยิ่งมีคุณประโยชน์ และไม่มีวันสูญสลาย โดยได้ศึกษากับครูบาอาจารย์เฉพาะในเพชรบุรีเพียงจังหวัดเดียวถึง 7 ท่าน

    เริ่มจากหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง อ.เมือง เรียนวิชาถอนพิษแมลงต่างๆ หลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง อ.ท่ายาง ร่ำเรียนวิชาสักยันต์ครู ซึ่งเป็นยันต์สูงสุดของการสัก เป็นยันต์แรกที่เรียกว่า "หัวใจพระราม" มีหน้าที่ควบคุมยันต์ต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นลิงลม, หนุมาน, พญาหงส์เงิน-หงส์ทอง เป็นต้น

    ต่อมา ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อชิต วัดมหาธาตุวรวิหาร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์

    นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิชาพระขรรค์ จากหลวงพ่อโสก วัดปากคลอง อ.บ้านแหลม พร้อมทั้งวิชาตะกรุดโทน ตะกรุดแฝด จากหลวงพ่อผัน วัดมหาธาตุวรวิหาร ได้เรียนสักตัวมหาเมฆ จากคุณพ่อต่อและคุณพ่อจันทร์ ศิษย์พระครูสันต์ แห่งวัดเขาวัง จ.เพชรบุรี พระเถราจารย์สมัยรัชกาลที่ 5

    ในปีพ.ศ.2489 เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน ผลักดันชีวิตของท่านให้ต้องแปรเปลี่ยน เมื่อครั้งที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุ เกิดเหตุร้ายแรงกับครอบครัวและญาติโยมของท่าน เมื่อมีโจรเข้าปล้นเงินทอง ทำร้ายโยมมารดาและพี่น้องทุกคนเสียชีวิต (โยมบิดาเป็นอัมพาตและได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว) ท่านต้องนำเงินจากการขายทองคำหนัก 6 บาท ที่พวกโจรรีบร้อนทำตกไว้ เพื่อนำไปจัดงานศพครอบครัว

    จากเหตุการณ์นี้ เป็นเหตุให้ท่านตัดสินใจออกเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่า เพื่อปฏิบัติธรรมและแสวงหาความรู้ โดยออกเดินทางจาก จ.เพชรบุรี มุ่งสู่ จ.นครปฐม เรียนวิชากะลาตาเดียว ราหูอมจันทร์ และเสริมดวงกับ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง อ.เมือง เรียนวิชาลงนะหน้าทองกับหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม อ.ดอนตูม และวิชาผงยาจินดามณี ที่ทำมาจากเบี้ยแก้ กับหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว อ.เมือง

    จากนั้น หลวงพ่อแล วัดพระทรง ได้เดินทางสู่ จ.สมุทรสาคร เรียนวิชาชูชกกับหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน อ.เมือง และเรียนวิชาตะกรุดไม้ไผ่ จากหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ อ.กระทุ่มแบน ก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี เรียนวิชาเบี้ยแก้ กับหลวงปู่รอด วัดนายโรง ตลิ่งชัน แล้วมุ่งไปเมืองอยุธยา เรียนวิชาตะกรุดพวง และยันต์หัวใจปลาตะเพียนมหาลาภจากหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร

    ก่อนเดินทางขึ้นเหนือถึง จ.นครสวรรค์ เรียนวิชาศาสตรามีดหมอจากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อ.ตาคลี และสุดท้ายย้อนมาภาคตะวันออก เป็นลูกศิษย์หลวงปู่อี๋ วัดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

    นอกจากเป็นพระเกจิอาจารย์สุดยอดด้านสักยันต์ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายแล้ว ด้าน พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ที่เลื่องลือของหลวงพ่อแล คือ เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อแลรุ่นแรก ที่โด่งดัง ต่อมา ได้สร้างรุ่น 2 และรุ่น 3 อีกทั้ง มีตะกรุด เหรียญพระพิฆเนศวร หนุมาน พญาหงส์ เป็นต้น

    ต้นปีพ.ศ.2551 ได้จัดสร้างพระพิฆเนศ เนื้อผง รุ่น "แก้วมหามงคล" ด้านหน้ารูปพระพิฆเนศ 4 กรถือลูกแก้ว ด้านหลังรูปหนุมานเชิญธงขี่สิงห์ โดยอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว มอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่ศิษยานุศิษย์

