ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สรุปภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าสถานีสูบน้ำมันดิบสามแห่งตามแนวท่อส่งก๊าซของซาอุดีอาระเบีย สายตะวันออก-ตะวันตก ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และมีขนาดที่เกินกว่าประมาณการ
    FB_IMG_1789457751533.jpg
    ปรากฏว่า การโจมตีได้เล็งเป้าไปที่สถานีสูบน้ำสามแห่ง และซาอุดีอาระเบียยังคงประเมินความเสียหายอยู่

    การซ่อมแซมความเสียหายเหล่านี้จะใช้เวลาหลายสัปดาห์ ตามประมาณการเบื้องต้น

    https://www.facebook.com/share/v/19hFa1pC3L/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! รัฐบาลฮูธีเยเมนกำลังเปิดฉากคลื่นโจมตีขนาดใหญ่ด้วยขีปนาวุธและโดรนทั่วราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยมุ่งเป้าไปที่จาซาน ตาอิฟ อับฮา เจดดาห์ ยันบู และอัล-อูลา
    FB_IMG_1789457812748.jpg FB_IMG_1789457814855.jpg
    กองป้องกันพลเรือนซาอุดีอาระเบียเพิ่งออกคำเตือนสำหรับทั้งหกพื้นที่เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
    https://www.facebook.com/share/p/19jAWpPTyY/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญปัญหาที่อาจไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการทิ้งระเบิดเพียงอย่างเดียว

    เปเป เอสโกบาร์ ให้เหตุผลว่า การรุกอย่างรวดเร็วของอันซอรุลเลาะห์ทั่วพื้นที่ทางตะวันตกของเยเมนได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในสนามรบไปอย่างสิ้นเชิง

    ขณะนี้พวกเขาควบคุมพื้นที่ที่ทอดยาวไปทางช่องแคบบับเอล-มันดาบ และตามคำกล่าวของเอสโกบาร์ เป้าหมายต่อไปคือเมืองตาอิซ รวมถึงภูมิภาคที่อุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซรอบเมืองมาริบ

    แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าสำหรับริยาดคือ ภูมิศาสตร์

    เอสโกบาร์กล่าวว่า ฮูตีจงใจปล่อยให้เรือขนส่งส่วนใหญ่เดินทางผ่านช่องแคบบับเอล-มันดาบ ขณะเดียวกันก็มุ่งเป้าไปที่การขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย เรือที่มุ่งหน้าไปยังอิสราเอล รวมถึงเรือของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

    ขณะเดียวกัน ท่อส่งน้ำมันตะวันออก–ตะวันตกของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีหลายจุด ซึ่งอาจทำให้ศักยภาพในการส่งออกน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

    แล้วริยาดจะทำอย่างไร?

    การบุกภาคพื้นดินครั้งใหญ่จะต้องใช้กำลังพลจำนวนมาก

    คำตอบของเอสโกบาร์นั้นตรงไปตรงมาอย่างรุนแรง:

    “พวกเขาไม่มีกำลังพลเหล่านั้น มาริโอ พวกเขาจะต้องซื้อกำลังพลเหล่านั้นจากใครสักคน”

    เขากล่าวว่า ปากีสถานมองว่าเยเมนอยู่นอกขอบเขตพันธกรณีด้านการป้องกันประเทศของตน ตุรกีมีความสนใจเพียงเล็กน้อยที่จะเข้าร่วมสงคราม ขณะที่อียิปต์อาจมีแรงจูงใจน้อยยิ่งกว่า โดยเฉพาะในขณะที่น้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียกำลังถูกเปลี่ยนเส้นทางผ่านดินแดนของอียิปต์

    ซาอุดีอาระเบียใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างเส้นทางทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ

    ฮูตีอาจค้นพบว่า คุณไม่จำเป็นต้องปิดทะเลแดงทั้งหมด

    คุณเพียงแค่ต้อง ปิดมันสำหรับซาอุดีอาระเบีย
    https://x.com/MarioNawfal/status/2099593811328680292

    https://www.facebook.com/share/p/1Brps8o2Rd/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จะไม่มีใครเข้ามาช่วยซาอุดีอาระเบียออกจากเยเมน และวิธีที่ถูกที่สุดในการเปิดช่องแคบบับเอล-มันดาบอีกครั้ง คือวิธีที่ริยาดจะไม่ยอมทำ นั่นคือ การทำข้อตกลงกับกลุ่มฮูตี

    วอชิงตันปฏิเสธมาแล้วสองครั้ง

    ข้อตกลงเมกกะปรากฏว่ามีข้อกำหนดที่ครอบคลุมถึงสงครามที่มีอยู่ก่อนแล้ว

    พรุ่งนี้ MBS จะเดินทางไปไคโร และมีรายงานฉบับหนึ่งระบุว่า เขากำลังขอความช่วยเหลือจากอิสราเอลผ่าน CENTCOM

    โจ เคนต์ใช้เวลาในเยเมนในปี 2010 และมีแนวคิดที่ถูกกว่า ไม่มีใครเคยพิชิตชนเผ่าทางเหนือได้ ไม่ใช่อียิปต์ ซึ่งประสบกับ “สงครามเวียดนามของตนเอง” ที่นั่น และไม่ใช่สหรัฐฯ ซึ่งพยายามเมื่อปีที่แล้วและยอมถอนตัว

    ฮูตีไม่ใช่อัลกออิดะห์ พวกเขาไม่ได้ขึ้นเครื่องบินเพื่อโจมตีใคร และพวกเขาก็ไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของอิหร่านเสียทีเดียว หากแต่เป็น พันธมิตร ของอิหร่านมากกว่า

    สิ่งที่พวกเขาต้องการคือดินแดนที่พวกเขาครอบครองมาโดยตลอด

    ซาเลห์ปกครองเยเมนมานานหลายทศวรรษด้วยการ “เต้นรำอยู่บนหัวงู” โดยทำข้อตกลงกับทุกชนเผ่า

    คำแนะนำของเคนต์ต่อริยาดคือ หยุดคิดแบบชาวตะวันตก และกลับไปใช้แนวทางแบบนั้นอีกครั้ง:

    “เรื่องนั้นอาจมีราคาที่ต้องจ่าย งั้นเราก็จ่ายมันไปเลย”

    https://www.facebook.com/share/p/1D6R9rPr9Y/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไทยและกัมพูชาเสร็จสิ้นการแถลงเปิดการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ที่ประเทศสิงคโปร์แล้ว โดยการแถลงเปิดของทั้งสองฝ่ายเป็นการสรุปภาพรวมและแสดงจุดยืนของแต่ละฝ่าย ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดของกระบวนการต่อไป #ชายแดนไทยกัมพูชา
    FB_IMG_1789458523977.jpg
    --------------------------

    ประเด็นสำคัญของฝ่ายกัมพูชาคือกัมพูชาที่แถลงโดยปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาระบุว่ากัมพูชาจำเป็นต้องเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS เพราะไทยยกเลิก MoU44 แต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นกัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากกระบวนการประนอมนี้เนื่องจากเป็นกระบวนการโดยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกันโดยไม่ได้เป็นการยกระดับความขัดแย้ง นอกจากนั้น ความพยายามในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชามีมาตั้งแต่ปี 1995 และ 2001 แต่ไม่มีข้อตกลง ซึ่งกัมพูชาเห็นว่าการนำทรัพยากรใต้ทะเลขึ้นมาใช้มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชาและรับมือวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น

