เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 26 พฤษภาคม 2026 at 20:02.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,405
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,128
    ค่าพลัง:
    +26,928
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,405
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,128
    ค่าพลัง:
    +26,928
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ การปฏิบัติธรรมตามโครงการของพวกเราก็ถือว่าเกินครึ่งแล้ว แต่ถ้าเอาภาษิตจีนเป็นหลัก คนจีนบอกว่า "หากว่าเป้าหมาย ๑๐๐ ลี้ กึ่งกลางจะอยู่ที่ ๙๐" ก็คือให้เราต้องระมัดระวังแม้กระทั่งก้าวสุดท้าย..!

    เนื่องเพราะว่าสภาพจิตของพวกเรายังไม่มั่นคงไปทีเดียว ขนาดบุคคลที่กำลังใจทรงฌาน ๔ สมาบัติ ๘ ได้ ยังมีโอกาสหลุดและพลาดได้เสมอ กระผม/อาตมภาพได้ยินมากับหู ก็คือหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านบอกว่า ด้วยความที่ท่านทรงสมาบัติ ๘ จนคล่องตัว ก็เลยไม่คิดว่าตัวเองจะพลาด แต่ว่าวันนั้นหลังจากที่ทรงอารมณ์ภาวนาจนหลับไปแล้ว ตื่นขึ้นมา กำลังใจเหลือแค่อุปจารสมาธิเท่านั้น ท่านบอกว่า ลองนึกดูว่า "อาคารหลังใหญ่มีเสาค้ำอยู่ ๘ ต้น แล้วอยู่ ๆ เสาดันพังหมด เหลือไม่ถึงครึ่งต้น..!" ท่านบอกว่าเข็ดไปตลอดชีวิต เนื่องเพราะว่าสารพัดกิเลสกระหน่ำตีเสียจนไม่เป็นผู้เป็นคน..!

    พวกเราทั้งหลายที่ผ่านโครงการมา แม้ว่าจะเกินครึ่งแล้วก็ยังต้องระมัดระวังกันต่อไป อย่าให้สิ่งที่เราเพียรพยายามก่อร่างสร้างตัวมา ต้องพังลงไปก่อนที่จะจบโครงการ เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว เราจะอนาถมาก..!

    กระผม/อาตมภาพเคยใช้คำว่า "แย่ยิ่งกว่าหมาอีก..!" ก็คือตอนที่กำลังใจทรงตัวอยู่ในฌาน อยู่ในสมาบัติ มีความสุขเหมือนจะเหาะจะบินได้ อย่างกับตนเองเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมก็ไม่ปาน เผลอหน่อยเดียว กำลังใจเลี้ยวกลับไปหากิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ใหม่ ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าตัวเองแย่กว่าหมาเสียอีก เพราะว่านั่นเป็นกำลังใจของสัตว์นรกชัด ๆ..!

    จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ท่านทั้งหลายพึงจะต้องระมัดระวังและสังวรไว้ด้วยว่า กำลังใจของเรานั้นเชื่อไม่ได้ และเราต้องเชื่อพระพุทธเจ้าว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยง" เราจะไปคิดว่ากำลังใจของเราตอนนี้ดีแล้ว ไม่มีวันแย่ไปกว่านี้แล้ว ก็แปลว่าเราคัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้าชัด ๆ..!

    หลายท่านน่าเสียดายมาก เพราะว่าพอกำลังใจพังแล้ว จะเอากลับคืนมาได้ยากมาก บางท่านก็ท้อใจสึกหาลาเพศไปเลยก็มี..! ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นทำได้ดีมาก ๆ แต่ว่าพลาดหน่อยเดียวเท่านั้น อาจจะมีวาระของอกุศลกรรมเข้ามาแทรกด้วย จึงทำให้ท่านตัดสินใจสึกหาลาเพศไป ทั้ง ๆ ที่พยายามต่อสู้ก็จะได้กำลังใจเดิมคืนมา แล้วเราก็จะมีพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ต่อให้เข้าไม่ถึงที่สุด แต่อย่างน้อยก็จัดเป็น "กัลยาณชน - บุคคลที่ตั้งหน้าตั้งตากระทำคุณงามความดี" ต้องบอกว่า ดีกว่า "ปุถุชน - ผู้หนาด้วยกิเลส" เป็นร้อย ๆ เท่า..!

    เมื่อครู่ก่อนการทำวัตรรอบที่ ๑ กระผม/อาตมภาพได้กล่าวถึงครูบาอาจารย์สายธรรมยุต ซึ่งรู้จักคุ้นเคยเป็นสิบ ๆ รูป แต่ด้วยความที่ว่าคำสอนของท่านนั้นยาก หรือว่าท่านสอนง่ายจนเราทำไม่ถูก..! ก็คือ "ให้ไปทำเอา ให้ไปภาวนาเอา ติดขัดสงสัยข้องใจแล้วค่อยมาสอบถาม" ครูบาอาจารย์ตอนนั้น หรือว่าแม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ สิ่งที่ท่านทำก็คือ
    ฉันน้อย นอนน้อย เดินจงกรมหรือภาวนาให้มากเข้าไว้