    วัตถุมงคลดังกล่าวถือเป็นรุ่นสุดท้าย ที่หลวงพ่อแลจัดสร้าง เพราะหลังจากนั้น หลวงพ่อแล ได้อาพาธติดเชื้อทางกระแสโลหิต เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เพชรรัชต์ แต่ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น มีการทรงตัวตลอด

    กระทั่งช่วงเช้าของวันที่ 10 มี.ค. 2551 หลวงพ่อแล ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริอายุ 92 ปี พรรษา 54

    สร้างความอาลัยให้ชาวเมืองเพชรบุรีเป็นอย่างยิ่ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อแล วัดประสงค์หลังหนุมานตัวที่ ๙
    ดร.ไมตรีบุญสูงคหบดีที่ชอบในเรื่องไสยศาสตร์และของขลัง สร้างถวาย

    รุ่นนี้ออกแบบได้สวยและเหมือนหลวงพ่อแลมากอีกรุ่นและด้านหลังยังเป็นหนุมานตัวที่ ๙ สุดยอดวิชสของหลวงพ่อแลที่มีประสบการณ์เลื่องลือในอดีต เหรียญสภาพสวยเดิมกล่องเดิม

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260519_184227.jpg IMG_20260519_184258.jpg IMG_20260519_184344.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,416
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1779196678848.jpg

    เหรียญ บัวตูม บัวบาน หลวงพ่อโอน ฐิติปัญโญ วัดโคกเดื่ออ.ไพศาลีจ.นครสวรรค์ เนื้อทองแดง สร้าง ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ท่านเป็นศิษย์ก้นกุฎิหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ.อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ที่เรียนวิชาอาคมมากมาย

    ลักษณะ เหรียญด้านหน้า เป็นรูปหลวงพ่อโอน นั่งเต็มองค์ นั่งบนอาสนะ มีรูปดอกบัวตูม และบัวบาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนวิชาทำน้ำมนต์บัวบาน หนึ่งในวิชาอาถรรพ์ ส่วนด้านหลัง เป็นยันต์ น้ำเต้าพระเจ้าห้าพระองค์

    พระคาถา อิติปิโสบัวบาน

    ตั้งนะโม ๓.จบ
    กล่าวคำบูชาหลวงพ่อโอน วัดโคกเดื่อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์

    นะโมพุทธายะ มะอะอุ อุอะมะ หลวงพ่อโอน ฐิตะปัญโญ อะระหัง วันทามิ ภันเต อิสวาสุ สุสวาอิ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ติวาคะภะโธพุทฯ

    น้ำมนต์บัวบาน
    วิธีทำน้ำมนต์บัวบาน ให้เอาน้ำสะอาดเติมในขันใหญ่ๆ เช่น ขันสาคร เอาเทียน ๑ เล่ม ติดเชิงเทียนตั้งกลางขัน มีดอกบัว ๕ ดอก ลอยไว้ในขัน เสกดอกบัวด้วยพระคาถาพระเจ้าห้าพระองค์
    จากนั้นว่าคาถาทำน้ำมนต์พระอิติปิโสบัวบาน ดังนี้

    อิติปิโส ภะคะวา มะอะอุ มะ ทุกขัง กุสลาธัมมา อะกุสะลาธัมมา
    อิติปิโส ภะคะวา อะอุมะ อะ อะนิจจัง พยากะตาธัมมา อัพยากะตาธัมมา
    อิติปิโส ภะคะวา อุมะอะ อุ อะนัตตา ทุกขาธัมมา อะทุกขาธัมมา

    สะวาสุ นามะ รูปัง ทุกขัง
    สะวาสุ นามะ รูปัง อะนิจจัง
    สะวาสุ นามะ รูปัง อะนัตตา
    อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ติวาคะภะโธพุทฯ

    ให้ภาวนาจนดอกบัวบาน จักสำเร็จ แล้วนำน้ำมนต์ประพรมศีรษะเป็นสิริมงคลดีนัก

    พุทธคุณ เป็นเหรียญที่มีอิทธิคุณเด่นด้านค้ำคูณชีวิต กลับดวงชะตา เวลาที่ประสบเคราะห์หนักพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ดวงตก ชีวิตอับโชค หรือต้องเสนียด อาถรรพ์ ผู้แก่ผู้เฒ่ามักจะบูชาคาถาทำน้ำมนต์บัวบาน ๑๐๘ จบ โดยการแช่เหรียญเพื่อประกอบพิธีกรรม โบราณว่า " ภาวนาจนดอกบัวตูมห้าดอก คลี่ใบจากตูมแล้วบานทั้งห้าดอก ถือว่าสำเร็จน้ำมนต์บัวบาน ถือเป็นศาสตร์โบราณวิชาหนึ่งสายวัดหนองโพ ครับ

