บทความให้กำลังใจ(โยมถามพระตอบ ตอนที่ ๘)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    โยมถามพระตอบ : ตอนที่ ๗
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ 1. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลค่ะ บ้านของโยมนับถือคนทรงเจ้ามาก ที่บ้านเองคุณลุงและคุณป้าก็เข้าทรงด้วยค่ะ โยมสงสัยมาตลอดว่าการทรงเจ้ามีจริงหรือไม่ และควรปฏิบัติอย่างไรหากโยมหมายเดินตามทางที่พระพุทธองค์สอน แต่ใจหนึ่งก็ไม่อยากลบหลู่และไม่อยากทำตัวแปลกแยกกับคนที่บ้านค่ะ น้อมขอพระอาจารย์ช่วยชี้แนะเจ้าค่ะ

    ปรากฏการณ์คนทรงเจ้านั้น มีคำอธิบายได้หลายทาง ทางจิตเวชศาสตร์อธิบายว่าเป็นการเปลี่ยนบุคคลิกไปเป็นอีกคนหนึ่งจากแรงผลักดันของจิตไร้สำนึก แต่อีกทางหนึ่งก็อธิบายว่าเป็นเพราะมีจิตอื่นมาเข้าร่าง ประการหลังนั้นอาตมาว่ามีความเป็นไปได้ แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่นั่นเป็นเพราะวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางจิตได้ทุกเรื่อง อย่างไรก็ตามจากเรื่องราวที่เคยได้ยินมา คนทรงเจ้าบางคนได้ยอมรับว่า หลายครั้ง “เจ้า”ไม่มาเข้าร่าง เขาก็ต้อง “แสดง” ทำทีเหมือนว่ามีเจ้ามาเข้าทรง

    อาตมาเชื่อว่า การทรงเจ้าในเวลานี้ ที่เป็นของจริงนั้นมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นการแสดง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเจ้าไม่สามารถมาเข้าได้ตลอดเวลาหรือทั้งวัน บางครั้งเหตุปัจจัยไม่อำนวยให้เจ้ามาเข้าได้ ก็จำเป็นต้องทำทีเหมือนว่ากำลังมีเจ้ามาเข้าร่าง หาไม่ผู้ที่มากราบไหว้จะเสียศรัทธาหรือเกิดปัญหาตามมา ดังนั้นจึงไม่ควรเชื่อคนทรงเจ้าทุกอย่าง ควรใช้หลักกาลามสูตร โดยเฉพาะข้อที่ว่า “อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้”

    สำหรับกรณีของคุณ ควรปฏิบัติต่อลุงและป้าดังญาติผู้ใหญ่ แม้คุณไม่เชื่อเรื่องเข้าทรง ก็อย่าให้ความไม่เชื่อดังกล่าวมาบั่นทอนความสัมพันธ์ในฐานะหลานกับลุงและป้า ควรมีความรักความเคารพท่าน อย่ารังเกียจหรือดูถูกท่าน จะว่าไปแล้วการทรงเจ้าของท่านอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังเดือดร้อน ต้องการที่พึ่งทางใจก็ได้ หากท่านไม่ได้ทำเพราะหวังประโยชน์ส่วนตน หรือหลอกลวงผู้อื่น ก็น่าจะยอมรับได้

    คำถามที่ 2. มีบางคนบอกว่าการรักษาศีล 5 นั้นถ้าเอาจริงก็ทำได้ทั้งหมดยกเว้นข้อ 4 ในเมื่อทำได้ไม่ครบผลคงไม่บังเกิด จึงพาลไม่รักษาไปเลย ..เราควรจะบอกแก่คนเหล่านั้นอย่างไรดีคะ

    ศีลหรือคุณงามความดี ทำน้อยก็ได้ผลดีน้อย ทำมากก็ได้ผลดีมาก รักษาศีลทั้ง ๕ ข้อย่อมเกิดผลดีมากกว่ารักษาเพียง ๔ ข้อ แต่ถึงรักษาได้แค่ ๔ ข้อ ก็ดีกว่าไม่รักษาเลยสักข้อ ดังนั้นแม้รักษาศีลข้อ ๔ ไม่ได้ ก็ควรรักษาอีก ๔ ข้อที่เหลือให้ได้ ความคิดที่ว่าถ้ารักษาศีลข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ก็ไม่ต้องรักษาเลยสักข้อ ไม่ต่างจากคนที่ต้องการสร้างบ้าน มีวัสดุครบเกือบทุกอย่าง ทั้งขื่อคา เสา หลังคา ไม้ฝา พื้น บันได กำแพง ฯลฯ ขาดอย่างเดียวคือประตูรั้ว ก็เลยตัดสินใจไม่สร้างเลย คิดแต่ว่ามีเงินทำประตูรั้วเมื่อไร จึงค่อยสร้างบ้านทั้งหลังเมื่อนั้น ระหว่างนี้ก็นอนในเพิงไปก่อน

    คำถามที่ 3. ในขณะเจริญอานาปานสติ เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้น แล้วเราก็ไม่สนใจเวทนานั้น เอาจิตจดจ่ออยู่กับการหายใจเข้า - ออก อย่างนี้เรียกว่าหนีเวทนาหรือเปล่าครับ หากมิใช่ การปฏิบัติอย่างไรจึงจัดว่าเป็นการหนีเวทนาครับ

    ถ้ารู้ว่ามีเวทนา แต่ไม่สนใจเวทนานั้น ก็ไม่เรียกว่าหนีเวทนา การรู้เวทนาไม่ได้หมายถึงการจดจ่อเฝ้าดูเวทนานั้น แค่รู้ห่าง ๆ หรือ “ชำเลือง”เวทนานั้น โดยจิตกำหนดหรือตั้งอยู่ที่ลมหายใจ ก็ใช้ได้แล้ว อย่างไรก็ตามถ้าตั้งใจจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ เพื่อจะได้ไม่รับรู้เวทนานั้น ก็เรียกว่าหนีเวทนา

    การหนีเวทนาอีกวิธีหนึ่งได้แก่การเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อให้ความปวดเมื่อยหายไป กล่าวโดยรวม การหนีเวทนาเกิดขึ้นเมื่อจิตรู้สึกลบต่อเวทนา ไม่ชอบมัน อยากผลักไสกดข่มมัน หรือหนีห่างจากมัน การกระทำใด ๆ ที่เกิดจากท่าทีหรือเจตนาดังกล่าว เรียกว่าหนีเวทนา
    :- https://www.visalo.org/article/5000s12_2.html
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    เริ่มต้นได้ไม่มีวันสาย

    คนเรามักคิดว่าบางสิ่งที่อยากทำมักสายเกินไป
    ไม่ว่าจะเป็นการทำความดี
    หรือการกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา
    มีเจ้าเมืองท่านหนึ่งเป็นคนสนใจศึกษาวิชาความรู้อยู่เป็นนิจ แต่พอย่างเข้าสู่วัยที่มากขึ้น กลับรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา จึงกล่าวกับองครักษ์คู่ใจอย่างปลงๆ ว่า
    "ข้านี้มันแก่แล้ว ปีนี้อายุก็ร่วมเจ็ดสิบ แต่ใจของข้าก็ยังต้องการที่จะศึกษาเช่นวัยก่อนที่ผ่านมา แต่บางครั้งก็รู้สึกว่ามันสายเกินไป"
    "ถ้าสายไปทำไมท่านไม่จุดเทียนเล่า"
    "ข้าพูดตามความเป็นจริงนะ แต่ทำไมเจ้ากล่าวตีสำนวนเช่นนี้"
    ฝ่ายองครักษ์พอเห็นเจ้านายแสดงอาการเช่นนั้น จึงกล่าวชี้แจงว่า
    "นายท่าน ข้านั้นเป็นบริวารของท่าน ส่วนท่านเป็นนายของข้า ไฉนเลยข้าจะบังอาจพูดตีสำนวนกับท่าน คำที่ข้ากล่าวนั้นมีความนัยแฝงไว้ว่า หากผู้ใดรักที่จะเรียนรู้ในวัยเยาว์ อนาคตของเขาย่อมโชติช่วงชัชวาล ประหนึ่งดวงตะวันที่ส่องแสงในยามเช้า หากผู้ใดใฝ่ศึกษาเมื่อวัยเข้ากลางคน เขาก็เปรียบประดุจดวงตะวันยามเที่ยงที่สาดแสงต่อไปได้อีกครึ่งวัน แต่หากผู้ใดใฝ่ศึกษาเมื่อวัยชรา เขาก็ยังเปรียบประดุจเปลวเทียนที่ส่องแสง แม้ว่าแสงนั้นอาจไม่สว่างนัก แต่ก็ยังดีกว่าการเดินทางที่ไร้แสงสว่างส่องนำ แล้วต้องคลำทางอย่างสะเปะสะปะ"
    พอเจ้าเมืองฟังถ้อยคำดังกล่าว ก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมา มีกำลังใจในการศึกษาและทำหน้าที่ปกครองบ้านเมืองด้วยความมุ่งมั่น แม้อาจจะน้อยนิดแต่ก็มีคุณค่าเพียงพอกับกาลเวลาที่เหลืออยู่
    ข้อคิด
    คนเรามักคิดว่าบางสิ่งบางอย่างที่อยากทำมักสายเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการทำความดี หรือการกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา เพราะเกิดความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง และอายุของตัวเองไม่อำนวย แต่สำหรับปราชญ์ท่านกลับมองว่า การเริ่มต้นทำสิ่งดีหรือการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดนั้นไม่มีวันสาย เพราะแม้จะเริ่มต้นด้วยความเหนื่อยยากเพราะความเคยชินกับสิ่งเดิมที่เคยเป็นมา แต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้รับจากการรู้จักเริ่มต้น ย่อมทำให้ความดีที่ได้ก่อตัวมาเติบโตขึ้นมากกว่าเดิมได้ แม้นความผิดที่เคยสร้างไว้ ย่อมมีโอกาสกลับมาเป็นบทเรียนสอนให้รู้ว่า ความดีและสิ่งที่ไร้ค่ามีความแตกต่างกันอย่างไรได้ ทุกอย่างจึงไม่มีวันสายหากรู้จักเริ่มต้นอย่างคนที่ใช้ปัญญา
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=28819
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    ผลิบานจากกองเถ้าถ่าน
    ภาวัน

