เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 13 กันยายน 2026 at 17:25.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,094
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,008
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,094
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,008
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพมีภารกิจสำคัญตั้งแต่เช้า คือนำพระภิกษุวัดท่าขนุนออกบิณฑบาตตามปกติ เมื่อมาถึงตลาดริมแควเมืองท่าขนุน ก็เข้าสู่โครงการ "หิ้วตะกร้า นุ่งผ้าไทย นั่งแคร่ไม้ ใส่บาตรพระทุกวันอาทิตย์" ซึ่งประชาชนและนักท่องเที่ยวได้พากันมาใส่บาตรรวมกัน ณ ที่นี้ โดยเฉพาะวันนี้ฝนฟ้าไม่ตก จึงทำให้นักท่องเที่ยวใส่บาตรอย่างมีความสุข

    ทางโรงเรียนวัดป่าถ้ำภูเตย นำโดย "นางไพวรรณ นิมิตรเกาะ" ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดป่าถ้ำภูเตย นำเอาเด็กนักเรียนมาแสดงประจำเดือนกันยายนนี้ โดยแสดงใน "ชุดเทโวโรหณะ" ซึ่งการแสดงนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่อายใคร แต่กระผม/อาตมภาพบอกคุณครูผู้ควบคุมการสอนว่า "ตอนที่นักแสดงเป็นพระอินทร์ "เฟด" ตัวออกจากการแสดงไปช่วงนั้น ให้คณะที่เหลืออยู่เคลื่อนรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ามาได้เลย เพื่อที่นางรำทั้งหลายเมื่อจบจังหวะนั้น จะได้หันไปถวายสักการะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอดี"

    เมื่อแจกรางวัลและรับบิณฑบาตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ระหว่างที่เดินผ่านอนุสาวรียปูราชินี ก็ได้สั่งการให้ "พระมหามนูรักษ์ ฐิตคุโณ ป.ธ. ๔" ซึ่งดูแลการสร้างอนุสาวรีย์ปูราชินี บอกว่า "ให้สร้างปูขนุนคลี่อีก ๑ ตัว"

    เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ความจริงแล้วกระผม/อาตมภาพเจอปูชนิดนี้ตั้งแต่สมัยอยู่ที่สำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษีแล้ว และเจอเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมากเสียด้วย พื้นที่ป่ารอบ ๆ เกาะพระฤๅษีก็ดี เส้นทางขึ้นไปยังน้ำตกผาสวรรค์ก็ตาม หาปูชนิดนี้ชมได้ไม่ยากเลย แต่เข้าใจผิด คิดว่าน่าจะเป็น "ปูทูลกระหม่อม" จึงไม่ได้มีการรายงานอะไรทั้งสิ้น ทำให้กลายเป็นว่าทางบ้านขนุนคลี่รายงานปูชนิดนี้ไป แล้วกลายเป็นปูชนิดใหม่ ซึ่งหน้าตาและสีสันคล้ายคลึงกันค่อนข้างจะมาก

    กระผม/อาตมภาพเห็นว่าในเมื่อเป็นสิ่งสำคัญของทองผาภูมิ ก็ได้สั่งการให้ "พระมหามนูรักษ์" ให้ทางโรงงานผลิตขึ้นมาอีก ๑ ตัว โดยที่มีขนาดใกล้เคียงกัน จะเป็นทรงเดียวกันแล้วเปลี่ยนสี หรือว่าถ้าหากว่าแบบเดิมไม่อยู่ ก็ให้สร้างโมเดลขึ้นมาใหม่เลยก็ได้ ถ้าสร้างใหม่ จะเอาท่าไหนก็คงจะแล้วแต่ความสะดวก จากท่าที่หาได้ในอินเตอร์เน็ต ก็ดูว่าเหมาะสมอยู่เหมือนกัน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,094
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,008
    ครั้นกลับไปถึงวัดแล้ว ก็รีบไปตักเอาบะหมี่สำเร็จรูป ซึ่งทางวัดได้ทำเอาไว้เลี้ยงบรรดาผู้บวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ รุ่นที่ ๕/๒๕๖๙ นี้ บางคนก็เรียกว่า "ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่สำเร็จรูป" สามารถที่จะไปตักหมูสับ ลูกชิ้น และผักได้ตามใจของตนเอง เครื่องปรุงก็มีให้พรักพร้อม