    ศิษย์อาวุโสอีกรูป ของหลวงพ่อเดิม

    แม้แต่ ลพ. เดิม ผู้เป็นอาจารย์ยังออกปากชมเชยถึงความตั้งใจในการเรียนว่าเป็นผู้ขยันเกินกว่าคนอื่นๆ

    น้อมรำลึกวันครบรอบ ๑๑๘ ปี พระครูนิมิตพุทธิสาร (หลวงพ่อโอน ฐิตปญฺโญ) อดีตเจ้าคณะอำเภอไพศาลี และเจ้าอาวาสวัดโคกเดื่อ น้อมรำลึกวันครบรอบ ๑๑๘ ปี แห่งชาตกาล ๑๕ มกราคม ๒๕๖๘

    ประวัติพระครูนิมิตรพุทธิสาร (หลวงพ่อโอน ฐิตปญฺโญ) ศิษย์รักหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ

    ประวัติ หลวงพ่อโอนชาติกำเนิดเป็นคนไพศาลี ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๔๕๐ ณ. บ้านพังม่วง ต. โคกเดื่อ อ. ไพศาลี จ. นครสวรรค์ โยมบิดาชื่อ จันทร์ โยมมารดาชื่อ จัด สกุล แก่นยิ่ง เป็นชาวนามาแต่บรรพบุรุษ และมีการประกอบในทางค้าขายเป็นบางครั้ง
    เมื่อปฐมวัยอายุ ๑๓ ปีเศษ โยมบิดาก็ได้นำไปฝากเรียนอักษรสมัยที่ วัดโคกเดื่อ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านจนสามารถเรียนรู้อักขรวิชา อันมีเล่าเรียนกัน เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
    จนเมื่ออายุได้ ๒๑ ปี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ก็ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี
    พระครูนิวาสธรรมขันธ์ ( ลพ. เดิม ) เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระใบฎีกาโหมด วัดโคกเดื่อ เป็นพระ
    กรรมวาจารย์
    พระอาจารย์ล่าง วัดโคกมะขวิด เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ได้รับฉายาว่า " ฐิตปญฺโญ " เมื่ออุปสมบทแล้วก็จำพรรษาอยู่ ณ วัดโคกเดื่อ ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรม และ แผนกบาลี เป็นลำดับ
    จะกล่าวไปแล้ว ในสมัยยังหนุ่มนั้น ลพ. โอน ท่านมักชอบผจญภัยไปในที่ต่างๆ เพราะชีวิตของท่านชอบเดินทางและชอบที่จะไป ศึกษาวิชาอาคม จากอาจารย์ต่าง ๆ ทั้งที่ฆราวาส และ บรรพชิต
    ลพ. โอน ท่านเป็นพระอาจารย์ที่ชอบในการเล่าเรียน และค้นคว้าตามตำราต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตู้หนังสือภายในวัด ซึ่งถ้าหากอ่านติดขัดไม่เข้าใจสิ่งใด ท่านก็จะเรียนถามกับพระอุปัชาฌย์ของท่าน คือ ลพ. เดิม ทุกครั้งไป
    ลพ. เดิม ได้เห็นแววความตั้งใจจริง และสนใจในวิชาอาคมต่าง ๆ ของ ลพ. โอน ท่านจึงมีเมตตาให้ ลพ. โอน ได้เรียนวิชาต่าง ๆ กับท่านอย่างใกล้ชิด
    การเรียนวิชาอาคมและการปฏิบัติธรรมของ ลพ. โอน ได้กระทำพร้อม ๆ กันคือท่านจะเน้นถึงการปฏิบัติมากกว่าอย่างอื่นเพราะการปฏิบัติกรรมฐานนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งถ้าหากกระทำไปจนสมาธิแน่วแน่แล้วจะเล่าเรียนอะไรก็ได้ผลทั้งนั้น
    กล่าวกันว่า ลพ. โอน ท่านมีใจใฝ่ในการทำสมาธิอย่างมั่นคงจนกระทั่งเพื่อน ๆ สหธรรมมิกด้วยกันต้องยอมแพ้ เนื่องจากท่านเป็นนักปฏิบัติจริง ๆ ซึ่งจะเห็นได้จากวิชาอาคมของท่านนั้น
    เป็นที่ยอมรับของศิษย์และประชาชนโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง แม้แต่ ลพ. เดิม ผู้เป็นอาจารย์ยังออกปากชมเชยถึงความตั้งใจในการเรียนว่าเป็นผู้ขยันเกินกว่าคนอื่นๆ นอกจาก ลพ. โอน ท่านจะมีความตั้งใจศึกษาคันถธุระ อันหมายถึง ธุระในการปฏับัติสมถะ และ วิปัสสนาแล้ว ท่านยังสนใจศึกษาในด้านวิชาพุทธาคมอีกด้วย
    ลพ. โอน ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจาก ลพ. เดิม ผู้เป็นอาจารย์จนมีความชำนาญคล่องแคล่ว เป็นที่ไว้วางใจดีแล้ว ลพ. เดิม ก็มักจะมอบหมายให้ท่านได้รับทำหน้าที่ในด้านนี้แทนอยู่
    เสมอๆ ซึ่งในเวลาต่อมา ลพ. เดิม ท่านเห็นว่าลพ. โอน ท่านมีความสามารถดีแล้ว ท่านจึงมอบหมายให้ ลพ. โอน เป็นผู้กระทำการแทนท่านทุกอย่าง ลพ. โอน ท่านได้ตั้งใจที่จะเรียนรู้ทุกอย่างเพื่อให้รู้จริง
    และ นำมาปฏิบัติให้ได้ผลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจริงๆ เพราะท่านมองเห็นการไกลว่าอนุชนรุ่นหลังจะได้ปฏิบัติตามให้ถูกต้องตามแบบ อย่างที่ดีต่อไป
    นอกจากนี้แล้ว ลพ. โอน ยังได้ศึกษาเพิ่มเติมจาก ลพ. อินทร์ วัดสุวรรณวราราม ปากคลองสาน ธนบุรี โยมสว่าง บ้านตะคร้อ ลพ. หอม วัดชากหมาก ระยอง และ เกจิอาจารย์ท่านอื่น ๆ ที่มีชื่อในขณะนั้นอีกเป็นจำนวนมาก