    กัมพูชาเชื่อมั่นว่าการประนอมภาคบังคับจะเป็นกลไกที่ประสบความสำเร็จดังเช่นกรณีติมอร์ เลสเตและออสเตรเลีย เพื่อนำไปสู่สนธิสัญญาที่ยั่งยืนต่อไป โดยกัมพูชามีเป้าหมายหลักคือต้องการให้มีสนธิสัญญาแบ่งเขตแดนทางทะเลแบบสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ (Single, all-purpose maritime boundary) ระหว่างกัมพูชาและไทย โดยได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ แต่ถ้ากำหนดเขตแดนไม่ได้หรือตกลงกันไม่ได้ กัมพูชาพร้อมที่จะเจรจาเพื่อทำข้อตกลงพัฒนาพื้นที่ร่วมและแบ่งปันทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกันในระหว่างที่เจรจาเขตแดนขั้นสุดท้าย แต่ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ขอให้คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับทำรายงานข้อเสนอเพื่อให้ไทยและกัมพูชานำไปเป็นฐานในการเจรจาระหว่างกันตามข้อผูกพันที่มีภายใต้ UNCLOS ต่อไป

    กัมพูชายังเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 โดยเฉพาะเพื่อให้ชาวกัมพูชาที่ผลัดถิ่นจำนวน 20,000 คนได้กลับบ้าน และบูรณะโบราณสถานที่ได้รับความเสียหาย

    ------------------------

    ส่วนฝ่ายไทยแถลงโดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าการเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับของไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการตกลงเรื่องการแบ่งเขตทางทะเล (Maritime Delimitation) ที่เป็นธรรมและปฏิบัติได้จริงเท่านั้น โดยไทยยืนยันสิทธิในการปกป้องอธิปไตย สิทธิทางทะเล และผลประโยชน์แห่งชาติภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยไทยยืนยันว่าการแก้ไขข้อขัดแย้งจะต้องดำเนินการผ่านการเจรจาทวิภาคีเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและหาทางออกร่วมกัน และแม้ไทยจะเสนอทางออกในการเจรจาสองฝ่าย แต่กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสกับแนวทางดังกล่าว

    ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับด้วยความสุจริตใจ (Good Faith) และยืนยันว่าไทยเคารพบทบัญญัติของ UNCLOS มั่นใจในความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และความเชี่ยวชาญของคณะกรรมมาธิการการประนอมภาคบังคับ และย้ำว่ากระบวนการประนอมไม่ใช่กระบวนการที่ต้องมีคนแพ้หรือชนะ (Zero Sum) แต่เป็นโอกาสในการหาจุดร่วมและหาทางออกที่ยอมรับร่วมกันได้

    ไทยยังย้ำว่ากระบวนการประนอมภาคบังคับนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก เกาะกูด และปฎิเสธเส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว

    ไทยยังชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาพยายามสร้างภาพว่าตนเองเคารพกฎหมายระหว่างประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียวและสร้างข้อกล่าวหาต่อไทยอย่างไม่เป็นธรรม แต่กัมพูชาเองก็เป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การนำบทสนทนาของผู้นำทั้งสองประเทศมาเผยแพร่ การยิงจรวดสังหารพลเรือนไทย หรือการวางทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ และเชื่อว่ากัมพูชาใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่อหวังผลทางการเมืองภายในระยะสั้น

    ไทยย้ำว่ายังคงเปิดประตูในการเจรจาระหว่างสองประเทศเสมอ เพราะการหาทางออกต้องขึ้นอยู่กับการร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างไทยและกัมพูชา แม้หลังสิ้นสุดกระบวนการนี้ทั้งสองประเทศก็ยังคงต้องเป็นเพื่อนบ้านกันต่อไป การแก้ปัญหาต้องคำนึงถึงมรดกที่จะส่งต่อให้ลูกหลานของทั้งสองชาติต่อไป

    -----------------------

    หลังจากนี้ ทั้งสองประเทศต้องประชุมกันเพื่อกำหนดขอบเขตของการประนอมภาคบังคับ เพราะเห็นชัดว่ายังมีความแตกต่างกันระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะประเด็นด้านการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันหรือประเด็นพลังงาน เนื่องจากกัมพูชาต้องการให้คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับพิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วย แต่ฝ่ายไทยยืนยันว่าจะพิจารณาเฉพาะประเด็นเขตแดนทางทะเลเท่านั้น และสุดท้าย การบรรลุสนธิสัญญาใดต้องเป็นความยืนยอมของทั้งสองประเทศ โดยใช้คำแนะนำและรายงานของกรรมาธิการประนอมภาคบังคับเป็นพื้นฐานในการเจรจา

    https://www.facebook.com/share/p/1ELEN9nQKb/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เอา คืน!!….’สีหศักดิ์‘ซัดเขมร’โกหกใส่ร้าย รายวัน สร้างภาพผู้ถูกกระทำ‘กลางวงUNCLOS
    ย้อนเหตุ เขมรปล่อยคลิปสนทนาทางโทรศัพท์ ผู้นำ-ยิงจรวดใส่คนไทย วางทุ่นระเบิด ทำทหารไทยขาขาด
    ถาม ว่า ที่ กัมพูชา ว่าเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ นั้น อยู่ที่ไหน
    แฉ เขมร มักใช้สถานการณ์ มาต่อรองทางการเมือง มาโดยตลอด
    แจง ไทย ยกเลิก MoU 2001 เพราะ ไม่มีอะไรคืบหน้า 25 ปี ประชุม ได้2 ครั้งเท่านั้น
    ยัน กระบวนการนี้ เฉพาะทางทะเล ในอ่าวไทย ไม่เกี่ยวกับเกาะกูด ที่เขมร ลากเส้นเอง และไม่เกี่ยวข้องกับ เขตแดนทางบก
    ยัน ไทยจะปกป้องอธิปไตย
    ขอให้ กัมพูชา กล้า ที่จะเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง ในเวที UNCLOS ครั้งแรก ที่สิงคโปร์ โดย นาย ปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศ กัมพูชา ได้ กล่าวก่อน จากนั้น นายสีหศักดิ์ ขึ้นกล่าว

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยเชื่อมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างประเทศเพื่อนบ้านควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา นี่คือแนวทางที่เราใช้มาโดยตลอด นั่นคือ การรักษา ช่องทางการสื่อสารไว้ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น และการแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี

    แต่กัมพูชา กลับใช้แนวทางแตกต่างออกไป กัมพูชากล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพยายามสร้างภาพว่า ไทยเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ข้อกล่าวอ้างของกัมพูชานั้นเป็นการกล่าวอ้างเพื่อประโยชน์ของตนเอง มีความย้อนแย้ง

    เราควรย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง

    เมื่อกัมพูชานำการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของเรามาเปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อจรวดของกัมพูชายิงเข้ามาและทำให้พลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และเมื่อทหารของเราต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ แล้วในเวลานั้นกัมพูชาเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน

    ข้าพเจ้าขอยืนยันให้ชัดเจนว่า ความมุ่งมั่นของไทยต่อกฎหมายระหว่างประเทศนั้นไม่เคยสั่นคลอน ไทยยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และจะปกป้องสิทธิของเราภายใต้กรอบระเบียบดังกล่าว

    สำหรับไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นรากฐานที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันของความสัมพันธ์อันสันติระหว่างรัฐ กฎหมายเป็นกรอบที่กำหนดแนวทาง ขณะที่การทูตช่วยให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถนำกรอบดังกล่าวมาใช้ สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น และบรรลุทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้และมีความยั่งยืน

    เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในขณะนี้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว ความขัดแย้งได้ทำลายความไว้วางใจ และสร้างความสูญเสียอย่างหนักให้แก่ชุมชนของประชาชนทั้งสองฝ่าย

    แต่หากเราต้องการมีโอกาสอย่างแท้จริงที่จะค้นหาทางออกที่ยั่งยืน เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจดังกล่าวขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงเดินหน้าใช้การเจรจาและแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่จำเป็นสำหรับการจัดการกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและยากยิ่งขึ้น

    ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีนี้ ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่จะค่อยๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน

    และเมื่อข้าพเจ้าได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ที่นิวยอร์กเมื่อเดือนพฤษภาคม ข้าพเจ้าได้เสนอแนวทางปฏิบัติแบบเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อผลักดันพันธกรณีดังกล่าวให้เกิดความคืบหน้า แนวทางเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เราสามารถเดินหน้าจัดการกับประเด็นข้อพิพาทที่อยู่ตรงหน้าได้ด้วยความมั่นใจ

    น่าเสียดายที่แนวทางการทูตที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในทางปฏิบัติดังกล่าวไม่เคยได้รับโอกาสอย่างแท้จริงจากกัมพูชา และจากมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินการของกัมพูชาที่น่ากังวล

    แทนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และจริงใจผ่านการเจรจาทวิภาคี กัมพูชากลับกล่าวร้ายประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเรื่องเล่าที่เป็นเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง และข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลต่อไทย แทบจะทุกวัน รวมถึงบนเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชายังดำเนินการดังกล่าวด้วยการวางตนเป็นฝ่ายตกเป็นเหยื่อ พร้อมแสดงท่าทีว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกต้องทางศีลธรรม เพื่อมุ่งสร้างภาพว่าตนอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าในทางศีลธรรม

    เราไม่อาจมองข้ามได้ว่า ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศกัมพูชามีส่วนกำหนดรูปแบบการดำเนินการเช่นนี้ สำหรับเราแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเรา รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำไปขึ้นอยู่กับการคำนวณผลประโยชน์ทางการเมืองในระยะสั้น

    นี่คือ เส้นทางที่กัมพูชาเลือกเดินมาตลอด แนวทางดังกล่าวนำมาซึ่งผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะทำให้กระแสความรู้สึกของประชาชนร้อนแรงขึ้น ทำให้ความตึงเครียดลึกซึ้งขึ้น และทำให้จุดยืนของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวมากขึ้น ส่งผลให้การหาจุดประนีประนอมและการปรองดองที่ทั้งสองประเทศต้องการยิ่งทำได้ยากขึ้น

    เส้นทางที่ไทยพยายามเดินหน้าคือเส้นทางที่การใช้ช่องทางทางกฎหมายต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทูตที่มองสถานการณ์อย่างชัดเจนและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตจะต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะกัน หรือการพยายามแสดงว่าใครเหนือกว่าใคร เพื่อแสวงหาความได้เปรียบฝ่ายเดียว

    ท่านประธานและสมาชิกคณะกรรมการทุกท่าน การดำเนินงานที่อยู่เบื้องหน้าของเราจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับที่มาที่ไปของสถานการณ์จนมาถึงจุดนี้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะกล่าวถึงการนำเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยุติข้อตกลงความเข้าใจปี 2544 หรือบันทึกความเข้าใจปี 2544 โดยสังเขป

    กัมพูชาพยายามเสนอว่า การที่ไทยตัดสินใจยุติบันทึกความเข้าใจดังกล่าวทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มกระบวนการพิจารณานี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง

    ความจริงก็คือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการเจรจาอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 รอบเท่านั้น เป็นที่ชัดเจนว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มต้นการเจรจาใหม่อีกครั้ง

    การที่กัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายร่วมกันที่ชัดเจนและมีความมั่นคงยิ่งขึ้น

    ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยข้าพเจ้าได้เสนอด้วยตนเองต่อคู่เจรจาของข้าพเจ้าว่า เราควรเริ่มการเจรจาโดยตรงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล ซึ่งจะสามารถช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นอื่นๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่

    และข้าพเจ้าได้เสนอด้วยว่า หากภายในระยะเวลา 6 เดือนยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยร่วมกันต่อไปได้

    ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าหลังจากไทยยุติบันทึกความเข้าใจปี 2544 แล้ว กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มกระบวนการพิจารณานี้ จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง

    กัมพูชาได้รับทางเลือกอย่างแท้จริง แต่กัมพูชากลับไม่เลือกทางเลือกดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ฝ่ายไทยยากจะเข้าใจ

    ท่านประธาน หากเราต้องการบรรลุข้อตกลงยุติข้อพิพาท เราจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของประเด็นที่อยู่ต่อหน้าคณะกรรมการ

    ขอบเขตของกระบวนการพิจารณานี้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น

    ไทยขอยืนยันจุดยืนเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลตามที่ระบุไว้ในประกาศพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 อีกครั้ง เราไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

    และข้าพเจ้าขอย้ำให้ชัดเจนว่า การไกล่เกลี่ยครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ไม่เคยมีการถกเถียงในประเด็นนี้มาก่อน ไทยไม่ยอมรับเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของกัมพูชาที่จัดทำขึ้นในปี 2515 เนื่องจากเส้นดังกล่าวไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย

    ท่านประธานและสมาชิกคณะกรรมการทุกท่าน ไทยเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ด้วยความสุจริต โดยตระหนักอย่างเต็มที่ถึงบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และความเชี่ยวชาญโดยรวมของคณะกรรมการชุดนี้

    ไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมในกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุทางออกที่ผ่านการเจรจาและมีความเป็นธรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมการ การไกล่เกลี่ยสามารถช่วยให้คู่กรณีระบุจุดที่มีความเห็นร่วมกัน จำกัดขอบเขตของจุดยืนทางกฎหมายที่แตกต่างกัน และเจรจาหาทางเดินหน้าต่อไปได้

    และเรามั่นใจว่า ด้วยคำแนะนำและการชี้แนะของคณะกรรมการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุทางออกที่เป็นธรรม อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและสามารถปฏิบัติได้ และมีความยั่งยืนในระยะยาว สำหรับการกำหนดเขตแดนทางทะเล

    ประตูสำหรับการเจรจายังคงเปิดอยู่ ท้ายที่สุดแล้ว ภาระหน้าที่ในการหาหนทางเดินหน้าต่อไปยังคงอยู่ที่ทั้งสองประเทศของเรา ซึ่งจะต้องร่วมกันค้นหาทางออกด้วยความจริงจังและด้วยความสุจริต

    ท่านประธาน สมาชิกคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ และเพื่อนร่วมงานชาวกัมพูชา ขณะที่เราเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาในวันนี้ เราจะต้องตระหนักว่าแนวทางที่คดีนี้จะดำเนินต่อไป รวมถึงผลลัพธ์ของกระบวนการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ จะมีนัยสำคัญต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา

    กระบวนการนี้ไม่ใช่การดำเนินการทางการทูตแบบผลรวมเป็นศูนย์ ซึ่งฝ่ายหนึ่งจะได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเสีย

    ขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าไทยมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะยึดมั่นและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

    ขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างแน่วแน่

    และขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เช่นกันว่าไทยมีความมุ่งมั่นต่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

    เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนมาแล้วในอดีต เมื่อไทยได้ทำงานร่วมกับประเทศต่างๆ ที่มีแนวคิดสอดคล้องกันมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อช่วยนำสันติภาพมาสู่กัมพูชา และช่วยฟื้นฟูประเทศเพื่อประชาชนชาวกัมพูชา

    ไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเส้นทางแห่งสันติภาพ
    การเดินหน้าต่อไปจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองจากทั้งสองฝ่าย ดังที่เราได้เน้นย้ำมาหลายครั้งแล้วว่า ทางเลือกอยู่ที่กัมพูชาจะเป็นผู้ตัดสินใจ และเราหวังว่ากัมพูชาจะสามารถรวบรวมเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเข้าร่วมกับเราบนเส้นทางนี้

    อีกไม่นานหลังจากกระบวนการพิจารณาเหล่านี้สิ้นสุดลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันต่อไป ภารกิจของเราคือการทำให้มั่นใจว่า มรดกที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปสามารถได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ

    ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ และเราหวังว่ากัมพูชากล้า ที่จะทำเช่นเดียวกัน

    #กระทรวงการต่างประเทศ
    #UNCLOS

    https://www.facebook.com/share/1Hz7dmFNK9/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไทย–กัมพูชาแถลงเปิดกระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS: สรุปจุดยืน ข้อโต้แย้ง และแนวทางยุติข้อพิพาททางทะเลของทั้งสองฝ่าย

    หมายเหตุ: เนื้อหาส่วนนี้เป็นการสรุปถ้อยแถลงการเปิดกระบวนการประนอมข้อพิพาทระหว่างกัมพูชากับไทยตามข้อ 298 และภาคผนวก 5 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 โดยมี PCA ทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในกระบวนการ ในคดีหมายเลข 2026-35 ทั้งนี้ เนื้อหาด้านล่างทั้งหมดเป็นการสรุปของแอดมินเท่านั้น ผู้สนใจโปรดฟังจากต้นฉบับเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน

    การแถลงเปิดกระบวนการประนอมข้อพิพาทระหว่างกัมพูชาและไทย เริ่มจากการที่ประธานที่ประชุม คุณแคทรีนา คูเปอร์ ประธานประนอมฯ กล่าวขอบคุณสิงคโปร์ในการอำนวยความสะดวกในแง่ของสถานที่ และขอบคุณทั้งสองฝ่ายที่ให้ความร่วมมือ ก่อนเปิดให้แต่ละประเทศแถลงฝ่ายละไม่เกิน 15 นาที โดยกัมพูชาแถลงก่อน ตามด้วยไทย และถ่ายทอดสดเป็นภาษาอังกฤษ เขมร และไทย

    #กัมพูชาแถลงว่าอะไรบ้าง

    1. กัมพูชาเริ่มจากกล่าวถึง #ประวัติศาสตร์กัมพูชาและความสำคัญของสันติภาพ กัมพูชากล่าวว่า ประเทศมีประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจ แต่ก็เผชิญความยากลำบากอย่างมาก จักรวรรดิเขมรซึ่งมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 เป็นหนึ่งในอารยธรรมสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีมรดกที่ปรากฏผ่านนครวัดและปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO รวมถึงประเพณีด้านนาฏศิลป์ การละคร ดนตรี และศิลปะการต่อสู้ ซึ่งหลายรายการได้รับการรับรองเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ กัมพูชาเข้าเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1863 และระบุว่า เขตแดนสมัยใหม่ของตนได้รับการกำหนดผ่านสนธิสัญญาและแผนที่หลายฉบับ รวมถึงอนุสัญญาฝรั่งเศส–สยาม ค.ศ. 1904 สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 และแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามเอกสารเหล่านั้น ซึ่งกำหนดเขตแดนทางบกกับไทย หลังได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1953 กัมพูชามีช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบและเจริญรุ่งเรือง ก่อนได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคในทศวรรษ 1960 และ 1970 ระหว่าง ค.ศ. 1975–1979 ระบอบเขมรแดงก่อโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทำให้ประชากรประมาณ 1 ใน 4 เสียชีวิต และทำลายสถาบัน โครงสร้างพื้นฐาน และโครงสร้างทางสังคมของประเทศ กัมพูชาเริ่มฟื้นฟูประเทศอย่างจริงจังหลังความตกลงสันติภาพปารีส ค.ศ. 1991 และกระบวนการสันติภาพที่สหประชาชาติสนับสนุน โดยต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ สถาบัน และสังคม หลังผ่านความขัดแย้งและความโดดเดี่ยวมาหลายทศวรรษ กัมพูชากล่าวว่า มีเพียงไม่กี่ประเทศที่เข้าใจคุณค่าของสันติภาพและต้นทุนทางมนุษย์กับเศรษฐกิจของความขัดแย้งได้ลึกซึ้งเท่ากัมพูชา และขอให้เข้าใจความมุ่งมั่นของตนในการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลโดยสันติและตามกฎหมายระหว่างประเทศภายใต้ภูมิหลังนี้

    2. กัมพูชากล่าวต่อเกี่ยวกับ #การเจรจาทางทะเลและMOU2001 กัมพูชาระบุว่า ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ได้พยายามแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลกับไทย เพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเติบโตทางอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านได้รับประโยชน์มาหลายทศวรรษแล้ว ทั้งสองประเทศเริ่มหารือเรื่องเขตแดนทางทะเลในเดือนเมษายน ค.ศ. 1995 และใน ค.ศ. 2001 ได้ตกลงจัดทำบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน กัมพูชากล่าวว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะทำความตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรเพื่อประโยชน์ร่วมกัน แต่แม้จะพยายามเจรจา ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สามารถตกลงเรื่องเขตแดนทางทะเลหรือสนธิสัญญาพัฒนาร่วมได้ และทรัพยากรใต้พื้นที่ทางทะเลที่ยังไม่ได้แบ่งเขตยังไม่ได้รับการสำรวจ กัมพูชายังกล่าวถึงสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญความวุ่นวายด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

    3. กัมพูชากล่าวถึง #การยกเลิกMOU44ของไทย กัมพูชาระบุว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ไทยประกาศต่อสาธารณะว่าจะยกเลิก MOU ค.ศ. 2001 แต่ฝ่ายเดียว แม้กัมพูชาจะเรียกร้องซ้ำหลายครั้งให้ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เมื่อเผชิญสถานการณ์นี้ รัฐบาลกัมพูชาจึงพิจารณาทางเลือกโดยสันติที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ และเลือกเริ่มกระบวนการประนอมข้อพิพาทภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นต่อหลักนิติธรรมและการระงับข้อพิพาทโดยสันติ กัมพูชาอ้างถึงคำแถลงพิเศษของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ว่า ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้รับประโยชน์จากข้อยุติที่เป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งตกลงกันโดยได้รับคำแนะนำจากผู้ประนอมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศและเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ การแก้ไขปัญหาโดยสันติเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ และจะช่วยส่งเสริมสันติภาพกับเสถียรภาพในภูมิภาค ปกป้องอธิปไตย เสริมสร้างความเชื่อมั่น เปิดทางให้ใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการพัฒนา และสร้างโอกาสการจ้างงานทั้งในปัจจุบันและสำหรับคนรุ่นต่อไป