    กองเพลิงที่โหมลุกท่วมบ้านอย่างรวดเร็วกลางดึกได้คร่าชีวิตลูกสาววัยน่ารักของเธอทั้งสามคน รวมทั้งพ่อแม่ผู้ชรา เธอทำได้แต่เพียงตะโกนร้องว่า “ลูกฉัน ลูกฉัน” อยู่ข้างนอกขณะที่พนักงานดับเพลิงพยายามช่วยชีวิตพวกเขาอย่างไร้ผล


    หัวใจของมาดอนน่า แบดเจอร์แทบแตกสลาย ดังนั้นจึงไม่ง่ายเลยที่เธอต้องมากล่าวคำไว้อาลัยให้แก่ลูกสาวของเธอในงานศพซึ่งจัดขึ้นไม่กี่วันหลังจากนั้น ผู้ร่วมงานแทบทั้งหมดประหลาดใจเมื่อพบว่า แทนที่เธอจะคร่ำครวญถึงลูก เธอกลับเชิญชวนให้ผู้คนไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าและความหมายของความรัก

    “เป็นเรื่องยากมากจริง ๆ ...สาเหตุที่ฉันอยากพูดกับคุณวันนี้ก็เพื่อให้คุณรู้ว่าลูกสาวของฉันเป็นคนอย่างไร ฉันอยากให้คุณระลึกถึงลูก ๆ ของฉันและทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เขาถูกลืม” แต่มาดอนน่าไม่ได้หยุดที่ลูกของเธอเท่านั้น หากยังชวนให้ผู้คนนึกถึงคนอื่นด้วย

    “เราสามารถพูดได้ทั้งวันเรื่องความรัก แต่ความรักที่ปราศจากการเกื้อกูลย่อมไม่พอ โปรดรักษาเด็กน้อยเหล่านี้ไว้ในหัวใจของคุณด้วยการแสดงความรักพร้อมกับการกระทำที่เปี่ยมด้วยเมตตาอันบริสุทธิ์ ด้วยการรักซึ่งกันและกัน และหาทางช่วยเหลือผู้อื่นทุกวัน”

    ความรักนั้นแม้นำมาซึ่งความโศกเศร้าในยามที่ต้องพลัดพรากสูญเสีย แต่ในอีกด้านหนึ่งความรักสามารถบันดาลใจให้ทำความดีเพื่อผู้อื่น แม้แม่ไม่อาจทำความดีให้แก่ลูกได้แล้ว แต่ความรักของแม่ก็สามารถบันดาลใจให้ทำความดีเพื่อผู้อื่นได้ หากเชื่อการทำความดีเพื่อผู้อื่นก็คือการทำความดีเพื่อลูกนั้นเอง มาดอนน่าอยากให้ความรักที่ใคร ๆ มีต่อลูกของเธอนั้น ไม่จบลงที่ความเศร้าโศก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะนั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของความรัก

    เรื่องราวของเธอคล้ายคลึงกับของวิลเลียม เปอตีต์ คืนหนึ่งโจรสองคนได้เล็ดรอดเข้าบ้านของเขา ขณะที่เขาถูกมัด โจรได้ข่มขืนและรัดคอภรรยาเขาจนตาย จากนั้นก็ชำเราลูกสาววัย ๑๑ ขวบ พร้อมกับเผาเธอและลูกสาววัย ๑๗ ขวบทั้งเป็น เขาเห็นทั้งหมดตายต่อหน้าต่อตาโดยช่วยอะไรไม่ได้เลย

    ในพิธีศพของลูกสาวและภรรยา เขาพูดรำลึกถึงแต่ละคนด้วยความอาลัย แม้เจ็บปวดอย่างยิ่ง แต่เขาลงท้ายด้วยการเชิญชวนให้ผู้ร่วมพิธีทุกคนรักษาจิตวิญญาณของบุคคลเหล่านี้ให้คงอยู่ด้วยการทำความดี

    “ผมคิดว่าหากจะมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นจากการตายอย่างไร้เหตุผลของครอบครัวของผม สิ่งนั้นก็คือการที่พวกเราก้าวเดินต่อไปด้วยความปราถนาที่จะอยู่อย่างมีศรัทธาซึ่งแสดงออกด้วยการกระทำ”

    “ขอให้ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน ต่อสู้เพื่อสิ่งดีงาม รักครอบครัวของคุณ ผมอยากให้คุณทุกคนออกไปทำสิ่งเหล่านี้”
    วิลเลียมเล่าว่าหลังเหตุการณ์นั้น เขาเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่เขาเปลี่ยนใจ และหันมาลุกขึ้นทำความดีในนามของคนที่เขารัก ด้วยการตั้งมูลนิธิครอบครัวเปอตีต์ (Petit Family Foundation) เพื่อช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก โดยอิงคำกล่าวของคนธีว่า “คุณต้องเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวกับที่คุณปรารถนาจะให้เกิดในโลกนี้

    ในทำนองเดียวกันแบดเจอร์ได้ก่อตั้ง มูลนิธิผู้อื่น ๓๖๔ (Other 364 Foundation) เพื่อ “สนับสนุนความเกื้อการุณย์ทุกวันตลอดปี” เพราะเชื่อว่านี้คือวิธีที่จะทำให้ลูกสาวของเธอคงอยู่ในหัวใจของผู้คน

    ไม่มีอะไรที่จะทำให้คนเราเศร้าโศกเท่ากับการสูญเสียคนรัก แต่ความสูญเสียนั้นมิใช่เป็นสิ่งเลวร้ายไปเสียหมด หากสามารถก่อให้เกิดสิ่งดี ๆ ที่งดงามได้ เหตุร้ายหรือเคราะห์กรรมนั้นไม่จำเป็นต้องนำความเจ็บปวดมาให้เมื่อใดที่ระลึกถึง หากเราทำให้มันมีความหมายใหม่ ที่ก่อประโยชน์สร้างสรรค์ การระลึกถึงมันก็จะไม่ทำให้ต้องเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป
    :- https://www.visalo.org/article/Image255507.htm
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    คิดสิ่งดี.jpg
    การกระทำสะท้อนถึงความคิด
    การกระทำของคนเราจะสะท้อนว่า คนนั้นเป็นคนดีหรือไม่ ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่บอกว่าดีหรือไม่เพียงใด แต่ถ้าได้ลงมือทำความดีแล้ว สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือเขามีความคิดที่ดีงาม ดังนั้น การเริ่มต้นทำความดีด้วยการลงมือทำ จึงเป็นการสะท้อนความคิดที่อยู่ภายใน ดังเรื่องนี้

    ต่อมามีสมภารใหม่ในวัดแห่งหนึ่ง ท่านมาอยู่วัดได้ประมาณเดือนกว่า ๆ ชาวบ้านก็มีความสนใจไปวัดกันเป็นจำนวนมาก มีการถวายทาน รักษาศีล และฟังธรรมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวบ้าน

    สมภารท่านมีความประสงค์ที่จะทำความคุ้นเคยกับชาวบ้าน ในละแวกที่ท่านจำพรรษาอยู่ วันหนึ่งท่านจึงได้ออกไปเยี่ยมเยียนชาวบ้าน โดยเริ่มจากชายเจ้าของร้านค้าประจำหมู่บ้าน พอเจ้าของร้านค้าเห็นสมภารมา ก็รีบกุลีกุจอหาน้ำมาถวาย แล้วก้มลงกราบพลางพูดขึ้นว่า
    “ท่านเทศน์เก่งจริง ๆ ”
    “โยมไปฟังอาตมาเทศน์เป็นประจำหรือไง ?”
    ท่านสมภารถามพลางยิ้มด้วยความพอใจ
    “ไม่เคยไปเลยครับ”
    “อ้าว แล้วโยมรู้ได้ยังไงว่าอาตมาเทศน์เก่ง”
    “ผมรู้ เพราะว่าพวกลูกหนี้ของผมที่เคยบิดพลิ้วมาตลอด เริ่มทะยอยมาใช้หนี้กันแล้วครับ”
    ชายเจ้าของร้านตอบด้วยความมั่นใจ

    ให้ข้อคิด : เกี่ยวการกระทำที่ดีย่อมเป็นเครื่องสะท้อนผู้กระทำเองว่า มีความคิดที่ดีหรือไม่อย่างไร เป็นการสะท้อนให้รู้จักมองผู้คนให้รอบด้าน

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=51597
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งหายนะ
    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีชายสองคนพี่น้อง กำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เด็ก
    เขาทั้งสองเติบโตมาตามยะถากรรม และเมื่อโตเป็นหนุ่มจึงตกลงแบ่งทรัพย์สมบัติ
    เท่าที่มีอยู่กัน พี่ชายคนโตแบ่งเอาทรัพย์สินที่มีค่าไปหมด คงเหลือแต่กระท่อมหลังน้อย
    กับต้นไม้ 2-3 ต้นที่ขึ้นหน้ากระท่อมไว้ให้น้องชาย

    น้องชายเป็นคนสุภาพอ่อนโยน เมื่อได้ส่วนแบ่งแล้วก็ไม่ว่ากระไร ตั้งหน้าตั้งตา
    ทำมาหากิน และต่อมาก็แต่งงานใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ก็มีความสุข

    วันหนึ่งต้นไม้ที่ปลูกอยู่หน้ากระท่อมก็เริ่มผลิดอก
    และออกผลให้ได้ชื่นชม แต่ยังไม่ทันจะได้เก็บผลไม้กิน
    ทั้งสองสามีภรรยาก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นนกตัวใหญ่
    บินมาเกาะที่ต้นไม้ และจิกผลไม้กิน
    ทั้งสองก็ไม่ว่าอะไรได้แต่ยืนมอง

    นกจึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ทำไมท่านมายืนจ้องมองเราอย่างนั้นเล่า?"