    กระผม/อาตมภาพตักมาได้ถ้วยหนึ่งก็รีบไปฉัน จากนั้นก็เปลี่ยนมาห่มดอง พาดสังฆาฏิ นำเอาปัจจัยสำหรับมอบเป็นรางวัล "คนคู่คุณธรรม" ตรงไปยังศาลา ๑๐๐ ปีหลวงปู่สาย เจอญาติโยมเจ้าของรางวัลของปีนี้มาโดยพร้อมหน้ากันแล้ว ก็ได้บอกกล่าวถึงที่มาที่ไปของรางวัล ซึ่งจะมอบให้บุคคลที่กระทำความดีปรากฏชัดแก่ชุมชนนั้น ๆ เท่านั้น และรับได้ปีละคนเดียว บุคคลเดิมสามารถรับซ้ำได้ไม่เกิน ๓ ครั้ง แล้วก็ต้องสละสิทธิ์ให้กับคนอื่น

    จากนั้นก็ทำการมอบรางวัลและประกาศนียบัตร "คนคู่คุณธรรม" ให้กับทุกคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นบุคคลที่ชุมชนรอบข้างเห็นอยู่แล้ว ว่าเป็นผู้ที่กระทำความดีอย่างสม่ำเสมอ อย่างเช่นว่าของชุมชนคุณธรรมริมฝั่งแควน้อย ก็เป็น "ลุงเตือน" (นายเตือน สมบูรณ์) ซึ่งใส่บาตรพระวัดท่าขนุนอยู่ทุกวัน ยกเว้นว่าวันไหนหมอนัดถึงจะได้ว่างเว้นไป เหล่านี้เป็นต้น

    เมื่อทำการถ่ายรูปจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาต่อด้วยงานฉลองประโยคบาลีของผู้ที่สอบได้ประจำปี ๒๕๖๙ ของสำนักศาสนศึกษาวัดท่าขนุน ซึ่งมีตั้งแต่ประโยค ๑ - ๒ ประโยค ๓ ประโยค ๔ และประโยค ๕ กระผม/อาตมภาพเองนั้นในฐานะ "เจ้าสำนักศาสนศึกษาวัดท่าขนุน" ต้องเป็นประธานในการมอบรางวัล ซึ่งมีการแห่แหนกันรอบอุโบสถวัดท่าขนุน โดยมี "ท่านนายกฯ ปาล์ม" (นายศราวุธ ศรีทันดร) นายกเทศมนตรีตำบลทองผาภูมิ นำคณะมาช่วยกันแห่พัดและประกาศนียบัตรทั้ง ๑๐ ฉบับ เมื่อเข้ามาถึงภายในศาลาแล้ว ก็ดำเนินการไปตามลำดับ

    กระผม/อาตมภาพนอกจากจะมอบผ้าไตรและเงินสดแล้ว ยังมีการมอบเบี้ยแก้หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว ให้ผู้สอบได้ท่านละ ๑ ลูก โดยเฉพาะประโยค ๔ และประโยค ๕ นั้นเป็นเบี้ยแก้ถักดิ้นทอง ประโยค ๓ สองรูปเป็นเบี้ยแก้ถักดิ้นเงิน ส่วนประโยค ๑ - ๒ หกรูปนั้นเป็นเบี้ยแก้ชุบรัก ซึ่งเป็น "รุ่น ๘๐ ปีหลวงปู่เจือ" ที่มีโค้ดตอกเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปถกเถียงกับใคร
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,094
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,008
    เมื่อให้โอวาทจนเสร็จพิธีแล้ว ก็รีบเดินทางไปยังวัดอู่ล่อง หมู่ที่ ๔ ตำบลท่าขนุน เพื่อไปถวายมุทิตาแก่ "พระครูพิสุทธิ์กาญจนาภรณ์" เจ้าอาวาสวัดอู่ล่อง เจ้าคณะตำบลท่าขนุนเขต ๑ ซึ่งจัดงานฉลองอายุวัฒนมงคล ๖๓ ปี ไปถึงก็เห็นรองเจ้าคณะอำเภอทั้ง ๒ รูป ก็คือ "หลวงพ่อพระครูสุจิณบุญกาญจน์" และ "หลวงพ่อพระครูสุวิมลกาญจนวัฒน์" นั่งอยู่กับ "ท่านอาจารย์พระครูน้อย" (พระครูกิตติชัยกาญจน์) อาจารย์ประจำวิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรี ศรีไพบูลย์ ซึ่งรับผิดชอบในการสอนห้องเรียนวัดปรังกาสีของอำเภอทองผาภูมิ มาถึงกันก่อนแล้ว