    4. กัมพูชากล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาหนทางเดินหน้าต่อไปโดยสันติและตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดย #มองกระบวนการประนอมข้อพิพาทเป็นวิธีฟื้นฟูความไว้วางใจ ไม่ใช่การยกระดับความขัดแย้ง กัมพูชาหวังว่าไทยจะเข้าร่วมกระบวนการอย่างสร้างสรรค์ และดำเนินการควบคู่กันเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ทวิภาคี ผ่านการปฏิบัติตามความตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิผล โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 2025 ซึ่งกัมพูชาระบุว่าจะช่วยให้ชาวบ้านที่พลัดถิ่นมากกว่า 20,000 คนกลับบ้าน ช่วยอนุรักษ์สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ และเปิดทางให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีกลับสู่ภาวะปกติ กัมพูชากล่าวว่า ความพยายามดังกล่าวจะช่วยลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความไว้วางใจกับความเชื่อมั่นระหว่างกัน การฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างกัมพูชากับไทยจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศและประชาคมอาเซียนโดยรวม

    5. กัมพูชาระบุว่า #เป้าหมายหลักคือการบรรลุข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ และส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค โดยประสงค์จะจัดทำสนธิสัญญากำหนดเส้นแบ่งเขตทางทะเลเส้นเดียวสำหรับทุกวัตถุประสงค์ระหว่างสองรัฐ ด้วยความช่วยเหลือของคณะกรรมาธิการและตามกฎหมายระหว่างประเทศ ในทางเลือกอื่น กัมพูชาพร้อมทำความตกลงกับไทยเพื่อพัฒนาร่วมและแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรมระหว่างสองรัฐ ระหว่างรอความตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล หากไม่สามารถทำความตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลหรือข้อตกลงพัฒนาร่วมได้ กัมพูชาจะขอให้คณะกรรมาธิการจัดทำรายงานที่มีข้อเสนอแนะต่อคู่กรณี เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการทำความตกลงดังกล่าวต่อไป โดยสอดคล้องกับพันธกรณีของคู่กรณีภายใต้ UNCLOS

    6. กัมพูชากล่าวว่า #การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การระงับข้อพิพาทโดยสันติ และสถาบันที่ธำรงหลักการเหล่านี้ มีรากฐานอยู่ในประสบการณ์ของประเทศ การนำเรื่องเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศสะท้อนความเชื่อมั่นของกัมพูชาต่อสถาบันระหว่างประเทศในฐานะวิธีระงับข้อพิพาทที่ซับซ้อนระหว่างรัฐโดยสันติและตามกฎหมายระหว่างประเทศ กัมพูชาระบุว่า ประสบการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ประเด็นที่มีความสำคัญสูงสุดต่อประเทศสามารถได้รับการจัดการโดยสันติและผ่านกลไกพหุภาคีแทนการใช้กำลัง และกรอบระหว่างประเทศสามารถเป็นพื้นฐานที่มั่นคงและยั่งยืนให้รัฐเพื่อนบ้านจัดการความแตกต่างระหว่างกันได้

    7. กัมพูชากล่าวว่า ความมุ่งมั่นเดียวกันนี้เป็นพื้นฐานของแนวทางที่ตนใช้ในความสัมพันธ์กับไทย แม้ความสัมพันธ์จะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก กัมพูชาหวังว่าคณะกรรมาธิการจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นหน้าใหม่เพื่อประโยชน์ร่วมกันได้ กัมพูชาได้ประเมินจากผลของ #การประนอมข้อพิพาทระหว่างติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียเกี่ยวกับทะเลติมอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับภายใต้ UNCLOS สามารถคลี่คลายภาวะชะงักงันที่อยู่เป็นเวลานานระหว่างรัฐเพื่อนบ้าน และนำไปสู่ข้อยุติในรูปสนธิสัญญาที่ยั่งยืนได้ กัมพูชาเชื่อมั่นว่าคณะกรรมาธิการสามารถช่วยให้กัมพูชาและไทยบรรลุผลในลักษณะเดียวกัน ซึ่งนำมาซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

    8. กัมพูชาปิดท้ายด้วยการขอบคุณคณะกรรมาธิการสำหรับความเอาใจใส่และความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมระบุว่าหวังจะทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการและไทยด้วยความสุจริตและความเคารพซึ่งกันและกัน

    #ไทยแถลงว่าอะไรบ้าง

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยกล่าวว่า มาร่วมกระบวนการด้วยจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน คือ #แสวงหาข้อยุติเกี่ยวกับการแบ่งเขตทางทะเลที่ปกป้องสิทธิของไทย และทำให้ไทยกับกัมพูชาสามารถเดินหน้าต่อไปในฐานะประเทศเพื่อนบ้านได้ ไทยกล่าวว่า จำเป็นต้องพิจารณาบริบทความสัมพันธ์และลำดับเหตุการณ์ที่นำทั้งสองประเทศมาสู่การประชุมที่สิงคโปร์ โดยระบุว่า ประเด็นสำคัญคือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยและกัมพูชาเลือกใช้ในการจัดการปัญหาระหว่างกัน ไทยยืนยันว่า เชื่อมาโดยตลอดว่าความแตกต่างระหว่างประเทศเพื่อนบ้านควรได้รับการจัดการผ่านการพูดคุยหารือ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด โดยรักษาช่องทางการติดต่อ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และแสวงหาข้อยุติที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี

    2. ไทยกล่าวว่า กัมพูชาใช้แนวทางที่ต่างออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่า ตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ #การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชามุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง และ #มีความย้อนแย้ง เราควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตอนที่ทหารไทยสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น #การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน ขอเน้นย้ำว่า ไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง (#ท่อนนี้อยากให้ทุกคนฟัง อยู่ประมาณนาทีที่ 48.45 น.)

    3. ไทยกล่าวว่า #กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นรากฐานที่เกื้อหนุนกันของความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างรัฐ กฎหมายกำหนดกรอบ ส่วนการทูตช่วยให้ประเทศเพื่อนบ้านนำกรอบนั้นมาใช้ สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น และบรรลุข้อยุติที่ยอมรับได้และยั่งยืน ไทยระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความขัดแย้งทำลายความไว้วางใจและส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนทั้งสองฝ่าย หากต้องการโอกาสที่แท้จริงในการหาข้อยุติที่ยั่งยืน จำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจ ไทยจึงดำเนินการผ่านการพูดคุยและแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่จำเป็นต่อการจัดการประเด็นที่ยากขึ้น ไทยกล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เซบูเมื่อต้นปี ผู้นำทั้งสองประเทศยืนยันความมุ่งมั่นที่จะค่อย ๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ และเมื่อผู้แทนไทยพบรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาที่นิวยอร์กในเดือนพฤษภาคม ได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงเป็นขั้นตอนเพื่อดำเนินการตามความมุ่งมั่นดังกล่าว ไทยเห็นว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าจัดการประเด็นขัดแย้งได้ แต่แสดงความเสียใจที่กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงแก่แนวทางการทูตนี้

    4. ไทยกล่าวว่า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่น่าเป็นห่วงของกัมพูชา แทนที่จะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ #กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดย #นำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ #การบิดเบือนข้อเท็จจริง และ #ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลแทบทุกวัน รวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม ไทยเห็นว่า การพิจารณาทางการเมืองภายในกัมพูชามีส่วนกำหนดพฤติกรรมดังกล่าว และกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น ไทยระบุว่า แนวทางนี้ก่อผลกระทบร้ายแรง ทั้งปลุกกระแสความรู้สึกของประชาชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้จุดยืนแข็งกร้าวขึ้น ส่งผลให้การประนีประนอมและการปรองดองที่ทั้งสองประเทศต้องการยากยิ่งขึ้น ไทยกล่าวว่า แนวทางที่ตนต้องการคือการใช้วิธีทางกฎหมายควบคู่กับการทูตเพื่อสร้างความไว้วางใจ และการทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะกันและแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียว

    5. ไทยกล่าวว่า การทำงานต่อไปจำเป็นต้องอาศัยคำอธิบายที่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่นำมาสู่กระบวนการนี้ จึงขอชี้แจงการนำเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับ #การตัดสินใจของไทยที่จะยุติMOU2544 ไทยระบุว่า กัมพูชานำเสนอว่าการยุติ MOU ของไทยทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากเริ่มกระบวนการนี้ ซึ่งไทยกล่าวว่าไม่เป็นความจริง โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปี ทั้งสองประเทศจัดการเจรจาอย่างเป็นทางการได้เพียงสองรอบ และ MOU ไม่ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกให้การเจรจาเริ่มต้นใหม่ ไทยกล่าวว่า การที่กัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบัน UNCLOS เป็นโอกาสที่เหมาะสมในการกลับมาเจรจาบนพื้นฐานทางกฎหมายร่วมกันที่มั่นคงยิ่งขึ้น และไทยได้เสนอแนวทางนี้อย่างชัดเจนแล้ว

    6. ผู้แทนไทยกล่าวว่า #ได้เสนอโดยตรงต่อรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาให้เริ่มการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเล ซึ่งอาจช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์และเปิดทางให้แก้ไขประเด็นอื่นที่ยังค้างอยู่ พร้อมเสนอว่า พร้อมเสนอว่า #หากไม่สามารถบรรลุความตกลงภายในหกเดือน ทั้งสองประเทศก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทร่วมกันได้ ไทยจึงกล่าวว่า การที่ #กัมพูชาอ้างว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการนี้หลังไทยยุติMOUเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะกัมพูชาได้รับข้อเสนอทางเลือกแล้ว แต่ไม่รับทางเลือกดังกล่าวด้วยเหตุผลที่ไทยระบุว่ายากจะเข้าใจ

    7. ไทยกล่าวว่า เพื่อให้บรรลุข้อยุติ จำเป็นต้องชัดเจนเกี่ยวกับ #ขอบเขตเรื่องในการพิจารณาภายใต้การประนอม โดยยืนยันว่า สำหรับไทย กระบวนการนี้เกี่ยวข้องเฉพาะการแบ่งเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทย ไทยยืนยันจุดยืนเรื่องเขตแดนทางทะเลตามประกาศพระบรมราชโองการวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 และกล่าวว่า ไม่ได้แสวงหาสิ่งใดเกินกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมของตนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยระบุอย่างชัดเจนว่า #การประนอมข้อพิพาทนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบกรวมถึงเกาะกูด และไม่เคยมีข้อถกเถียงในเรื่องนี้ พร้อมปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งไทยระบุว่าไม่มีฐานทางกฎหมาย

    8. ไทยกล่าวว่า #ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมข้อพิพาทโดยสุจริต โดยตระหนักถึงพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา UNCLOS และเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการ ไทยพร้อมเข้าร่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่อบรรลุข้อยุติที่เป็นธรรมผ่านการเจรจาโดยได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมาธิการ ไทยเห็นว่าการประนอมข้อพิพาทสามารถช่วยให้คู่กรณีค้นหาจุดร่วม ลดความแตกต่างของจุดยืนทางกฎหมาย และเจรจาหาหนทางเดินหน้าต่อไป ไทยเชื่อว่า ด้วยคำแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อยุติเกี่ยวกับการแบ่งเขตทางทะเลที่เป็นธรรม ปฏิบัติได้จริง และยั่งยืน ไทยยืนยันว่าประตูสำหรับการพูดคุยยังเปิดอยู่ และท้ายที่สุด ความรับผิดชอบยังอยู่ที่ทั้งสองประเทศในการร่วมกันหาหนทางเดินหน้าต่อไปอย่างจริงใจและสุจริต

    9. ไทยกล่าวว่า เมื่อเริ่มกระบวนการนี้ ทั้งสองฝ่ายต้องตระหนักว่า พัฒนาการของเรื่องและผลของการประนอมข้อพิพาทจะมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในอนาคต และกระบวนการนี้ไม่ใช่การดำเนินการทางการทูตแบบผลรวมเป็นศูนย์ #ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ การปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลอย่างหนักแน่น และการส่งเสริมสันติภาพกับความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยกล่าวว่า ความมุ่งมั่นนี้ปรากฏชัดมาแล้วในอดีต เมื่อไทยร่วมมือกับหลายประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชาและช่วยให้กัมพูชาสามารถสร้างชาติเพื่อประชาชนของตนได้อีกครั้ง ไทยกล่าวว่า ตนยืนหยัดบนเส้นทางแห่งสันติภาพ และการเดินหน้าต่อไปต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ไทยย้ำว่าทางเลือกอยู่ที่กัมพูชา และหวังว่ากัมพูชาจะมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะร่วมเดินบนเส้นทางนี้ ไทยกล่าวว่า แม้กระบวนการนี้จะสิ้นสุดไปแล้ว ไทยและกัมพูชาก็ยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้าน หน้าที่ของทั้งสองฝ่ายคือทำให้มรดกที่ทิ้งไว้เปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ ไทยพร้อมทำหน้าที่ของตน และหวังว่ากัมพูชาจะทำเช่นเดียวกัน

    อ้างอิง: bit.ly/4xbWjtw (ภาษาไทย) และ bit.ly/4xilRpd (ภาษาอังกฤษ)