    ถ้าถามว่ามากขนาดไหน ? กระผม/อาตมภาพเองที่เป็นศิษย์ปลายแถว ในช่วงที่ทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรม นอนคืนละ ๒ ชั่วโมงเท่านั้น..! ส่วนเวลาที่เหลือก็เดินจงกรมสลับกับนอนภาวนาทั้งวันทั้งคืน ไม่สนใจเวลา ยกเว้นอย่างเดียวก็คือกิจวัตรของความเป็นพระ ถ้าถึงเวลาต้องสวดมนต์ทำวัตร ถึงเวลาต้องบิณฑบาต นอกเวลาแล้วเข้าที่เดินจงกรมภาวนา ไม่สนใจฟ้าดินว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน ถึงเวลาง่วงหมดสภาพขึ้นมาก็นอน ตั้งสมาธิจิตไว้ว่าครบ ๒ ชั่วโมงต้องตื่น ยังโชคดีว่าซักซ้อมเอาไว้มาก สามารถสั่งตัวเองให้ตื่นตรงเวลาได้ทุกครั้ง..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,405
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,128
    ค่าพลัง:
    +26,928
    คราวนี้การเดินจงกรม แรก ๆ ได้ยินครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า "เดินจงกรมจนทางจงกรมลึกถึงหน้าแข้ง..!" กระผม/อาตมภาพก็ยังคิดในใจว่า "โม้หรือเปล่า ?" เดินอะไรทีพื้นจะสึกได้ขนาดนั้น ?! แต่พอตนเองไปทำเข้าก็ต้องยอมรับว่า ถ้าตั้งหน้าตั้งตาเดินจริง ๆ อย่างท่านทั้งหลาย อย่าว่าแต่ทางเดินจงกรมลึกได้ครึ่งแข้งเลย ลึกกว่านั้นก็ยังได้..! เนื่องเพราะว่าเดินต่อเนื่องแค่ ๒ เดือนเศษ ทางเดินจงกรมยุบลงไปประมาณ ๑ นิ้วแล้ว แล้วถ้ายิ่งใครขยันกวาดด้วยก็ยิ่งสึกเร็วขึ้นไปอีก..!

    ทางเดินจงกรมนั้น ครูบาอาจารย์ของกระผม/อาตมภาพท่านบอกเอาไว้ว่า ถ้าทำทางเดินจงกรม อันดับแรกเลย ระยะทาง ๒๕ วา ก็คือ ๕๐ เมตร เพราะว่าเป็นระยะที่พอดี ไม่ไกลเกินไป และไม่สั้นเกินไป ดังนั้น..เวลามาปฏิบัติสายพองยุบ บางทีกระผม/อาตมภาพก็รำคาญใจ มีที่ให้เดินนิดเดียว แต่พอทำเข้าจริง ๆ ในสมัยที่ไปฝึกซ้อมเป็นพระธรรมทูตสายวิปัสสนารุ่นแรก ไปอบรมที่ศูนย์ยุวพุทธิกสมาคมแห่งที่ ๒ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เขาให้อยู่ในห้องแคบ ๆ พอวางฟูกลงไป ๑ อัน จะเหลือพื้นที่อยู่ประมาณศอกเดียว ส่วนความยาวก็ยาวต่อจากฟูกที่เรานอนแล้วเป็นห้องน้ำ ก็ไม่เกิน ๖ เมตร

    ตอนแรกก็คิดว่าทางแค่นี้แล้วเราจะเดินอย่างไร ? เนื่องเพราะว่าตอนนั้นเป็นการฝึกกรรมฐานแบบพองยุบครั้งแรก แต่อย่างที่เรียนทุกท่านไว้ว่า กระผม/อาตมภาพเป็นคนที่ทำอะไรแล้วตั้งใจทำจริง ๆ จึงทุ่มเทให้กับการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มที่ ปรากฏว่าพอเดินจงกรมระยะที่ ๖ ทางเดินแค่ประมาณ ๖ เมตร ใช้เวลาเดินครึ่งค่อนชั่วโมง..!

    พอถึงเวลาตอนเย็นต้องเดินไปร่วมกันฟังธรรมจากพระเถระ ซึ่งสถานที่ฟังธรรมก็ห่างจากห้องพักประมาณ ๓๐ เมตรเท่านั้น ใช้เวลาเดินเป็นชั่วโมง นัด ๖ โมงเย็น ๕ โมงเป็นอย่างช้าต้องออกเดินแล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะไปไม่ทัน ในความรู้สึกของเราก็คือก้าวยาว แต่ด้วยสภาพจิตที่ละเอียด ความจริงก้าวไปนิดเดียว เท้าแทบจะไม่ได้ขยับออกจากที่เสียด้วยซ้ำไป..!