    หน้าที่ด้านการปกครอง

    พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสมุห์โอน เจ้าอาวาสวัดโคกเดื่อ ( พังม่วง )

    พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระปลัดโอน เจ้าคณะตำบลโคกเดื่อ

    พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูนิมิตรพุทธิสาร เลขาพระครูนิพันธ์ธรรมมาจารย์ ( ลพ. คล้าย จนทโชโต ) เจ้าคณะอำเภอท่าตะโก

    พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

    พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอตรี

    พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นโท

    พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก

    วิชาคงกระพันชาตรี

    ท่านเป็นศิษย์ที่ติดตาม ลพ. เดิม มานานแล้ว ลพ. เดิมจึงยกช้างให้เป้นของขวัยเมื่อพรรษา ๒๐ กว่า ๆ ชื่อช้างพลายคูณ เป็นช้างที่มีงางามมาก อยู่กับ ลพ. โอน ๑๕ ปี ขณะนี้ล้มแล้ว งาอยู่ที่วัดโคกเดื่อ
    เมื่อ ลพ. เดิม มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ลพ. โอนเป็นผู้สร้างหีบศพ ตั้งศพ ลพ. เดิม ที่วัดหนองโพธิ์ โดยได้เอาไม้จากวัดโคกเดื่อ โดยใช้เกวียนบรรทุกถึง ๙๑ เล่มเกวียน จน ปี ๒๔๙๕ เมื่อเสร็จงานแล้วนำไปสร้างโรงเรียนได้ ๑ หลัง และยังจัดหาเงินไปช่วยงานศพ ลพ. เดิม ถึง ๘,๐๐๐ .- บาท

    ลพ. โอน เป็นผู้ลงอาคม ให้กับสำนักสักยันต์ อาจารย์กัน บ้านโคกเดื่อ

    ลพ. โอน ได้รับมอบหมายจาก ลพ. เดิม ให้เป็นผู้จารรูปหล่อ ลพ. เดิม ซึ่งสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๒ พร้อมกับ ลพ. น้อย

    ลพ. โอน เป็นสหายศิษย์กับ นายประดิษฐ์ ลิ้มประยูร ( ผู้สร้างเหรียญ ลพ. เดิม พ.ศ. ๒๔๘๒ และมักไปมาหาสู่กันอยู่อยู่เสมอ

    ลพ. โอน เป็นพระคณาจารย์ ที่มักได้รับนิมนต์ให้พุทธาภิเษกที่ วัดอักษรสวรรค์ ( วัดคอกหมู ) กทม. ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๒ ถึง พ.ศ.๒๕๐๙