    ***********************************
    #ความเห็นของแอดมิน
    - ต้องชื่นชมฝ่ายไทยที่ใช้คำแถลงเปิดครั้งนี้ตอบโต้กัมพูชาอย่างตรงไปตรงมาและมีจุดยืนชัดเจนครับ ทั้งเรื่องการอ้างความเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การนำเสนอตนเองเป็นผู้เสียหาย และความจริงใจในการเจรจา โดยเฉพาะการนำความสูญเสียของพลเรือนและทหารไทยขึ้นกล่าวในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายไทยสมควรต้องพูดให้ได้รับการรับรู้ ไทยทักท้วงคำอธิบายที่ไทยเห็นว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมกับการแสดงความเชื่อมั่นในคณะกรรมาธิการควบคู่กับการตอบโต้กัมพูชาอย่างหนักแน่น ทำให้เห็นว่าไทยแยกความพร้อมร่วมมือกับกระบวนการออกจากการยอมรับข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายได้ชัดเจน
    - ประเด็นแรก #ไทยทำได้ดีในการไม่ปล่อยให้กัมพูชาเป็นฝ่ายกำหนดคำอธิบายสถานการณ์อยู่เพียงฝ่ายเดียว แม้กัมพูชาจะเรียบเรียงคำแถลงผ่านเรื่องประวัติศาสตร์ความสูญเสีย สันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้อยคำเหล่านั้นก็จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาควบคู่กับพฤติกรรมและเหตุการณ์ระหว่างสองประเทศ การที่ไทยหยิบยกความเสียหายของฝ่ายตนและตั้งคำถามต่อความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำของกัมพูชา จึงช่วยให้ผู้ฟังได้รับรู้ว่า #ความไม่ไว้วางใจมีที่มา และฝ่ายไทยก็มีข้อกังวลที่ต้องได้รับการรับฟังเช่นกัน น้ำเสียงที่ตรงและแรงอาจทำให้บรรยากาศเผชิญหน้าขึ้นบ้าง แต่ในสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเสนอคำอธิบายที่แตกต่างกัน การตอบโต้ให้ชัดตั้งแต่ต้นก็มีประโยชน์ต่อการรักษาจุดยืนของไทย ส่วนข้อกล่าวหาของแต่ละฝ่ายจะมีน้ำหนักเพียงใด ย่อมต้องพิจารณาจากหลักฐานต่อไป
    - ประเด็นที่สอง #ไทยมีคำอธิบายที่เป็นรูปธรรมต่อการยุติMOU2544 โดยชี้ถึงข้อจำกัดของกรอบเดิมที่ตลอด 25 ปีมีการเจรจาอย่างเป็นทางการเพียงสองรอบตามคำแถลงของไทย พร้อมอธิบายว่าต้องการเริ่มการเจรจาใหม่บนพื้นฐานทางกฎหมายร่วมกันหลังจากกัมพูชาให้สัตยาบัน UNCLOS จุดที่มีน้ำหนัก คือ ไทยระบุว่าได้เสนอทั้งการเจรจาโดยตรงและการเข้าสู่การประนอมร่วมกันหากการเจรจาไม่สำเร็จ จึงมีเหตุให้ทักท้วงการนำเสนอที่ทำให้เข้าใจว่าการยุติ MOU หมายถึง การปิดทางเจรจา หากมีหลักฐานการสื่อสารรองรับชัดเจน ไทยก็สามารถแสดงได้ว่าตนเสนอทางเดินต่อไว้แล้ว แม้ข้อมูลเรื่องความล่าช้าจะถูกกัมพูชาใช้สนับสนุนการมีบุคคลที่สามเข้าช่วยได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ลบข้อจำกัดของกรอบเดิมที่ไทยกล่าวถึง ทั้งนี้ ความชอบด้วยกฎหมายของการยุติ MOU ยังต้องพิจารณาตัวเอกสารและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ไม่อาจถือว่าการยุติแต่ฝ่ายเดียวเป็นการกระทำผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ
    - ประเด็นที่สาม ไทยได้กล่าวถึง #ข้อเสนอเจรจาหกเดือนหลังจากยกเลิกMOU2544 ส่วนนี้เป็นรายละเอียดที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้จุดยืนทางการทูตของไทย เพราะแสดงถึงการเสนอกรอบเวลาที่ชัดเจน พร้อมระบุขั้นตอนถัดไปหากยังหาข้อยุติไม่ได้ จึงช่วยตอบข้อสงสัยว่าไทยต้องการเจรจาต่อไปอย่างไม่มีกำหนดหรือไม่ และทำให้เห็นว่าไทยไม่ได้ปฏิเสธการประนอมข้อพิพาทโดยหลักการ แน่นอนว่าข้อเสนอนี้ไม่ได้สร้างหน้าที่ทางกฎหมายให้กัมพูชาต้องรอหกเดือนโดยอัตโนมัติ เพราะเงื่อนไขการใช้กลไกต้องพิจารณาตาม UNCLOS ข้อ 298 แต่คุณค่าของข้อเสนอไทยอยู่ที่การแสดงความพร้อมหาข้อยุติและการเตรียมทางเลือกไว้ล่วงหน้า ซึ่งทำให้การอธิบายว่าไทยไม่เปิดทางให้แก้ไขปัญหาต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ไทยนำขึ้นโต้แย้งนี้ด้วย
    - ประเด็นที่สี่ #การยืนยันว่ากระบวนการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือเกาะกูด เป็นส่วนที่ไทยกล่าวได้ชัดเจนและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยป้องกันความสับสนว่าการเข้าร่วมประนอมข้อพิพาทเท่ากับการยินยอมให้นำความเป็นเจ้าของเกาะมาพิจารณาใหม่ การวางจุดยืนเช่นนี้ยังทำให้การหารือเรื่องสิทธิทางทะเลดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องยอมรับการตั้งคำถามเรื่องอธิปไตยเหนือเกาะ อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายยังต้องแยกระหว่างความเป็นเจ้าของเกาะ สิทธิทางทะเลที่เกาะก่อให้เกิด และผลของเกาะต่อการลากเส้นแบ่งเขต ตามกรอบของ UNCLOS ข้อ 15, 74, 83 และ 121 การอธิบายความแตกต่างเหล่านี้ให้ครบจะช่วยเสริมความชัดเจนแก่จุดยืนไทย และลดโอกาสที่การหารือเรื่องผลของเกาะจะถูกนำไปกล่าวว่าไทยกำลังเจรจาเรื่องความเป็นเจ้าของเกาะ
    - ประเด็นที่ห้า #ไทยใช้โอกาสนี้ยืนยันจุดยืนตามประกาศพ.ศ.2516 และ #ปฏิเสธข้ออ้างสิทธิของกัมพูชาพ.ศ.2515อย่างชัดเจน ซึ่งมีประโยชน์ในการบันทึกว่าการเข้าร่วมกระบวนการไม่ได้หมายถึงการยอมรับเส้นอ้างสิทธิของอีกฝ่าย การรักษาจุดยืนพร้อมกับเข้าร่วมเจรจาเป็นสิ่งที่ทำควบคู่กันได้ และคำแถลงไทยก็แสดงเรื่องนี้ไว้ตรงไปตรงมา ขั้นตอนต่อไปจึงเป็นการนำเหตุผลทางกฎหมายและข้อมูลทางเทคนิคมาสนับสนุน ทั้งเรื่องชายฝั่ง จุดฐาน วิธีลากเส้น และผลของเกาะ ขณะเดียวกัน การที่กัมพูชากล่าวถึงประวัติศาสตร์ สนธิสัญญา และแผนที่ก็ยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเอกสารเหล่านั้นรองรับข้ออ้างสิทธิทางทะเลของกัมพูชาแล้ว จากคำแถลงเปิดจึงยังไม่มีเหตุให้สรุปว่ากัมพูชาได้เปรียบในเนื้อหากฎหมาย และไทยยังมีพื้นที่สำคัญในการอธิบายฐานสิทธิของตนในรายละเอียดต่อไป
    - ประเด็นที่หก #ไทยเน้นเป้าหมายเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลอย่างชัดเจน มีประโยชน์ต่อการรักษาทิศทางการเจรจา โดยเฉพาะเมื่อการตกลงเรื่องทรัพยากรต้องพิจารณาเงื่อนไขอย่างรอบคอบ แม้กัมพูชาจะเสนอทั้งการแบ่งเขต การพัฒนาร่วม และรายงานข้อเสนอแนะ แต่จำนวนทางเลือกที่เสนอไม่ได้บอกว่าข้อเสนอเหล่านั้นจะเป็นธรรมหรือยอมรับได้สำหรับไทยเพียงใด การพัฒนาร่วมยังมีรายละเอียดเรื่องพื้นที่ สัดส่วนผลประโยชน์ อำนาจบริหาร และการรักษาจุดยืนเรื่องเขตแดนที่ต้องเจรจากันอีกมาก ไทยจึงมีเหตุที่จะพิจารณาเนื้อหาของข้อเสนอให้ชัดก่อนแสดงท่าที ทั้งนี้ UNCLOS ข้อ 74(3) และ 83(3) กำหนดให้รัฐพยายามจัดทำข้อตกลงชั่วคราวที่ปฏิบัติได้จริงระหว่างรอแบ่งเขต แต่ไม่ได้บังคับให้ไทยต้องรับรูปแบบพัฒนาร่วมที่กัมพูชาเสนอโดยเฉพาะ และคำแถลงครั้งนี้ก็ยังไม่อาจใช้สรุปว่าไทยปฏิเสธการพัฒนาร่วมทุกกรณีได้
    - ประเด็นที่เจ็ด #ไทยมีเหตุผลที่จะนำความสูญเสียและเหตุการณ์ทางบกมากล่าว เพื่ออธิบายว่าความไว้วางใจระหว่างสองประเทศได้รับผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชาเองก็กล่าวถึงผู้พลัดถิ่นและสถานที่ทางวัฒนธรรมที่เสียหาย การที่ไทยพูดถึงพลเรือนที่เสียชีวิต ทหารที่บาดเจ็บจากทุ่นระเบิด และการเปิดเผยบทสนทนาส่วนตัว จึงช่วยให้บริบทที่ผู้ฟังรับรู้ครอบคลุมข้อกังวลของฝ่ายไทยด้วย การกล่าวถึงเหตุการณ์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องขัดกับการยืนยันว่ากระบวนการมีขอบเขตเฉพาะการแบ่งเขตทางทะเล หากใช้เพื่ออธิบายปัญหาความสัมพันธ์และไม่ได้ขอให้คณะกรรมาธิการวินิจฉัยความรับผิดในเรื่องดังกล่าว สำหรับไทย การรักษาความแตกต่างนี้ให้ชัดจะช่วยให้สามารถยืนยันความสำคัญของความสูญเสียที่เกิดขึ้น พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้การหารือทางทะเลเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ต้องรอให้ข้อขัดแย้งทุกเรื่องได้รับการสะสางก่อน
    - ประเด็นที่แปด การที่ไทยประกาศเชื่อมั่นในความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานผ่านกลไกระหว่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ แม้จะไม่เห็นด้วยอย่างมากกับคำอธิบายของกัมพูชาก็ตาม ส่วนการที่กัมพูชากล่าวถึงประสบการณ์กับ ICJ และความสำเร็จของการประนอมข้อพิพาทติมอร์-เลสเต–ออสเตรเลีย ย่อมช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการได้ แต่ไม่ได้ทำให้กัมพูชามีสิทธิทางทะเลเหนือกว่าไทย หรือทำให้กรณีนี้ต้องลงเอยด้วยสูตรเดียวกับทะเลติมอร์ สนธิสัญญาที่ติมอร์-เลสเตและออสเตรเลียลงนามเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2018 เป็นตัวอย่างของความเป็นไปได้ที่จะตกลงกันสำเร็จ ส่วนข้อยุติระหว่างไทยกับกัมพูชายังต้องพิจารณาข้อเท็จจริง กฎหมาย และเงื่อนไขของสองประเทศนี้เอง ไทยจึงสามารถสนับสนุนกระบวนการได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับยืนยันว่าผลลัพธ์ต้องตั้งอยู่บนฐานสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของตนด้วย
    - ประเด็นที่เก้า การที่กัมพูชาขอรายงานพร้อมข้อเสนอแนะหากยังตกลงกันไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาจะได้เครื่องมือกดดันไทยอยู่ฝ่ายเดียว เพราะรายงานอาจไม่สนับสนุนข้ออ้างสิทธิหรือข้อเสนอของกัมพูชาเช่นกัน ในทางกฎหมาย ภาคผนวก 5 ข้อ 7(2) กำหนดว่ารายงาน รวมถึงข้อสรุปและข้อเสนอแนะ ไม่ผูกพันคู่กรณี ไทยจึงยังสามารถอธิบายข้อเห็นต่างและปกป้องจุดยืนของตนผ่านการเจรจาได้ แม้รายงานจะมีน้ำหนักทางการทูตและทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต้องชี้แจงเหตุผลมากขึ้นก็ตาม สิ่งที่มีความสำคัญต่อไทยจึงเป็นการนำเสนอเหตุผลและหลักฐานให้หนักแน่นตั้งแต่ระหว่างกระบวนการ เพื่อให้ทั้งข้อเสนอแนะและการเจรจาที่ตามมาคำนึงถึงสิทธิและข้อกังวลของไทยอย่างครบถ้วนครับ