    "ต้นไม้นี้เป็นของเรา เราเฝ้าดูแลเอาใจใส่เพื่อหวัง
    จะได้เก็บกินผลไม้ แต่ทว่าบัดนี้เจ้ากลับมากินมันเสีย"
    ชายผู้เป็นสามีตอบ
    "อย่าวิตกไปเลย ผลไม้ทุกผลที่เรากินไป เราจะตอบแทนท่าน
    เป็นทองคำ พรุ่งนี้ให้ท่านเตรียมถุงมาใส่นะ" นกตัวใหญ่ตอบ

    วันรุ่งขึ้นนกก็มาจิกกินผลไม้ตามปรกติ แล้วก็บินลงมาที่พื้นดิน บอกให้ชายหนุ่ม
    ซึ่งเตรียมกระสอบไว้แล้วเกาะบนหลังแลัวบินไป ผ่านหุบเหว ทะเลสีเงิน
    ที่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และพอถึงที่แห่งหนึ่งเขาก็พบว่าทุกสิ่งรอบตัว
    ล้วนเป็นทองคำ และเพชรนิลจินดา

    นกบอกแก่เขาว่า... "เลือกเอาไปให้จุใจท่านเถิด"

    เขากลับมาพร้องกับทอง และของมีค่ามากมาย
    กลายเป็นคนร่ำรวย สร้างคฤหาสน์หลังโอ่อ่า
    อยู่ใกล้ๆกับกระท่อมหลังเก่า แล้วชวนพี่ชายมาเยี่ยมเยือน

    พี่ชายซึ่งหลังจากแบ่งสมบัติกันแล้วก็ไม่เคยเจอกันอีกเลย
    ก็เดินทางมาพร้อมกับภรรยา เมื่อมาถึงก็ตะลึงในความร่ำรวย
    ของน้องชาย และอิจฉาเมื่อรู้ความจริงที่น้องเล่าให้ฟัง
    จึงเอ่ยปากขอแลกบ้านที่ตนมีอยู่กับกระท่อมหลังเก่า ฝ่ายน้องชายก็ใจดียกให้ฟรี
    โดยไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยน

    พี่ชายและภรรยาเฝ้ามองที่ใต้ในไม้ทุกวัน รอว่าเมื่อไหร่นกตัวใหญ่จะมาเกาะ...
    ...จนวันหนึ่งนกตัวใหญ่ก็บินมาจิกกินผลไม้อีกครั้ง
    นกเอ่ยถามขึ้นว่า "ทำไมท่านมายืนจ้องมองเราอย่างนั้นเล่า?"
    ฝ่ายชายจึงตอบนกไปว่า...
    "ต้นไม้นี้เป็นของเรา เจ้ามากินผลไม้แล้วก็ควรจะตอบแทนเราบ้าง"

    "อย่าวิตกไปเลย ผลไม้ทุกผลที่เรากินไป เราจะตอบแทนท่านเป็นทองคำ
    พรุ่งนี้ให้ท่านเตรียมถุงมาใส่นะ..." นกตัวใหญ่ตอบ

    แล้วสองสามี ภรรยา ก็เตรียมกระสอบใบใหญ่พิเศษ 2 ใบ
    เพื่อรอการมาของนกในวันพรุ่งนี้
    วันรุ่งขึ้นเมื่อนกจิกกินผลไม้แล้วก็พาสามี ภรรยา
    บินผ่านหุบเหวทะเลสีเงินที่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
    เมื่อถึงดินแดนที่เต็บไปด้วยทองคำ และของมีค่า
    ทั้งสองสามีภรรยาก็กอบโกยทุกสิ่ง
    ทุกอย่างลงกระสอบ จนไม่รู้จะใส่อะไรไปได้แล้วจึงขึ้นขี่หลังนกเพื่อกลับบ้าน

    นกใหญ่พาบินมาถึงทะเลสีเงิน ก็รู้สึกอ่อนแรงลงเนื่องจากทานน้ำหนักไม่ไหว
    จึงสลัดสองสามีภรรยาทิ้งลงสู่ทะเลตายอย่างน่าสงสารพร้อมกับทองคำและของมีค่า
    แล้วตั้งแต่นั้นมานกก็จิกกินผลไม้โดยไม่มีใครมามองอีกเลย
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=18513
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    ความรู้หรือจะสู้คุณธรรม
    เรามักจะได้ยินใครต่อใครพูดเสมอว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เมื่่อเกิดมาแล้ว เลือกทางเดินชีวิตได้ มีบางคนเลือกไม่ได้เพราะมัันเป็น "กรรมลิขิต" คำว่า "กรรม" แปลว่า การกระทำรวมไปถึงกรรมในอดีตที่จะต้องเกี่ยวข้องกับการกระทำในปัจจุบันนี้ด้วย มีบางชีวิตที่ยังไม่พบคำตอบให้กับตัวเองว่า "เกิดมาทำไม !"

    เรื่องของชายหนุ่มที่จะเล่าต่อไปนี้ อาชีพที่เขากำลังทำอยู่คงไม่ใช่เพราะความต้องการ แต่เป็นเพราะความจำเป็นบังคับให้เขาต้องทำ เขามีอาชีพแจวเรือจ้าง นับแต่เช้าจรดเย็นต้องกรำแดด กรำฝน ต้องเหน็ดเหนื่อยที่จะต้องรับผู้โดยสารจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น... จนกว่าจะหมดเวลาของแต่ละวัน ขณะนี้มันเป็นเวลาจวนจะพลบค่ำ ดวงตะวันกำลังจะลับเหลี่ยมฟ้าทางทิศพายัพ

    มีชายร่างสมาร์ทแต่งตัวภูมิฐานผูกเนคไท เดินตรงมาแล้วบอกว่าเจ้าของเรือว่าจะข้ามไปทำธุระ เด็กหนุ่มเจ้าของเรือกล่าวต้อนรับให้ลงนั่งไปในเรือ เขารีบจ้ำรีบพายเรือด้วยความชำนาญ แขกผู้มาเยือนเริ่มเปิดบทสนทนา

    "เฮ้ย! เอ็งนี่ ต้องทำงานหนักน่าเห็นใจนะ แสดงว่าเอ็งนี่เรียนน้อยด้อยการศึกษา จึงต้องพาตัวลำบาก คนที่ไม่ได้รับการศึกษาก็เท่ากับตายไปแล้วครึ่งตัว..."

    "ครับ ครอบครัวผมยากจน พ่อไม่มีเงินส่งเรียน ผมจึงต้องยอมลำบาก แต่มันเป็นอาชีพสุจริต ที่ผมพอใจ"

    "เอ็งรู้มั๊ย... ข้านี่ด๊อกเตอร์ เว้ย"

    พูดสนทนากันเพียงชั่วครู่ ลมเริ่มกรรโชกแรง ฝนเริ่มเทลงมา เรือทำท่าจะล่ม มองดูด๊อกเตอร์หน้าจืด...

    "เฮ้ย ! เรือเอ็ง จะล่มหรือเปล่าว๊ะ"
    "ไม่แน่ครับ อาจจะล่มก็ได้ ท่านด๊อกเตอร์ว่ายน้ำเป็นหรือเปล่าล่ะ"
    "ไม่เป็น ไม่เป็น โว้ย"
    "เมื่อครู่นี้ ท่านบอกกับผมว่า คนเรียนน้อยก็เท่ากับตายไปแล้วครึ่งตัว แต่ท่านนั้นแหละ กำลังจะตายทั้งตัว..."

    ด๊อกเตอร์ทั้งเจ็บ ทั้งอายที่ถูกเด็กมันหยาม ครู่ต่อมา... เรือล่ม จมหายไปกับสายน้ำ..... เด็กหนุ่มเจ้าของเรือพาด๊อกเตอร์เข้าฝั่่งได้อย่างทุกลักทุเล

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=45298
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    ว่าด้วยมิตรธรรม
    พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภพระอานนทเถระได้ผ้าสาฏกพันผืน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

    เรื่องพระเถระบอกธรรมภายในพระราชวังของพระเจ้ากรุงโกศล ปรากฎแล้วใน มหาสารชาดก ในตอนหลัง
    พระเถระเมื่อบอกธรรมอยู่ภายในพระราชวังของพระราชาได้มีผู้นำผ้าสาฏกพันผืน ราคาผืนละพันมาถวายแด่พระราชาพระราชาได้พระราชทานผ้าสาฏก ๕๐๐ ผืนแด่พระเทวี ๕๐๐ นางทุก ๆ นางเก็บผ้าสาฏกเหล่านั้นไว้ ในวันรุ่งขึ้นได้นำไปถวายแด่พระอานนทเถระ ตนเองห่มผ้าสาฏกเก่า ๆ ไปเฝ้าปฏิบัติพระราชาในตอนเช้า พระราชาตรัสถามว่า เราให้ผ้าสาฏกราคาตั้งพันแก่พวกเจ้า เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่ห่มผ้าเหล่านั้นมา

    ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท พวกหม่อมฉันได้ถวายผ้าเหล่านั้นแก่พระเถระเสียแล้วเพคะ
    พระอานนทเถระรับไว้ทั้งหมดหรือ
    รับไว้ทั้งหมดเพคะ