    พูดคุยกันไม่กี่คำ ก็เข้าไปถวายมุทิตาต่อเจ้าของงาน จากนั้นก็ขอตัวออกมาเลย เหตุเพราะว่ารถรถติดมากเป็นพิเศษ เนื่องเพราะว่า "หลวงพ่อวัดอู่ล่อง" ตามที่ชาวบ้านเรียกนั้นท่านเป็นหมอดู ทำให้เป็นที่พึ่งของชนหมู่มาก เมื่อถึงเวลาจัดงานสำคัญแบบนี้ ลูกศิษย์ลูกหาก็ไปมากันแน่นขนัดไปหมด นับว่าทองผาภูมิของเรานั้น ยังมีพระสงฆ์ที่เป็นที่พึ่งแก่ญาติโยมจำนวนมาก ๆ ได้

    ในเรื่องเหล่านี้ กระผม/อาตมภาพเอง พอเจอข้อความที่เพื่อนฝูงส่งมาให้ว่า "พระสายมูกูตีเก๊หมด" โดยเฉพาะไปตำหนิท่านมหาเปรียญธรรม ๙ ประโยครูปหนึ่งว่า "จบกระทั่งประโยค ๙ แล้ว กลับมาปลุกเสกเลขยันต์เสียนี่..!" กระผม/อาตมภาพเองเห็นว่าเป็นเรื่องของบุคคลที่ใจคอคับแคบจนเกินไป ไม่ใช่ว่าตนเองมา "สายมู" แล้วเข้าข้างกัน


    ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่าญาติโยมส่วนใหญ่นั้นกำลังใจขาดที่พึ่ง ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งให้ยึดเหนี่ยว ก็อาจจะเคว้งคว้าง โดยเฉพาะในเรื่องของวัตถุมงคลต่าง ๆ ซึ่งจะต้องมีการอาราธนา มีข้อห้ามข้อปฏิบัติต่าง ๆ กำกับเอาไว้ ซึ่งก็เป็นเรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา ในเบื้องต้น ก็คือในเรื่องของการยึดอนุสติ ไม่ว่าจะเป็นพุทธานุสติ ธรรมานุสติ หรือสังฆานุสติ แล้วในขณะเดียวกัน การท่องบ่นคาถาอาราธนาต่าง ๆ ก็เป็นการปฏิบัติสมาธิภาวนา ในส่วนของเครื่องรางของขลังที่เขายึดถือนั้น จะมีผลพิเศษอะไรก็ถือว่าเป็นของแถมเท่านั้น..!

    พวกอุบายทั้งหลายเหล่านี้ โบราณาจารย์เอาไว้สำหรับชักจูงบุคคล เหมือนอย่างกับเอาน้ำตาลเคลือบยารักษาโรคไว้ ถ้าให้กินยาขมอย่างเดียว คนก็ไม่นิยมกิน จึงต้องมีการสร้างวัตถุมงคลต่าง ๆ ขึ้นมา ผู้ที่จะสร้าง จะเสริม จะทำให้เกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ก็จะต้องศึกษา ท่องบ่นภาวนา ปลุกเสกเลขยันต์ต่าง ๆ จนกระทั่งเกิดความขลังขึ้นมา ก็คือบังคับตนเองให้อยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา เช่นกัน
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,094
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,246
    ค่าพลัง:
    +27,008
    บรรดาบุคคลที่บอกว่า "ถ้าเป็นสายมู กูตีเก๊หมด" ท่านทั้งหลายลองนึกถึงเบื้องสูง ตั้งแต่ "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์" วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหารก็ดี ลงมาถึง"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ติสฺสเทวมหาเถร)" วัดสุทัศนเทพวรารามก็ดี หรือว่าลงมาที่ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ถ้าหากว่าภาคเหนือก็เอา "หลวงปู่ครูบาศรีวิชัย" เป็นประมาณ ภาคกลางก็ "หลวงปู่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)" วัดระฆังโฆสิตารามเป็นประมาณ ภาคใต้ก็เอา "หลวงปู่ทวด วัดช้างให้" เป็นประมาณ