    จึงขอเรียนถวายทุกท่านเอาไว้ว่า ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น เขาต้องการคนจริง ก็คือทำจริงจังและสม่ำเสมอ ใครที่ยังยอมให้กิเลสบงการตัวเองอยู่ ถ้าไม่รีบแก้ไข โอกาสรอดยากมาก หรือโอกาสที่จะได้ดียากมาก เนื่องเพราะว่าตอนฝึกอยู่ที่ยุวพุทธิกสมาคม เขาปลุกให้เริ่มภาวนาตอนตี ๒ แล้วอนุญาตให้นอน ก็ต้อง ๔ ทุ่ม แล้วไม่ให้ออกจากห้องไปไหนเลยนะครับ

    ๖ โมงเช้าเป๊ง..! จะมีข้าวต้ม ๑ ถ้วยมาวางไว้หน้าห้อง มีพระรับประเคนให้เสร็จสรรพ ถึงเวลาเราก็ออกไปหยิบเอาข้าวต้มมาฉัน ข้าวต้มถ้วยเล็กเท่านั้นครับ ให้เวลา ๑ ชั่วโมงต้องฉันให้หมด ธรรมดาถ้าอยู่วัด ซด ๓ ฮวบก็หมดแล้ว แต่อยู่ที่นั่น คำหนึ่งต้องเคี้ยวอย่างน้อย ๕๐ ครั้ง..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,405
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,128
    ค่าพลัง:
    +26,928
    พอถึงเวลา ๑๐ โมงครึ่งเป๊ง..! อาหารเพลมาวางไว้ ๑ ถ้วยเหมือนกัน ให้เวลา ๑ ชั่วโมงในการฉัน ๔ โมงเย็นเป๊ง..! น้ำปานะ ๑ แก้วมาวางไว้ให้ ห้องน้ำห้องส้วมอยู่ภายใน จัดการกันเอง จะซักผ้าซักผ่อน เขามีถุงติดหมายเลขห้องเอาไว้ให้ ถึงเวลาก็เอาผ้าผ่อนท่อนสไบใส่ถุงวางไว้หน้าห้อง จะมีคนเอาไปซัก เอาไปรีดกลับมาให้อย่างดี

    ไม่มีโอกาสออกไปไหนเลยครับ นอกจาก ๖ โมงเย็น ต้องไปฟังครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วก็กลับห้องมาภาวนาต่อ โดยที่เริ่มต้นวันแรกต้องเดินจงกรม ๒๐ นาที สลับกับนั่ง วันที่ ๒ เป็น ๓๐ นาที วันที่ ๓ เป็น ๔๐ นาที ไล่ไปเรื่อย จนกระทั่ง ๑ ชั่วโมงไปแล้วก็ยืนพื้น ใครจะทำมากกว่าไม่เป็นไร แต่ต้องเดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย..!

    ท่านทั้งหลายถ้าเจอไม่ทราบว่าจะไหวหรือเปล่า ? ก็คือเริ่มตี ๒ เลิก ๔ ทุ่มทุกวัน เข้าห้องน้ำเกิน ๓ นาทีไม่ได้ จะมีพี่เลี้ยงมาทุบประตูเรียก เนื่องเพราะว่าเขามีกล้องวงจรปิดส่องอยู่ทุกห้อง จึงเป็นอะไรที่อยากจะบอกว่า เราต้องบังคับตัวเอง ถ้ายังไม่สามารถบังคับตัวเองให้กำลังใจเหนือกิเลส ต้องตื่นตามเวลา ต้องปฏิบัติตามเวลา รับประกันได้ว่าชีวิตนี้เอาดีไม่ได้ ถ้าต้องกินให้ได้อย่างใจ ต้องนอนให้ได้อย่างใจ อาจารย์ท่านใช้คำว่า "สึกไปเป็นฆราวาสเถอะ อย่าอยู่เป็นพระเลย..!" ไม่รักษาน้ำใจเลยครับ รุ่นกระผม/อาตมภาพที่ไปฝึกธรรมทูตสายวิปัสสนารุ่น ๑ มีผู้เข้ารับการฝึก ๘๗ รูป รอดมาเป็นพระธรรมทูตสายวิปัสสนารุ่นที่ ๑ ได้แค่ ๑๕ รูปครับ..! โดยที่กระผม/อาตมภาพบังเอิญติด ๑ ใน ๑๕ รูปนั้น

    จึงอยากจะเรียนถวายทุกท่านเอาไว้ว่า ความจริงพวกเราทุกคน "ดีชั่วรู้หมด แต่มักจะอดไม่ได้" ให้วัดตัวเองแค่ว่า พอถึงเวลาแล้วเราห้ามปากตัวเองได้หรือไม่ ? ถ้าหลายท่านสังเกต จะเห็นว่าหลังมื้ออาหารแล้ว นอกจากน้ำร้อน น้ำชา อย่างอื่นกระผม/อาตมภาพไม่แตะเลย ไอ้ที่รักษาหุ่นมาได้จนอายุ ๖๘ ปีก็เพราะเหตุนี้ ก็คือห้ามปากตัวเองได้ แล้วบุคคลที่ห้ามปากตัวเองได้ สามารถรักษาศีลได้ทุกข้อ เพราะว่ากำลังใจที่ห้ามปากตัวเองไม่ให้กินของชอบ เท่ากับกำลังใจที่ห้ามตัวเองไม่ให้ละเมิดศีลครับ

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายผู้เข้าปฏิบัติทุกรูป ตลอดจนกระทั่งพระภิกษุสามเณร และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...