    พระราชาทรงกริ้วพระเถระว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตจีวรเพียง ๓ ผืน พระอานนทเถระเห็นจักทำการค้าผ้า ท่านจึงรับไว้มากมายนัก เสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปพระวิหาร เสด็จไปยังที่อยู่ของพระเถระ ทรงนมัสการพระเถระ แล้วประทับนั่งตรัสถามว่า พระคุณเจ้า พวกหญิงในเรือนของข้าพเจ้ายังฟังธรรมหรือเรียนธรรมในสำนักของท่านอยู่หรือ
    ยังฟังธรรมหรือเรียนธรรมอยู่ พวกหญิงเหล่านั้นเรียนสิ่งที่ควรเรียน ฟังสิ่งที่ควรฟัง ถวายพระพร
    พวกเธอฟังเท่านั้นหรือถวายผ้านุ่งผ้าห่มแก่พระคุณเจ้าด้วย
    ขอถวายพระพร วันนี้พวกหญิงเหล่านั้นได้ถวายผ้าสาฏกราคาหนึ่งพันประมาณ ๕๐๐ ผืน
    พระคุณเจ้ารับไว้หรือ
    ขอถวายพระพร อาตมารับไว้
    พระคุณเจ้าพระศาสดาทรงอนุญาตผ้าไว้เพียง ๓ ผืน เท่านั้นมิใช่หรือ
    ขอถวายพระพรถูกแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตจีวร ๓ ผืนเท่านั้นแก่ภิกษุรูปหนึ่งโดยหลักการสำหรับใช้ แต่มิได้ทรงห้ามการรับ เพราะฉะนั้นอาตมารับผ้านั้นไว้ก็เพื่อถวายแก่ภิกษุซึ่งมีจีวรเก่ารูปอื่น
    ก็ภิกษุเหล่านั้นได้ผ้าไปจากพระคุณเจ้าแล้ว จักทำอะไรกับจีวรผืนเก่า
    ขอถวายพระพรจักทำจีวรผืนเก่าเป็นผ้าห่ม
    พระคุณเจ้า ผ้าห่มผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้านุ่ง
    พระคุณเจ้า ผ้านุ่งผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้าปูนอน
    พระคุณเจ้าผ้าปูนอนผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพร จักทำเป็นผ้าปูพื้น
    พระคุณเจ้าผ้าปูพื้นผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้าเช็ดเท้า
    พระคุณเจ้าผ้าเช็ดเท้าผืนเก่าเล่า จักทำเป็นอะไร
    ขอถวายพระพร ธรรมดาของที่ถวายด้วยศรัทธาจะทำให้เสียไปไม่ควร เพราะฉะนั้นภิกษุทั้งหลายจักสับผ้าเช็ดเท้าผืนเก่า ผสมกับดินเหนียวฉาบทาที่เสนาสนะ
    พระคุณเจ้าของที่ถวายท่านแล้วย่อมไม่ได้ความเสียหาย โดยที่สุดแม้กระทั่งผ้าเช็ดเท้าหรือ
    ขอถวายพระพรถูกแล้วแม้ผ้าที่ถวายอาตมาก็มิได้เสียหาย ย่อมเป็นของใช้สอยทั้งนั้น พระราชาทรงชื่นชมโสมนัสยิ่งนักรับสั่งให้จ่ายผ้าอีก ๕๐๐ ผืนที่เก็บไว้ในพระตำหนักมาถวายพระเถระ ครั้นทรงฟังอนุโมนทนาแล้ว จึงทรงนมัสการพระเถระกระทำประทักษิณ แล้วเสด็จกลับ
    พระเถระก็ได้ถวายผ้าสาฏก ๕๐๐ ผืนที่ได้มาครั้งแรกแก่ภิกษุผู้มีจีวรเก่า อนึ่งพระเถระมีสิทธิงวิหาริกอยู่ประมาณ ๕๐๐ บรรดาท่านเหล่านั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งมีอุปการะแก่พระเถระมาก เช่นกวาดบริเวณสถานที่ เข้าไปตั้งน้ำใช้ น้ำฉัน ถวายไม้สีฟัน น้ำล้างหน้าและน้ำสรง ชำระล้างวัจจกุฏี จัดเรือนไฟและเสนาสนะ นวดมือ นวดเท้า นวดหลังเป็นต้น พระเถระได้ถวายผ้า ๕๐๐ ผืน ที่ได้ครั้งหลังทั้งหมดแก่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นด้วยเห็นเหมาะสมว่า ภิกษุหนุ่มรูปนี้เป็นผู้มีอุปการะมาก แม้ภิกษุรูปนั้นก็ได้แบ่งผ้าเหล่านั้นทั้งหมด ถวายแก่ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ของตน

    ภิกษุทั้งหลายผู้ได้ผ้าสาฏกเหล่านั้นทั้งสิ้น ก็ตัดย้อมแล้วนุ่งและห่มผ้ากาสายะอันสีดุจดอกกรรณิกา พากันเข้าไปเฝ้าพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ พระอริยสาวกชั้นโสดาบัน ยังมีการให้เห็นแก่หน้าอยู่หรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระอริยสาวกให้เพราะเห็นแก่หน้านั้นไม่มี ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก (คลังธรรม) อุปัชฌายะของข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้ผ้าสาฏก ๕๐๐ ผืนราคาหนึ่งพันแก่ภิกษุรูปเดียวเท่านั้น แต่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นได้แบ่งผ้าที่ตนได้ให้แก่พวกข้าพระองค์พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์มิได้ให้แก่ภิกษุเพราะเห็นแก่หน้า แต่ว่าภิกษุหนุ่มรูปนั้นมีอุปการะแก่เธอมาก เพราะฉะนั้นเธอคิดเห็นด้วยอำนาจอุปการะของผู้อุปการะแก่ตนว่า ขึ้นชื่อว่า ผู้มีอุปการะเราควรทำอุปการะตอบด้วยอำนาจคุณและด้วยอำนาจการกระทำอันเหมาะสม จึงได้ให้ด้วยความกตัญญูกตเวที ด้วยประการฉะนี้

    อันที่จริง บัณฑิตแต่ก่อนก็ยังทำอุปการะตอบแก่ผู้มีอุปการะแก่ตนเหมือนกัน ครั้นเมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
    ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นราชสีห์ อาศัยอยู่ในถ้ำเขา วันหนึ่งราชสีห์นั้นออกจากถ้ำยืนอยู่บนยอดเขามองดูเชิงเขา ได้มีสระใหญ่ล้อมรอบเชิงเขานั้น ในที่ดอนแห่งหนึ่งของสระนั้น มีหญ้าเขียวอ่อนเกิดขึ้นบนหลังเปือกตมอันแห้ง จำพวกเนื้อเล็ก ๆ เป็นต้นว่า กระต่าย แมว และสุนัขจิ้งจอกเที่ยวและเล็มหญ้าเหล่านั้นบนหลังเปือกตมแห้ง แม้ในวันนั้นเนื้อตัวหนึ่งก็เที่ยวและเล็มหญ้านั้น ราชสีห์คิดว่า จักจับเนื้อนั้นกินเสีย จึงกระโดดลงจากยอดเขา วิ่งไปด้วยกำลังของราชสีห์ เนื้อกลัวตายส่งเสียร้องหนีไป ราชสีห์ไม่สามารถยั้งความเร็วไว้ได้ จึงตกจมลงไปเหนือเปือกตมแห้ง ไม่สามารถจะขึ้นได้ ได้ยืนปักเท้าทั้งสี่เหมือนเสา อดอาหารอยู่เจ็ดวัน
    ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวหาอาหาร ครั้นเห็นราชสีห์นั้นเข้าจึงหนีไปด้วยความกลัว ราชสีห์เห็นสุนัขจิ้งจอกจึงร้องเรียกแล้วพูดว่า พ่อมหาจำเริญสุนัขจิ้งจอก อย่าหนีเลย ข้าพเจ้าติดหล่ม ช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด

    สุนัขจิ้งจอกจึงวิ่งเข้าไปหาราชสีห์แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยยกท่านขึ้น แต่ข้าพเจ้ายกท่านขึ้นมาแล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะกินข้าพเจ้าเสียน่ะซิ
    ราชสีห์พูดว่า อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะไม่กินท่านดอก แต่ข้าพเจ้าจักสนองคุณท่าน ท่านจงหาทางยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด
    สุนัขจิ้งจอกรับคำปฏิญญาของราชสีห์แล้ว จึงตะกุยเลนรอบเท้าทั้งสี่ ขุดเป็นลำรางสี่ตอนของเท้าทั้งสี่แล้วทำให้น้ำไหลเข้าไป น้ำไหลเข้าไปทำให้เลนอ่อน ขณะนั้นสุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไประหว่างท้องของราชสีห์ ร้องบอกว่า พยายามเถิดนาย เอาศีรษะดุนท้อง ราชสีห์ออกกำลังโดดขึ้นจากหล่มวิ่งไปยืนอยู่บนบก
    ราชสีห์พักอยู่ครู่หนึ่ง จึงลงไปสู่สระอาบน้ำชำระโคลนตมหายเหนื่อยแล้ว จึงฆ่าควายได้ตัวหนึ่ง จึงเอาเคี้ยวฉีกเนื้อวางไว้ข้างหน้าสุนัขจิ้งจอกพร้อมกับพูดว่า กินเสียเถิดสหาย เมื่อสุนัขจิ้งจอกกินแล้ว ตัวจึงกินภายหลัง สุนัขจิ้งจอกกัดชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งคายไว้
    ราชสีห์ถามว่า ทำดังนี้เพื่อประสงค์อะไรสหาย
    สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ทาสีของข้าพเจ้ายังมีอยู่ ชิ้นนี้จักเป็นส่วนของเธอ
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    (ต่อ)
    ราชสีห์กล่าวว่า เอาไปเถิด แม้ตนเองก็คาบเนื้อไปเพื่อนางราชสีห์ แล้วกล่าวว่า มาเถิดสหาย เราจักไปบนยอดเขา ไปยังที่อยู่ของนางสหายของเรา แล้วพากันไป ณ ที่นั้นให้นางราชสีห์กินเนื้อแล้วปลอบสุนัขจิ้งจอกและนางสุนัขจิ้งจอกว่า ตั้งแต่นี้ไป เราจักปฏิบัติท่าน แล้วนำไปยังที่อยู่ของตน ให้สุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอยู่ในถ้ำอีกถ้ำหนึ่งใกล้ประตูถ้ำ