    บั้นปลายชีวิต

    ลพ. โอน เป็นผู้ห่วงหน้าที่การงานมาก กว่าสุขภาพ ของตัวท่านเอง ท่านได้ล้มป่วยลงด้วย โรคแผลในกระเพาะอาหาร กำเริบโลหิตไหลไม่หยุด และได้มรณภาพลงเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๓๒ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ณ. โรงพยาบาลพยาไท ๑ หลังมรณภาพแล้ว ร่างของท่านไม่เน่าไม่เปื่อย บรรดาสานุศิษย์ได้สร้างมณฑปตั้งศพไว้ต่อมาในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๔ จึงได้นำศพออกมาเผาเพื่อบำเพ็ญกุศล โดยได้มีการพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ แล้วได้นำอัฐิเก็บไว้ในมณฑปต่อไป ... สิริอายุได้ ๘๒ ปี ๒ เดือน ๙ วัน พรรษาที่ ๖๑ ..

    ขอบารมีหลวงพ่อจงปกป้องคุ้มครองทุกท่าน

    ข้อมูล ณ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๘

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เก็บตกประวัติ หลวงพ่อโอน วัดโคกเดื่อ
    ข้อมูลจาก หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ
    หลวงพ่อบุญนำ ชิตมาโร
    อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ พระอารามหลวง 29 มีนาคม 2557

    บทความตอนหนึ่งกล่าวว่า...
    การศึกษาด้านอาคมนั้น นอกจากจะได้ศึกษาจากหลวงพ่อเดิม เมื่อคราวอยู่ปนรนิบัติท่านก่อนจะมรณภาพแล้ว ต่อมาหลวงพ่อบุญนำก็ได้ศึกษาเพิ่มเติมกับศิษย์ของหลวงพ่อเดิมอีกหลายรูปที่สำคัญก็มี (หลวงพ่อโอน วัดโคกเดื่อ)อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์
    ซึ่งท่านรูปนี้”เป็นศิษย์เอกรูปหนึ่ง” ของหลวงพ่อเดิม ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคุณไปมาก..

    เมื่อสิ้นหลวงพ่อเดิมแล้วหลวงพ่อโอนเห็นว่าหลวงพ่อบุญนำนั้นเป็นแหลน เป็นผู้สืบเชื้อสายตระกูล”ภู่มณี” ของหลวฃพ่อเดิม แต่ได้ศึกษาวิทยาคุณมาจากหลวงพ่อเดิมไม่มากนัก เนื่องจากหลวงพ่อเดิมท่านมรณภาพเสียก่อน หลวงพ่อโอนจึงได้ถ่ายทอดวิทยาคุณต่างๆให้หลวงพ่อบุญนำถึงวัดนครสวรรค์อยู่บ่อยๆ..

    หลวงพ่อบุญนำเล่าว่า การศึกษาวิทยาคุณสายหลวงพ่อเดิม เขาเคารพนับถือครูอาจารย์เป็นอย่างสูง จึงต้องทำพิธีครอบครูกัน ขณะที่สิ้นหลวงพ่อเดิมใหม่ๆ พระภิกษุศิษย์หลวงพ่อเดิม ที่ได้รับครอบครูให้กับท่านถึงที่วัดนครสวรรค์ในปี พ.ศ.2526 หลังจากที่ท่านได้มาอยู่วัดนครสวรรค์ได้เพียงปีเดียว ท่านจึงเรียกหลวงพ่อโอนว่า “หลวงพ่อใหญ่” เพราะตอนนั้นหลวงพ่อโอนเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ที่สุดของหลวงพ่อเดิม..

    นอกจากได้รับการถ่ายทอดวิทยาคุณจากหลวงพ่อเดิม และได้รับการครอบครูจากหลวงพ่อโอนแล้ว หลวงพ่อบุญนำ ท่านยังได้ศึกษาวิทยาคุณจากครูบาอาจารย์อีกหลายรูป เช่น หลวงพ่อน้อย วัดหนองโพ พระกรรมวาจาจารย์ของท่าน และหลวงพ่อโอด วัดจันแสน
    หลวงพ่อโอด วัดจันแสนรูปนี้ ความจริงเป็นศิษย์สายหลวงพ่อเดิมเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้ทำพิธีครอบครูกับหลวงพ่อเดิม และท่านรูปนี้เป็นหลานของหลวงพ่อโอน หลวงพ่อโอนจึงได้ทำพิธีครอบครูให้พร้อมกับหลวงพ่อบุญนำ ที่วัดนครสวรรค์ หลวงพ่อบุญนำจึงเรียกหลวงพ่อโอดตามศักดิ์ว่า หลวงอา..

    สรุปเนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้ได้ว่า
    1..หลังจากที่สิ้นหลวงพ่อเดิม ศิษย์สายหลวงพ่อเดิมได้ยกย่องให้หลวงพ่อโอน วัดโคกเดื่อ เป็นตัวแทนของหลวงพ่อเพราะตอนนั้นหลวงพ่อโอนเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ที่สุดของหลวงพ่อเดิม ”เป็นศิษย์เอกรูปหนึ่ง” ของหลวงพ่อเดิม ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคุณไปมาก หลวงพ่อบุญนำ
    จึงเรียกหลวงพ่อโอนว่า “หลวงพ่อใหญ่” (ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อโอนว่า หลวงพ่อเดิมน้อย)

    2...หลวงพ่อโอนเป้นผู้ครอบครูให้หลวงพ่อบุญนำ พร้อมกับหลวงพ่อโอด วัดจันแสน

    3...หลวงพ่อโอด วัดจันแสน เป้นหลานของหลวงพ่อโอน วัดโคกเดื่อ

    4...หลวงพ่อบุญนำนั้นเป็นแหลนของหลวงพ่อเดิม เป็นผู้สืบเชื้อสายตระกูล”ภู่มณี” ของหลวฃพ่อเดิม

    ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
    Jacky Walker Intasaen (Chanwit)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลอย่างสูงครับ

    เหรียญบัวตูมบัวบานหลวงพ่อโอนวัดโคกเดื่อปี ๒๕๒๘

    สมัยก่อน ถ้าใคร เป็นแฟนหนังสือนิตยสารพระเครื่องต่างๆ จะได้อ่านประวัติของท่าน เช่น นะโม ลานโพธิ์

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260519_202500.jpg IMG_20260519_202542.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,416
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1758370773636.jpg

    ชาวบ้านนิยมนำพระเครื่องและวัตถุ มงคลทุกอย่างของหลวงพ่อหอมติดตัวตลอดเวลา ท่านได้ทำพระเครื่องวัตถุมงคลยมีพุทธคุณสูงมาก ท่านจะลงคาถาที่ท่านได้เรียนจากอาจารย์มาโดยใช้พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ส่วนมากแล้วกำกับด้วย คาถา อักขระขอมว่า กัม กะ ระ นัง ทุกอย่าง กัม กะ ระ นัง นี้คือ การกระทำของตัวเราเองทำอย่างไรได้อย่างนั้น

    เคยมีคนถามหลวงพ่อหอมว่า "วัตถุมงคลของหลวงพ่อใช้ในด้านไหนเมตตาหรือคงกระพัน"

    หลวง พ่อหอมบอกว่า "อธิษฐานเอาเองใช้ได้ทุกอย่าง แต่ถ้าเราขาดการนึกถึง คุณบิดา คุณมารดา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เหมือนเราแขวนดิน" เพราะฉะนั้น หลวงพ่อหอมจะบอกให้นึกถึงและปฏิบัติต่อบิดา มารดา เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ดีชีวิตก็ดีขึ้นเจริญขึ้น

    ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด

    พระปิดตา พระครูธีรานุวัตร (หอม รามธมฺโม)
    อดีตเจ้าอาวาสวัดบางเตยกลาง(วัดเปิ้ง)ต.บางเตย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
    พ.ศ. ๒๔๘๖ – ๒๕๕๐
    - รุ่นอายุวัฒนะมงคล ๙๐ ปี ๖๙ พรรษา
    - พระปิดตาฝังตะกรุด (สีดำ-ขาว)
    - สร้างจำนวน ๓๐,๐๐๐ องค์
    - วันที่ ๑๒-๑๖ เมษายน ๒๕๔๙

    ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนที่มีพระอมของท่านจะแคล้วคลาดอันตรายทุกคนด้วยชาวสามโคกมีอาชีพในการทำ อิฐมอญเผาและก็ทำนา ชาวบ้านเล่าสู่กันฝังว่าเมื่อใดที่ลงไปในน้ำมักจะใช้พระอมของหลวงพ่อหอมที่ มีขนาดเล็กอมไว้ใต้ลิ้นทำให้ปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆที่มากับน้ำแม้กระ ทั้งปลิงดูดเลือดยังไม่เกาะ