    ภาคอีสานกล่าวไปถึง "หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต" ท่านทั้งหลายที่เข้าไม่ถึงก็คิดว่าท่านไม่เคยสร้างวัตถุมงคล แต่กระผม/อาตมภาพเจอโยมที่มีตะกรุดทองคำ จารอักขระ "นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา" ที่ตกทอดกันมา ๓ ชั่วคนแล้ว เป็นสิ่งที่ "หลวงปู่มั่น" สร้างให้ โดยที่สมัยนั้นท่านคือ "พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต"

    ถ้าไม่เอาระดับครูบาอาจารย์ใหญ่อย่างนั้น เราก็มานึกถึง "หลวงปู่ฝั้น อาจาโร" วัดป่าอุดมสมพร เจ้าของเหรียญหันข้างราคาเป็นแสน ๆ บาท หรือว่าจะเป็น "หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" วัดถ้ำผาบิ้ง "หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต" วัดอุดมคงคาคีรีเขต ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือในวัตถุมงคลทั้งนั้น แล้วท่านจะกล่าวว่า "ใครมาสายมูกูตีเก๊หมด" ก็แปลว่าท่านกำลังสร้างวจีกรรมเอาไว้อย่างไม่น่าที่จะให้อภัย..!

    โดยเฉพาะท่านมหาประโยค ๙ นั้น เมื่อท่านเรียนมาแล้ว เห็นว่าตนเองไม่สามารถจะนำไปช่วยเหลือประชาชนได้ ก็อุตส่าห์มาค้นหาตำรับตำราของครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะ "สายวัดประดู่โรงธรรม" อันเลื่องลือของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วศึกษาเล่าเรียนจนกระทั่งสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แล้วท่านบอกว่า "ตีเก๊หมด" กระผม/อาตมภาพก็อยากจะบอกว่า "พระนั้นแท้ แต่ว่าตัวท่านเองนั่นแหละเก๊..!" แต่เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ถ้าพูดไปก็เป็นการถกเถียงกันอีก เพราะว่ากระผม/อาตมภาพก็จัดอยู่ใน "พระเก๊" ของท่านเหมือนกัน ดังนั้น..! พูดไปก็กลายเป็นแก้ตัวเสียเปล่า ๆ

    จึงไม่เห็นคุณค่าของท่านทั้งหลายที่ทำตัวเป็นนักวิชาการ แต่ชาวบ้านพึ่งไม่ได้ เอาแต่กอดตำราอยู่เฉย ๆ จนกระทั่งตายไปโดยไม่ได้ช่วยเหลืออะไรสังคมเลย กับบรรดาพระสายมู พระหมอดูต่าง ๆ ช่วยเหลือที่โน่น ที่นั่น ที่นี่ สร้างโรงพยาบาล สร้างถนน สร้างโรงเรียน หรือแม้กระทั่งช่วยเหลือวัดวาอารามอื่น ๆ ในการสร้างโบสถ์วิหาร ศาลาต่าง ๆ เป็นจำนวนมากนั้น ถ้าไม่มีท่านทั้งหลายเหล่านี้แล้ว คิดว่าพระพุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงมาถึงปัจจุบันหรือไม่ ?

    โดยเฉพาะในอดีตถ้าไม่มีท่านทั้งหลายเหล่านี้เป็นขวัญและกำลังใจ บรรดาชาวไทยจะหาญกล้าในการต่อกรกับข้าศึก จนกระทั่งสามารถรักษาแผ่นดินนี้เอาไว้ ให้ท่านมาพูดชุ่ย ๆ ในลักษณะที่ว่า "ถ้าสายมูกูตีเก๊หมด" แบบนี้ได้หรือไม่ ?

    สำหรับวันนี้ ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...