    ตั้งแต่นั้นมาเมื่อราชสีห์ไปหาอาหาร ก็ให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกอยู่เฝ้าถ้ำ ตนเองไปกับสุนัขจิ้งจอกฆ่าเนื้อต่างชนิด ทั้งสองตัวกินเนื้อด้วยกัน ณ ที่นั้น แล้วนำมาให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอก เมื่อกาลเวลาผ่านไป นางราชสีห์คลอดลูกออกสองตัว แม้นางสุนัขจิ้งจอกก็คลอดลูกออกสองตัวเหมือนกัน สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด อยู่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี

    อยู่มาวันหนึ่งนางราชสีห์ได้เฉลียวใจว่า ราชสีห์นี้ดูรักนางสุนัขจิ้งจอกและลูกสุนัขจิ้งจอกเสียเหลือเกิน ชะรอยราชสีห์นี้จะมีการเชยชมกับนางสุนัขจิ้งจอกก็เป็นได้ จึงรักกันถึงอย่างนี้ ถ้ากระไรเราจะเบียดเบียนคุกคามให้สุนัขจิ้งจอกหนีไปจากที่นี้ให้ได้ ครั้นถึงเวลาที่ราชสีห์พาสุนัขจิ้งจอกไปหาอาหาร นางราชสีห์จึงเบียดเบียนคุกคามนางสุนัขจิ้งจอกว่า ทำไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย แม้ลูก ๆ นางสุนัขจิ้งจอกจึงบอกเรื่องนั้นแก่สุนัขจิ้งจอกแล้วกล่าวว่า เรารู้ไม่ได้ว่า นางราชสีห์ได้ทำตามคำของราชสีห์ เราอยู่มานานแล้ว เรากลับไปที่อยู่ของเราเถิด

    สุนัขจิ้งจอกฟังคำจองนางสุนัขจิ้งจอก จึงเข้าไปหาราชสีห์กล่าวว่า นาย เราอยู่ในสำนักของท่านมานานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นาน ๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจ ในเวลาที่เราออกไปหาอาหารกันนางราชสีห์เบียดเบียนขู่นางสุนัขจิ้งจอกว่า ทำไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย แม้ลูกราชสีห์ก็คุกคามลูกสุนัขจิ้งจอก ผู้ใดไม่ชอบให้ผู้ใดอยู่ในสำนักตน ผู้นั้นพึงขับไล่เขาว่า จงไปเสียดีกว่า รบกวนกันมีประโยชน์อะไร แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :
    ผู้เป็นใหญ่ย่อมขับไล่ผู้น้อยได้ตามความต้องการของตน
    นี่เป็นธรรมดาของผู้มีกำลัง
    นางมฤคีผู้มีฟันคมแหลมของท่าน ได้คุกคามบุตรภรรยาของเรา
    ขอท่านจงทราบเถิด ภัยเกิดแต่ที่พึ่งแล้ว
    ราชสีห์ได้ฟังคำของนางสุนัขจิ้งจอกแล้ว จึงกล่าวกะนางราชสีห์ว่า นี่แน่ะน้อง เมื่อครั้งกระโน้น เจ้ายังระลึกได้ไหมว่าเราไปหาอาหาร พอถึงวันที่เจ็ดได้มากับสุนัขจิ้งจอก และนางสุนัขจิ้งจอก
    จำได้จ้ะ
    เจ้ารู้ถึงเหตุที่เรามิได้มาตลอด ๗ วันหรือ
    ไม่รู้จ้ะ
    นี่แน่น้อง เราไปด้วยตั้งใจว่าจักจับเนื้อสักตัวหนึ่งแล้วพลาดลงไปติดหล่ม ไม่อาจจะขึ้นมาได้จากนั้นได้ยืนอดอาหารอยู่ ๗ วัน เรารอดชีวิตมาได้เพราะอาศัยสุนัขจิ้งจอกนี้ สุนัขจิ้งจอกนี้เป็นสหายช่วยชีวิตเรา จริงอยู่ ผู้สามารถจะตั้งอยู่ในธรรมของมิตร ชื่อว่ามีกำลังน้อยไม่มีเลย ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสหายของเรา นางสุนัขจิ้งจอกและลูกน้อย แล้วราชสีห์จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :
    ถ้าผู้ใดเป็นมิตร แม้จะมีกำลังน้อย แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม
    ผู้นั้นชื่อว่าเป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตรและเป็นสหายของเรา
    แน่ะนางมฤคี ท่านอย่าดูหมิ่นสหายของเราอีกนะ
    เพราะว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ให้ชีวิตเรา

    นางราชสีห์ฟังคำของราชสีห์แล้วจึงขอโทษสุนัขจิ้งจอก ตั้งแต่นั้นมาก็อยู่กลมเกลียวกันกับนางสุนัขจิ้งจอกนั้นพร้อมทั้งลูก แม้ลูกราชสีห์ก็เล่นหัวกับลูกสุนัขจิ้งจอก แม้เมื่อพ่อแม่ซึ่งชื่นชอบกันได้ล่วงลับไปแล้ว ก็ไม่ทำลายความเป็นมิตรต่อกัน อยู่กันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ นัยว่าไมตรีของสัตว์เหล่านั้นมิได้แตกทำลายได้เป็นไปชั่วเจ็ดตระกูล

    พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประกาศอริยสัจ ทรงประชุมชาดก
    ในเมื่อจบอริยสัจ ภิกษุบางพวกได้เป็นโสดาบัน บางพวกได้เป็นสาทาคามี บางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหัต สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ ส่วนราชสีห์ได้เป็นเราตถาคตนี้แล

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=27067
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    สนุก ตลก ก่อนเข้าถึงธรรม
    เรื่องตลก ทำให้คนสนุก เป็นความบันเทิงที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายที่สุด แม้เบื้องหลังหลังอาจไม่ตลกเลย เรื่องตลกบางเรื่องอิงแอบอาศัยปรัชญา ศาสนา พิธีกรรม หรือว่า การเทศนาธรรมก็ต้องการความบันเทิง ไม่มีพรมแดนในโลกของคอนเทนท์ พส. 2564 จึงต้องปรับตัวเพื่อเผยแผ่ธรรม?
    พศ.2564 ปีที่อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ ภายใต้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น บนพื้นที่หลากมิติอันประมาณการไม่ได้ในอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโซเชียล ทุกคนต่างเป็นนักสร้างคอนเทนต์และสร้างมูลค่าจากคอนเทนต์ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด 'เสรีภาพของสื่อไร้การควบคุม' อยู่ในมือคุณ

    แต่ในในโลกล้ำยุคของสิทธิและเสรีภาพ ผู้มีฐานของสติและปัญญา ตั้งมั่น ดีแล้ว ย่อมรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร แปลให้ฟังง่าย ๆ โต ๆ กันแล้วรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ยิ่งวิญญูชนด้วยแล้ว ยิ่งไม่จำเป็นต้องให้ใครมาพร่ำบอก แต่ในอีกทางหนึ่งมนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์ที่สอนได้ - เวไนยสัตว์
    มนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ ตราบที่ยังไม่สิ้นชีวิตไปจากโลกใบนี้ก็ย่อมเกิดการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา สำคัญคือสิ่งที่ได้รู้นั้น นำไปสู่อะไร
    สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งหันหน้าเข้าหาธรรมอย่างจริงจังอาจคือ เมื่อพบความทุกข์ อาจเป็นความทุกข์ในข้อที่ตนเองไม่อาจเยียวยาได้ ส่วนความทุกข์นั้นช่างมีมากมายนัก บางครั้งก็ซับซ้อนซ่อนปมเกินกว่าใครจะเข้าใจ แต่รวม ๆ แล้วมันก็คือสิ่งที่ทำให้คน ๆ หนึ่งเกิดความไม่สบายใจในระดับ ไม่อาจทนได้ หรือทนได้ยาก
    พส. ย่อมาจากอะไร?
    พส. คือ ตัวอักษรย่อของคำศัพท์ภาษาไทย ที่กลุ่มวัยรุ่นนิยมใช้บนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สามารถพิมพ์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังประหยัดพื้นที่สเตตัส เมื่อต้องพิมพ์บนทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จำกัดจำนวนตัวอักษร คำว่า พส. สามารถแปลได้หลายความหมายด้วยกัน ดังนี้




      • พส. แปลว่า พี่สาว ใช้เรียกคนที่มีอายุมากกว่า
      • พส. แปลว่า เพื่อนสาว ใช้เรียกคนที่มีอายุเท่ากัน
      • พส. แปลว่า พวกสู (ในภาษาอีสาน หมายถึง พวกเธอ, พวกแก)
      • พส. แปลว่า พระสงฆ์
    (เครดิต: thairath.co.th)
    แล้วความตลก สนุก ขำขัน ทำให้คนเข้าถึงธรรมได้จริงไหม?
    มีคำกล่าวว่า จิตใจที่เบิกบาน คือประตูเข้าสู่ธรรม

    นอกจาก พส. ทั้งสองท่านที่กำลังโด่งดัง จริง ๆ แล้วก็ยังมี พส.ที่ใช้การเทศน์เน้นความตลกผ่านทางสื่อรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโลกโซเชียลอีกตั้งหลายคน ตั้งแต่ พระพยอม กัลยาโณ พส.รุ่นแรก ๆ ที่โด่งดังจากการเผยแผ่ธรรมแนวตลกขำขัน สอดแทรกธรรมะผ่านเทปคาสเซ็ทเป็นชุด ๆ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2520 จนสิ้นยุคคาสเซ็ท กล่าวได้ว่าท่านคือพระสงฆ์หนุ่มที่หาญกล้าในทางของตัวเองโดยแท้ ว่ากันว่าเทปธรรมะของพระพยอมขายดิบขายดีทะลุหลักร้อยล้าน และผลงานของท่านก็เป็นที่ประจักษ์มาถึงปัจจุบันผ่านพื้นที่ธรรมที่คอยโอบอุ้มช่วยเหลือผู้คนอย่างวัดสวนแก้ว