    ประวัติพระครูธีรานุวัตร ท (หลวงปู่หอม) วัดบางเตยกลาง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
    หลวงปู่หอม เดิมว่า เปรื่อง นามสกุล ศิลปี เกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2459 โยมบิดาชื่อ แปลก โยมมารดา ชื่อ เปลื้อง นามสกุล ศิลปีโยมแม่มีเชื้อสายรามัญประกอบอาชีพในการทำนาค้าขายเมื่อเติบโต ขึ้นมาเล่าเรียนเขียนอ่านตามสมัย จบแล้วก็ช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบอาชีพ จนกระทั่งอายุครบบวช จึงได้บวชที่วัดไผ่ล้อม ต.บ้านงิ้ว อ.สามโคก จ.ปทุมธานี พระอธิการจ่าง เกสโร วัดไผ่ล้อมเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ช่วงเป็นพระคู่สวดภายหลังอุปสมบทได้รับฉายาว่า ”รามธมฺโม” แต่แรกนั้นท่านตั้งใจว่าจะบวชเพียงพรรษาเดียว ด้วยช่วงนั้นทางวัด กำลังก่อสร้างปรับปรุงบูรณะเสนาสนะต่าง ๆ พระอาจารย์เป๋ เจ้าอาวาส วัดบางเตยกลาง ชักชวนให้ช่วยเหลืองานด้านการก่อสร้าง ท่านก็อยู่ช่วยเหลือประกอบกับพระอาจารย์เป๋ ชราภาพมากด้วยจึงช่วยงานทางวัดตลอดมา พระหอม พระหนุ่มผู้มุ่งมั่นในด้านวิชาอาคมมาตั้งแต่เป็นฆราวาส เมื่อโอกาสก็เดินทางไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ช่วง ซึ่งท่านนี้เป็นเกจิอาจารย์รูปหนึ่งแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน เสียดายที่ท่านไม่เคยสร้างเหรียญรูปเหมือนแม้แต่พระอาจารย์ของปู่ช่วง คือ หลวงปู่แดง ก็ไม่มีการสร้างเหรียญหรือรูปเหมือนเช่นเดียวกันนอกจากจะศึกษาวิทยาคมและ หลักการสร้างพระเครื่องแล้วหลวงปู่หอม ยังได้เล่าเรียนวิชาจากหลวงปู่ช่วงเอาไว้มาก โดยเฉพาะด้านวิปัสสนากรรมฐาน จนมีความรอบรู้พอสมควรนอกจากนี้ยังได้ไปเล่าเรียนศึกษา จากพระอาจารย์อื่นๆ อีกหลายท่านด้วยกันเป็นเจ้าอาวาส ด้วยพระอาจารย์เป๋ เจ้าอาวาสองค์ชราภาพ แล้วมรณภาพลง เจ้าคุณพระปทุมวรนายก (สอน) เจ้าอาวาสวัดเทียนถวาย และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เห็นว่าพระอาจารย์หอมมีความสามารถทางด้านช่าง และเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าอาวาส จึงให้พระอาจารย์หอม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 ด้วยพรรษาของพระอาจารย์หอมตอนนั้น 5 พรรษาท่านเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2484 มาจนถึงปัจจุบันเมื่อเป็นเจ้าอาวาส ได้ค่อยๆ พัฒนาวัดมาโดยตลอดจนปัจจุบัน วัดบางเตยกลางเป็นวัดที่ใหญ่โตทีเดียว มีสิ่งก่อสร้างครบทุกอย่าง พระภิกษุสามเณร ปฏิบัติวัตร อย่างเคร่งครัด วัดบางเตยกลาง ตั้งอยู่ริมถนนสายปทุมธานี อ.เสนา สร้างขึ้นมาแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมชื่อวัดมอญแปลง แล้วเปลี่ยนมาเป็นวัดแค วัดส้มปีส่วนชื่อตามภาษารามัญเรียกกันว่า”วัดเปิ้ง” วัดเปิ้งวัด นี้ท่านพระยามไหศวรรค์ นำทัพไปปราบเงี้ยว มาถึงวัดนี้เห็นว่าเป็น ที่สงบร่มรื่นแล้วได้แวะพักทัพแล้วได้ตั้งอธิษฐานให้ได้ชนะเมื่อเสร็จศึกใน การปราบเงี้ยว ได้มาบูรณะวัดที่ทรุดโทรมให้มั่นคงแข็งแรงจากหลักฐานวัดนี้ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เมื่อปี 2420สำหรับเจ้าอาวาสที่พอจะสืบทราบประวัติมีด้วยกัน 6 รูป ปัจจุบันคือ พระครูธีรานุวัตร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอย่างสนิทปากว่า หลวงปู่หอม รามธมฺโม วัตถุมงคลขลังในช่วงสงครามโลกจะระเบิดขึ้น นั้น ท่านได้สร้างพระอมขึ้นมา อันเป็นตำราที่เล่าเรียนมาจากพระอาจารย์ที่ใช้ผสมในการทำพระเครื่องจะเขียน ตัว “นะ” ต่าง ๆ ยันต์ต่าง ๆ ลบเอาผงนั้นผสมพระอมของท่านพระเครื่องรุ่นนั้นองค์ไม่โตอะไรมากนัก ดังมากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนที่มีพระอมของท่านจะแคล้วคลาดอันตรายทุกคนด้วยชาวสามโคกมีอาชีพในการทำ อิฐมอญเผาและก็ทำนา ชาวบ้านเล่าสู่กันฝังว่าเมื่อใดที่ลงไปในน้ำมักจะใช้พระอมของหลวงพ่อหอมที่ มีขนาดเล็กอมไว้ใต้ลิ้นทำให้ปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆที่มากับน้ำแม้กระ ทั้งปลิงดูดเลือดยังไม่เกาะ แล้วก็มีการสร้างพระเครื่องขึ้นมา ต่อจากรุ่นพระอม จะเรียกว่าสร้างในช่วงเดียวกันก็ได้มีพระเครื่องที่สร้างขึ้นเป็นเนื้อผง ผสมทั้งหมด 6 พิมพ์ รวมทั้งพระผงอมด้วยก็ 7 พิมพ์ มีดังนี้ 1.พระผงสมเด็จ 3 พิมพ์ คือแบบฐาน 5 ฐาน 7 ชั้นแบฐาน 9 ชั้น 2.พระผงพิมพ์สมาธิ 3.พิมพ์นางพญา 4.พิมพ์โคนสมอเหล็ก 5.พิมพ์วัดพลับ มีทั้งปิดตาและสมาธิ สำหรับพระเครื่องเนื้อผงผสมเทียนชัย องค์จะเล็กแบบพระเม็ดน้อยหน่า หรืออาจจะเล็กกว่าด้วยซ้ำไป เนื้อจะออกดำแบบพรนะเม็ดน้อยหน่าพระของท่าน ทางแคล้วคลาดป้องกันภัยดีมาก ด้วยมีประสบการณ์มากมายมาแต่อดีต พอมาถึงตะกรุดคนถึงต้องการและเสาะหามากขึ้นจะถึงล้านดอกแล้ว