    ผู้เขียนจำได้ว่าช่วงนั้นตามพื้นที่ต่างจังหวัดแทบไม่มีบ้านไหน หรืองานมงคลหรืออวมงคลใดไม่เปิดเทปพระพยอม แข่งกับเพลงลูกทุ่ง ยอดรัก สลักใจ สายัณห์ สัญญา หรือ เสรี รุ่งสว่าง เสียงของท่านคือเอกลักษณ์ แหบสููง ก้องดัง ฟังชัด แทรกซึมไปแทบทุกหลังคาเรือน ตอกย้ำว่า ไม่ว่าใครก็ชื่นชอบ ความบันเทิงใจ ไม่ว่าความบันเทิงใจนั้นจะถูกสอดแทรกอยู่ในเนื้อหาใด หรือเพื่อจุดประสงค์ใด เพราะเสียงหัวเราะคือสิ่งแสดงถึงความเบิกบาน คือพื้นฐานของความสุขใจ แม้ลึกลงไป มนุษย์คนหนึ่งอาจมีความทุกข์อีกหลากหลายชั้นหลายระดับให้รับมือ
    แต่นาทีนี้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ พส.อินฟลูเอนเซอร์ในพุทธศักราช 2564 กำลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทุกเพศทุกวัย และเกี่ยวข้องกับเรื่องสนุกขำขันเกินกว่าใครจะทัดทานได้

    ในโลกที่อะไร ๆ ก็ขึ้นอยู่กับ ยอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์ มูลค่าในโลกโซเชียลที่ท้าทายผู้สร้างคอนเทนต์ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงวัดวาอาราม นอกจากการเทศน์แนวตลกขำขันจะกลับมาเฟื่องฟูผ่าน พระมหาทั้งสองท่าน คือพระมหาสมปองและพระมหาไพรวัลย์แห่งวัดสร้อยทอง ก็ยังมีพระที่ใช้แนวทางนี้อีกหลายท่านที่ใช้สื่อดังกล่าวในยุคนี้ทั้งช่องทางยูทูป หรือ การไลฟ์ผ่านเพจส่วนตัว เช่น หลวงพ่อบุญเสริมใน "เทศน์ตลก ฮาหนักมาก!! หลวงพ่อบุญเสริม เรื่องการครองเรือน การทำบุญ" มียอดวิวเกินกว่า 2,200,000 วิว หรืออีกอัน "พระโอฬาร ล้านวิว เทศนาธรรมคำเมือง ตลก ขำฮา น้ำตาไหล ธรรมบรรยาย" ยอดวิวเกินล้านเจ็ด ยังไม่นับ หลวงพี่กาโตะ หลวงพี่โดเรม่อน ที่แสดงธรรมผ่านเรื่องขำขันกันอย่างครื้นเครง ยอดวิวเกินล้าน!
    ในที่นี้ผู้เขียนขอละ คำว่าศาสนาทิ้งไว้ข้างหลังแต่ขอมองต่างมุม เรียกกลุ่มคนที่สมัครใจเข้าไปอยู่ร่วมใน 'กฎระเบียบบนพื้นที่ใดที่หนึ่งในโลก' อย่างตั้งใจ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายบางประการร่วมกัน ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะแบ่งแยกออกไปอีกกี่ซอย กี่บ้าน กี่ห้อง จะเรียกว่า สังกัด นิกาย ลัทธิ กลุ่ม หรืออะไรก็ตามแต่ แต่แปลว่า คนเหล่านี้ต้องยอมรับกฎระเบียบ หรือวินัยบางประการร่วมกันอย่างผู้มีปัญญา



    ในที่นี้เรากำลังพูดถึงพระวินัย หรือ พระวินัยปิฎก
    CrhkdZA77OgSuMkFCM8a.jpg

    พระวินัยปิฎก ถือเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก เป็นประมวลกฎข้อบังคับ เกี่ยวกับความประพฤติของเหล่าพระสงฆ์ ทั้งภิกษุและภิกษุณี ทว่า พระวินัยปิฎกนั้นมิได้มีแต่กฎข้อบังคับเท่านั้น หากยังมีเนื้อหาสะท้อนประวัติศาสตร์ของอินเดียในสมัยพุทธกาลด้วย รวมทั้ง ขนบธรรมเนียม ประเพณี และประวัติของบุคคลสำคัญบางคนในยุคนั้น เช่น ชีวกโกมารภัจจ์ (แพทย์ประจำพระองค์พระโคตมพุทธเจ้าและพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธ อาศัยอยู่ในราชคฤห์ช่วง 600–500 ปีก่อนคริสตกาล)
    (เครดิต: th.wikipedia.org)

    การนำพระวินัยมาอ้างถึงกันบ่อย ๆ นั้น มีที่มาจากอะไร ทำไมต้องมีการบัญญัติพระวินัย ก็ในเมื่อ พุทธ ที่ปัญญาชนส่วนหนึ่งเข้าใจก็คือ การรักษาจิต การเดินทางของจิต เพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของปัญญา หรือความจริงสูงสุด จะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ แต่ล้วนคือ หนทางสู่การดับทุกข์โดยแท้ ปัญหาคือ เราถกเถียงอะไร หรือ เพื่อสิ่งใดกัน ในเมื่อผู้มีปัญญาที่แท้ ระดับผู้ยอมตนเข้าสู่เส้นทางธรรม ที่สามารถยอมรับกฏระเบียบมากเกินกว่ามนุษย์ปกติทั่วไปได้นับร้อยข้อ ย่อมรู้แก่ใจดีกว่าปุถุชนทั่วไปอยู่แล้วว่า เส้นทางธรรมนั้น แท้แล้วนำเขาหรือนำท่านไปสู่อะไร ไม่มีเหตุผลใดจะสวยหรู เท่าจิตที่เท่าทันความทุกข์ หรือวิบากที่เกิดจากอารมณ์หรือความรู้สึกของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใช้คำหรูหรา สร้างวาทกรรมมาจูงใจจนต้องหาคำแปลเพิ่ม

    มาโนช พุฒตาล นักวิจารณ์เพลง นักแต่งเพลง ดีเจ คนดนตรี เจ้าของค่ายเพลง หรือ พี่ซันของใครหลายคน เคยกล่าวไว้ว่า ในน้ำนมหนึ่งหยด มันมีสารอาหารอะไรอยู่บ้างนั้น มีวิธีการมากมายเหลือเกินที่จะค้นหา แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีการแบบไหน ก็ล้วนแล้วแต่นำไปสู่คำตอบเดียวกัน
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    (ต่อ)
    สาเหตุแห่งพระวินัยนั้นมีเหตุ มีผล มีที่มา มีที่ไป
    เสฐียรพงษ์ วรรณปก เล่าไว้ในบทความตอนหนึ่งว่า "สมัยพุทธกาลไม่มีพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม-วินัย หรือพรหมจริย เท่านั้น ดังเวลาจะทรงส่งพระอรหันต์สาวก 60 รูป ไปประกาศพระพุทธศาสนา ตรัสส่งให้ไป “ประกาศพรหมจรรย์” อันงามในที่สุด (งามด้วยอธิศีลสิกขา) งามในท่ามกลาง (งามด้วยอธิจิตตสิกขา) และงามในที่สุด (งามด้วยอธิปัญญาสิกขา)"
    และเมื่อจวนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็ตรัสว่า

    “หลังจากเราตถาคตล่วงลับไป ธรรมและวินัยที่เราได้แสดงและบัญญัติแก่พวกเธอ จะเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเรา”
    ท่านยังบอกว่า หากลองย้อนไปดูความเป็นมาของพระพุทธศาสนา ตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ และภายหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานแล้วมาจนถึงปัจจุบัน ก็จะพบว่าพระพุทธศาสนาได้เผชิญกับปัญหาในการปกครองสังฆมณฑลมาตลอด เริ่มตั้งแต่ในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ เมื่อใดก็ตามที่นักบวชในพุทธศาสนา อันได้แก่ภิกษุ ภิกษุณี และสามเณรกระทำสิ่งที่ไม่ควรแก่สมณสารูป และผู้คนในสังคมติหนิติเตียนก่อให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อผู้พบเห็น เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า จึงได้ทรงเรียกประชุมสงฆ์ และสอบถามผู้ที่กระทำ เมื่อผู้นั้นสารภาพว่าได้กระทำเช่นนั้นจริง ก็ทรงติเตียน และทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำเช่นนั้นอีก และหากผู้ใดกระทำก็ลงโทษโดยการปรับอาบัติแก่ผู้ล่วงละเมิด

    ภายหลังจากที่พระพุทธองค์ได้ทรงดับขันธปรินิพพานแล้วจนถึงปัจจุบัน เมื่อมีการกระทำผิดพระธรรมวินัยเกิดขึ้น ทางฝ่ายศาสนจักรโดยพระเถระผู้ใหญ่ และทางฝ่ายอาณาจักรโดยพระราชาผู้ครองแคว้น ซึ่งเกิดเหตุได้ร่วมกันทำสังคายนา ชำระพระธรรมวินัย และขจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป

    พระไตรปิฎกบันทึกด้วยภาษามาคธี (แขนงหนึ่งของภาษาตระกูลปรากฤต) ต่อมาได้เปลี่ยนมาเรียกเป็นภาษาบาลี หรือตันติภาษา เมื่อจารึกลงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เนื่องจากภาษาบาลีเป็นภาษาถิ่น (ภาษาตลาด) ไม่มีอักขระเป็นของตน ผู้ประสงค์จะเรียนพระไตรปิฎก จึงต้อง “ถอด” (transliterate) เป็นอักขระของตน เช่น เรียนที่ประเทศตะวันตก ก็ถอดเป็นอักษรโรมัน เรียนที่ประเทศไทยก็ถอดเป็นอักษรไทย

    ภาษาพระไตรปิฎก เชื่อว่าคือภาษามาคธี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาบาลีหรือตันติภาษา พระไตรปิฎกภาษาบาลีมีทั้งหมด 45 เล่ม บรรจุตัวอักษรประมาณ 24 ล้าน 3 แสนตัว หนา 22,379 หน้า
    (เครดิต: matichonweekly.com)


    lg-webp.jpg ตามหลักฐานของพระเถระฝ่ายไทย ผู้รจนาหนังสือเรื่องสังคีติยวงศ์ บอกว่า ตั้งแต่อดีต เคยมีการสังคายนาหรือแก้ไขพระไตรปิฎก 9 ครั้งด้วยกัน รวมทั้งครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงกระทำในรัชสมัยของพระองค์ โดยการสอบทานแก้ไขพระไตรปิฎก แล้วจารึกลงใบลานเป็นหลักฐาน
    การทำสังคายนาทั้ง 9 ครั้งนี้ มีเนื้อหาสาระและขั้นตอนในการดำเนินการโดยย่อดังนี้:
    ครั้งที่ 1 กระทำกันที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างเขาเวภารบรรพตใกล้กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน 3 เดือน

    มูลเหตุมาจาก พระมหากัสสปะ ปรารภถ้อยคำของภิกษุชื่อสุภัททะ ผู้บวชเมื่อแก่ เมื่อรู้ข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ภิกษุทั้งหลายร้องไห้เศร้าโศก ภิกษุชื่อสุภัททะ ห้ามมิให้ภิกษุเหล่านั้นมิให้เสียใจ เพราะว่าต่อไปนี้จะทำอะไรก็ตามใจ แล้วไม่ต้องมีใครมาชี้ว่า นี่ผิด นี่ถูก นี่ควร นี่ไม่ควรต่อไปอีก พระมหากัสสปะสลดใจในถ้อยคำของสุภัททะ จึงได้นำเรื่องนี้เสนอที่ประชุมสงฆ์ แล้วเสนอให้มีการทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัย ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบ

    การทำสังคายนาในครั้งนี้ ท่านเจ้าอชาตศัตรู ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ โดยมีพระอรหันต์ประชุมกัน 500 รูป และใช้เวลา 7 เดือนจึงสำเร็จ

    ครั้งที่ 2 กระทำที่วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดีย
    มูลเหตุแห่งเกิดจากการที่พระยสกากัณฑกบุตรได้ปรารภข้อปฏิบัติย่อหย่อน 10 ประการ ทางพระวินัยของพวกภิกษุ วัชชีบุตร เช่น การถือว่าการเก็บเกลือไว้ในเขนง (เขาสัตว์) เพื่อเอาไว้ฉันได้ ตะวันชายเกินเที่ยงไปแล้ว 2 นิ้ว ควรฉันอาหารได้ ควรรับเงินและทองได้ เป็นต้น พระยสกากัณฑกบุตร จึงได้ชักชวนพระเถระต่างๆ ให้ช่วยกันวินิจฉัยแก้ความถือผิดในครั้งนี้
    การทำสังคายนาในครั้งนี้ มีพระสงฆ์ประชุมกัน 700 รูป แต่ในพระไตรปิฎกมิได้บอกว่าใช้เวลานานเท่าใด มีเพียงอรรถาบอกว่าใช้เวลา 8 เดือนจึงสำเร็จ

    ครั้งที่ 3 กระทำกันที่อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย
    มูลเหตุแห่งการทำสังคายนาครั้งนี้ก็คือ พวกเดียรถีย์หรือนักบวชศาสนาอื่นปลอมเข้ามาบวชแล้วแสดงลัทธิศาสนา และความเห็นของตนว่าเป็นพระพุทธศาสนา พระโมคคัลลีบุตร ติสสเถระ ได้ขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราช ชำระสอบสวน กำจัดเดียรถีย์เหล่านั้นจากพระธรรมวินัยแล้ว จึงทำสังคายนาพระธรรมวินัย


    สังคายนาในครั้งนี้มีพระสงฆ์เข้าร่วม 1,000 รูป ใช้เวลา 9 เดือนจึงสำเร็จ

    มาถึงครั้งที่ 8 ทำในประเทศไทย ประมาณปี พ.ศ. 2020 พระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ ได้อาราธนาพระเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกหลายร้อยรูป ให้ช่วยชำระพระไตรปิฎกที่วัดโพธาราม โดยใช้เวลา 1 ปีจึงสำเร็จ
    ครั้งที่ 9 ทำในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2331 พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ แห่งจักรีวงศ์ ได้ทรงอาราธนาพระสงฆ์ให้ชำระพระไตรปิฎก โดยมีพระสงฆ์ 218 รูปกับคฤหัสถ์ซึ่งเป็นบัณฑิตาจารย์ 32 คน ช่วยกันชำระพระไตรปิฎกใช้เวลา 5 เดือนจึงสำเร็จ
    ถ้านำกระบวนการจัดทำสังคายนาพระธรรมวินัยทั้ง 9 ครั้งมาพิจารณา ก็จะเห็นได้ว่า ครั้งที่ 1, 2 และ 3 ซึ่งกระทำในอินเดีย มีมูลเหตุมาจากการที่ภิกษุกระทำการอันมิบังควร และล่วงละเมิดพระวินัย แต่จากครั้งที่ 4-9 เป็นการชำระแก้ไขและปรับปรุงพระไตรปิฎก โดยการอธิบายขยายความเพื่อให้พุทธวจนชัดเจน และง่ายต่อการเรียนรู้
    สรุปชัดๆ ก็คือ ที่มีการแก้ไขพระไตรปิฏกนั้น ก็เพราะมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้น จนต้องเรียกประชุมคณะพระผู้ใหญ่ เพื่อกลับมาตีความเรื่องพระวินัยกันอีกครั้ง

     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    (ต่อ)
    Fi8zrGGZdvdMg2bjJxcv.jpg ความชัดเจนที่ถูกตีความแก้ไขได้อีกใน พศ.2564
    เสรีภาพในการควบคุมความประพฤติตนเอง การค้นหาคำตอบให้กับชีวิตด้วยตัวเอง ทำให้คนเจนมิลเลนเนียล เจนซี หรือเจนเอ็กซ์ในบางกลุ่ม รู้สึกว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ในสังกัดลัทธิและกลุ่มก้อนทางความคิดใดก็ได้ หากยังไม่อินพอ หรือยังไม่ได้ศึกษาด้วยตนเองอย่างถ่องแท้
    เพราะคุณธรรม หรือศีลธรรมของมนุษย์คนหนึ่งไม่อาจถูกตีกรอบด้วยกฎข้อบังคับ หรือการกำหนดกรอบกติกามาให้ตั้งแต่เกิดอีกต่อไป เพียงเพราะเราเกิดมาในชุมชนของประเทศที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ไม่อาจควบคุมหรือทำให้คนเป็นคนดีได้อีกต่อไป

    ทุกปรัชญาล้วนถูกรื้อ ถูกบด ถูกฉีกออกมาเป็นชิ้น ๆ เพื่อจะนำมาประกอบร่างใหม่ ไม่ว่าจะเรียกขานในนามใด เสรีภาพของการนับถือหรือไม่นับถือสิ่งนามธรรมใด ทำให้เส้นแบ่งในทุกพรมแดนพร่าเลือน คนรุ่นใหม่โนสน โนแคร์ เพราะพวกเขาไม่อาจบอกได้ว่า คนดีคืออะไร คนดีเป็นยังไง
    ท้ายที่สุด สามัญสำนึกกลายเป็นพื้นฐานสำคัญ เป็นตัวตัดสิน แต่ใช่ว่าทุกคนจะมี เราปฏิเสธไม่ได้ว่า มนุษย์ถูกอบรมเลี้ยงดูหล่อหลอมมาด้วยครอบครัว สังคม และสภาพแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่ ความเติบโตทางความคิดและจิตวิญาณนั้นมาจากการค้นพบธรรมด้วยตัวเอง จะเรียกว่าปรัชญา แนวคิด ความเชื่อ ศรัทธา หรือใดใดในทุกภาษา ทั้งหมดนั้นไม่ว่าจะมาจากการอ่าน การศึกษาหาความรู้ หรือความพยายามค้นหาคำตอบในเรื่องใดก็ตาม ล้วนนำไปสู่หนทางแห่งการดับทุกข์ เพื่อแสวงหาความสุขสงบภายในทั้งสิ้น
    เพราะมนุษย์ที่เข้าใจความสุข ความทุกข์ ความยากลำบาก ความพากเพียร ความมีวินัย หรือจะความใดก็ตาม มักพบคำตอบแท้จริงของชีวิต ไม่ว่าสังกัดของหลักการนั้นจะถูกเรียกขานด้วยนามใด คุณธรรมอันเป็นนามธรรมนั้น มีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเท่านั้นที่ถ่องแท้อยู่แก่ใจ ใช่หรือไม่?