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาฝังตะกรุดหลวงพ่อหอมวัดบางเตยกลาง เยี่ยมพลาสติกพร้อมแขวน

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260519_205246.jpg IMG_20260519_205312.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,416
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1779202901775.jpg

    พระครูพิทักษ์ธัญญสาร (หลวงพ่อตุ๋ย) เจ้าอาวาสวัดนังคัลจันตรี เจ้าตำรับพริกไทยปัญญาพระโมคคัลลานะ ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่เทียนวัดโบสถ์ปทุมธานีและหลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอกอยุธยา

    ได้มรณภาพช่วงสายของวันนี้ 21 มีนาคม 2562 เวลา 10:10 น
    หลวงพ่อเกิดวันที่ 3 ธันวาคม 2467 สิริอายุ 94 ปี 4 เดือน

    สมเด็จพระครูพิทักษ์ธัญญสาร (หลวงปู่ตู๋ย) รุ่นแรกปี ๒๕๑๑
    ปลุกเสก 5 วาระ
    ครั้งที่ 1 วัดสัตหีบ พร้อมเหรียญพ่อ อี๋ ปี 11
    ครั้งที่ 2 วัดประชุมราษฎร์
    ครั้งที่ 3 วัดลาดสนุ่น
    ครั้งที่ 4 วัดโพสพ
    ครั้งที 5 วัดคลองชัน

    พิธี ผูกพัทธสีมา วัดสัตหีบ เมื่อปี 2511 ปลุกเสก 7 วัน 7 คืน มีเกจิยุคนั้นร่วมปลุกเสก เกจิภาคตะวันออกมากมายร่วมปลุกเสก และที่ขาดไม่ได้คือหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ผู้เป็นศิษย์ของหลวงปู่อี๋ หลวงปู่โต๊ะ พระอาจารย์ฝั้น และสุดยอดเกจิรวม 108 รูป

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จของท่านเนื้อหามวลสารดีพิธีใหญ่

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260519_221737.jpg IMG_20260519_221806.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...