    กลุ่มคนไม่มีศาสนา กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก นับวันจะเพิ่มมากขึ้น เพียงค้นหาคำว่า "กลุ่มคนไม่มีศาสนา" ในอินเทอร์เน็ต ก็จะพบว่าคนไทยตั้งกระทู้ในพันธุ์ทิพย์ ถามถึงจุดเปลี่ยนของคนที่ปฎิเสธการนับถือศาสนาจำนวนมาก หลายความเห็นระบุว่า ศาสนาไม่จำเป็นกับชีวิต ทำให้คนงมงาย และยังมีกลุ่มคนไม่มีศาสนาจำนวนไม่น้อย ตั้งกลุ่มเฟชบุ๊กไว้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น นับเป็นเทรนด์ใหม่ของกระแสโลก
    องค์กรพิว เปิดเผยผลสำรวจ จำนวนคนไม่นับถือศาสนาทั่วโลกมีมากถึง 1,100 ล้านคน มากที่สุด คือ ประเทศจีน 700 ล้านคน รองลงมาประเทศญี่ปุ่น 72 ล้านคน และสหรัฐอเมริกา 51 ล้านคน แม้ในไทยจะไม่มีสถิติที่แน่ชัด

    นักวิชาการศาสนวิทยา ระบุว่า กลุ่มคนไม่มีศาสนาทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ในช่วง100 ปีที่ผ่าน โดยเฉพาะประเทศคอมมิวนิสต์ ส่วนไทยเพิ่มถึงร้อยละ 20 สาเหตุเกิดจากประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น และผิดหวังกับบุคคลทางศาสนา
    (เครดิต:news.thaipbs.or.th)

    ความจริงแล้ววิถีหรือแนวคิดของโลกสมัยใหม่หรือหลังสมัยใหม่ก็ล้วนมาจากนักคิดหรือแนวปรัชญาอีกฟากฝั่งของมหาสมุทร ผู้ทำให้ยุคนี้เป็นยุคของความเฟื่องฟูของเสรีภาพ การตีความ รื้อสร้างชุดความคิดเก่าๆ ที่ตกทอดมาจากครั้งโบราณ จากที่มีคำถามในใจ แต่ไม่กล้าถาม ไม่กล้าส่งเสียง หรือ ไม่กล้าคิด ไม่กล้าถาม กลายมาเป็นกล้าถาม กล้าคิด กล้าหาคำตอบว่าแท้แล้ว เรามาอยู่ตรงนี้ หรือ เรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง ไล่เรียงมาตั้งแต่นักคิดรุ่นแม่-พ่อที่ไม่มีนักศึกษารุ่นใหม่คนใดไม่รู้จัก ตั้งแต่สายฝรั่งเศสที่มีนักคิด นักปรัชญายุคใหม่ ในกระแสโครงสร้างนิยม จนไปถึงการรื้อสร้าง (deconstructionism) เช่น โคลด เลวี-สโทรสส์ (Claude Lévi-Strauss) รอล็อง บาร์ต (Roland Barthes) และ ฌาคส์ แดริดา (Jacques Derrida) ไปจนถึงนักคิดสายสตรีนิยมที่ส่งอิทธิพลถึงการต่อสู้เรื่องความเท่าเทียมต่อมาเช่น ซีมอน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) หรือนักคิดที่สนใจเรื่องทุนนิยม ชนชั้น และการกดขี่อย่าง หลุยส์ อัลธูแซร์ (Louis Althusser) และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) หรือจะตัวพ่อของญาณวิทยาแบบหลังโครงสร้างนิยมอย่าง มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) "ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ของระบบความคิด" (Professor of the History of Systems of Thought) แม้เจ้าตัวจะไม่อยากรับตำแหน่งนี้เลยก็ตาม

    เหล่านี้คือ คำตอบว่า 'วิธีการ' ที่นำไปสู่ คำตอบของมนุษย์แต่ละคนนั้น มีหลายนามสกุล มีหลากหลายเส้นทาง หลายนามเรียกขานนัก มีทั้งทางตรง ทางอ้อม ทางเบี่ยง และเขาวงกต และไม่ว่าใครจะเดินทางไกลเพียงใด เพื่อหาคำตอบนั้นของตัวเอง แต่ทางสายเอกนั้นมีอยู่สายเดียว เที่ยงแท้ แน่นอน และยังอยู่ที่เดิมเสมอ อยู่ที่ใครจะค้นพบ เพราะมันไม่อาจมองเห็นด้วยสายตาปกติ หรือใจที่พร่ามัว และเมื่อเรายังเมื่อไม่พบก็จงเดินหากันต่อไป บนวิถีทางของเสรีภาพทางความเชื่อ ความรู้ และปัญญาของตัวเอง

    สุดท้ายแล้วความ ตลก เฮฮา ขำขันนั้นจะนำไปสู่อะไร เชื่อว่าเวไนยสัตว์ทุกท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจ โดยส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่า ความตลกเฮฮานั้นเป็นแค่เปลือกหรือฉากเบื้องหน้าเท่านั้นเอง แท้แล้วสิ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้ภูเขายอดวิวของเสียงหัวเราะนั้นต่างหากที่สำคัญที่สุด จริงแท้ที่สุด และไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ว่าจะเบี่ยงเบนไปในทิศทางใด คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลม แต่อยู่ที่ไหนนั้น เชื่อว่าปัจเจกชนย่อมรู้ดี

    ศิวดี อักษรนำ
    :- https://www.nationtv.tv/original/378839759

     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    ค๋ากลอนสอนใจ
    poem3.jpg
    poem2.png poem1.jpg
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    60,353
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,315
    โยมถามพระตอบ ตอนที่ ๘
    พระไพศาล วิสาโล
    คำถามที่ ๑ ขอกราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า บวชเนขขัมมะ บวชชี ส่งบุญให้ผู้มีพระคุณ กัลยาณมิตร ให้พ้นจากโรคร้ายให้หายโดยเร็ววัน ให้กำหนดจิตว่าอย่างไรค่ะ ขอกราบนมัสการ และขอขอขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

    ตอบ คุณเพียงแต่นึกถึงบุคคลผู้นั้น แล้วตั้งจิตว่า ขออุทิศบุญกุศลจากการบวชเนกขัมมะหรือบวชชี ให้แก่ผู้นั้น ขอให้หายจากความเจ็บป่วยโดยเร็ววัน มีความสุขกายสุขใจ เป็นต้น จะอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของท่านผู้นั้นด้วยก็ได้ เพราะความเจ็บป่วยของผู้นั้นอาจเป็นผลจากกรรมในอดีต (แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า เหตุแห่งโรคนั้นมีมากมาย ผลกรรมในอดีตเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น)

    คำถามที่ ๒ กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ โยมมีความสงสัยเรื่องการกรวดน้ำค่ะ หากไม่กรวดน้ำแต่ใช้วิธีตั้งจิตอธิษฐานแทน บุญนั้นจะส่งถึงญาติหรือผู้ที่ล่วงลับหรือไม่คะ และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องแตะตัวต่อๆ กัน กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงเจ้าค่ะ

    ตอบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จแล้วที่ใจ” ความข้อนี้รวมถึงการทำบุญด้วย สิ่งสำคัญคือการตั้งจิตอุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ ส่วนกิริยาการกรวดน้ำเป็นเพียงแค่รูปแบบหรือพิธีการ ซึ่งช่วยน้อมใจให้สงบเป็นสมาธิ ใจที่สงบและเป็นสมาธิย่อมช่วยให้กระแสแห่งบุญนั้นมีพลัง แต่ถ้าไม่มีน้ำจะกรวด เพียงแค่นึกในใจด้วยความสำรวมก็พอแล้ว จะแตะตัวต่อ ๆ กันหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

    คำถามที่ ๓ โยมเป็นคนที่หงุดหงิดง่ายมาก และรู้สึกทุกครั้งเวลาโกรธว่าใจร้อนรุ่ม เหมือนมีไฟสุมใจจริงๆ โยมควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้หงุดหงิดน้อยลง และหรือจะมีอุบายใดไหมเจ้าคะที่จะทำให้เป็นคนใจเย็น และไม่มักโกรธค่ะ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

    ตอบ เมื่อใดที่คุณรู้ตัวว่ากำลังโกรธ จิตใจร้อนรุ่ม ให้น้อมจิตมาที่ลมหายใจทันที หายใจเข้าลึก ๆ แล้วหายใจออกยาว ๆ หายใจออกทีแรกก็นับ ๑ ครั้งต่อไปก็นับ ๒ และ ๓ จนครบ ๑๐ แล้วเริ่มต้นนับ ๑ ใหม่ ระหว่างที่รับรู้ลมหายใจ ก็อย่าเพิ่งคิดอะไร โดยเฉพาะคนหรือเรื่องที่ทำให้คุณโกรธ วิธีนี้จะช่วยให้ความโกรธลดลง สมาธิที่เกิดจากการจดจ่ออยู่กับลมหายใจ เป็นเสมือนน้ำที่ช่วยดับไฟสุมใจของคุณได้ ใหม่ ๆ จะรู้สึกว่าทำได้ยาก แต่ถ้าทำบ่อย ๆ จะทำได้ง่ายและเร็วขึ้น

    การมีสติรับรู้กายเวลามีความโกรธเกิดขึ้นก็ช่วยได้ เช่น รับรู้ลมหายใจที่ถี่และตื้น ใบหน้าที่ถมึงทึง หน้านิ้วคิ้วขมวด กล้ามเนื้อที่เกร็งตัว จากนั้นก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายร่างกายทีละส่วน กลับมาหายใจตามปกติ (หรือหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ สัก ๔-๕ ครั้งก่อนจะกลับมาหายใจตามธรรมดา) ลองยิ้มให้กับตัวเองบ้าง (แม้ทีแรกจะรู้สึกฝืนก็ตาม) การระลึกรู้กายที่เครียด และผ่อนคลายกาย จะช่วยให้ใจผ่อนคลายลง ผลที่ตามมาคือความโกรธก็จะบรรเทาลง

    อันที่จริงสาเหตุที่คุณหงุดหงิดง่าย เป็นเพราะความยึดติดถือมั่น อยากให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ พอมันไม่เป็นอย่างที่คาดคิด จึงเกิดความโกรธ หากไม่อยากให้ความโกรธเผาลนใจ ควรฝึกใจให้รู้จักปล่อยวางบ้าง ยอมรับสิ่งที่ไม่ถูกใจหรือไม่เป็นดั่งใจ อย่าเอาเป็นเอาตายกับทุกเรื่อง อะไรที่ผิดพลาด ไม่ถูกใจ ก็ช่างมันบ้าง เอาเวลามาแก้ไขให้ถูกต้องดีกว่า

    พึงระลึกเสมอว่า เวลาของคุณในโลกนี้เหลือน้อยลงทุกที แต่ละนาทีมีค่าอย่างมาก จึงควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการทำใจให้มีความสุข อย่ามัวปล่อยเวลาให้หมดไปกับความโกรธหรือความหงุดหงิดรำคาญใจเลย
    :- https://www.visalo.org/article/5000s14_2.html
     

แชร์หน้านี้

Loading...