    https://www.facebook.com/share/1EfWH3JB3p/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "นี่คือสิ่งที่เซเลนสกีตอบสนองต่อคำประกาศของทรัมป์"
    FB_IMG_1789459079243.jpg
    หลังทรัมป์เพิ่งประกาศว่า เคียฟและมอสโกตกลงหยุดโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานของกันและกัน แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา โรงกลั่นน้ำมัน Syzran ของรัสเซียกลับถูกโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้

    https://www.facebook.com/share/p/1T3b8xhDzK/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ธนาคารโลกเตรียมปล่อยกู้ให้ยูเครน 2.7 หมื่นล้านบาท โดยมีรัฐบาลแคนาดาเป็นผู้ค้ำประกัน หากยูเครนผิดนัดชำระหนี้ ภาระจะตกมายังแคนาดาตามเงื่อนไขของสัญญา

    กระทรวงการคลังยูเครนประกาศเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 ว่า ได้ลงนามข้อตกลงเงินกู้กับ ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (IBRD) ซึ่งอยู่ในกลุ่มธนาคารโลก เพื่อรับเงิน 841 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.7 หมื่นล้านบาท โดยมี รัฐบาลแคนาดาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้

    เงินก้อนนี้เป็นเงินกู้เพิ่มเติมรอบที่ 10 ภายใต้โครงการ PEACE in Ukraine (Public Expenditures for Administrative Capacity Endurance) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ซื้ออาวุธ แต่จะนำเข้าสู่ระบบงบประมาณเพื่อ ชดเชยรายจ่ายของรัฐบาลยูเครนสำหรับการจ่ายเงินบำนาญผู้สูงอายุ ท่ามกลางภาวะขาดดุลงบประมาณและแรงกดดันอย่างหนักต่อฐานะการคลังของประเทศ

    หลังการลงนามครั้งนี้ มูลค่าเงินทุนทั้งหมดที่ระดมผ่านโครงการ PEACE in Ukraine จะเพิ่มขึ้นเป็น 54,300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.74 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2022 ซึ่งทำให้เป็นโครงการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของธนาคารโลก โดยเงินจำนวนดังกล่าว ไม่ได้เป็นเงินกู้ทั้งหมด แต่ประกอบด้วยทั้งเงินกู้ เงินให้เปล่า และเงินกู้ที่ได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาลประเทศพันธมิตรหลายชาติ

    สำหรับกำหนดชำระคืนเงินกู้ของโครงการนี้จั้งแต่เริ่มต้น ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการชำระหนี้ของยูเครน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยูเครนยังอยู่ภายใต้มาตรการผ่อนผันหนี้จากเจ้าหนี้รัฐบาลหลายประเทศ โดยข้อตกลงล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2026 เลื่อนการชำระหนี้บางส่วนออกไปถึงปี 2030 และกำหนดให้ยอดที่ถูกเลื่อนทยอยชำระในช่วงปี 2035-2039

    https://www.facebook.com/share/p/1EyGhz24f6/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ำมันเบรนท์วิ่งสู่ $110 หลังฮูตีเปิดฉากโจมตีซาอุฯ ระลอกใหม่ ชาติอาหรับสั่งเลื่อนเจรจาอิหร่าน ตลาดตื่นหวั่นกระทบซัพพลายน้ำมันโลก

    https://www.facebook.com/share/p/1Bn2bNLET9/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมีรายงานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สั่งการปฏิบัติการทางอากาศที่ส่งผลให้โดนัลด์ ทรัมป์และกองทัพสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าวิจารณ์กรณีเกิดเหตุโจมตีทางอากาศด้วยโดนัลด์ ทรัมป์โดรนทหารพุ่งเป้าใส่เรือประมงพื้นบ้านอิหร่าน 2 ลำ

    เกิดเหตุระทึกขวัญกลางทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุส ส่งผลให้เรือประมงท้องถิ่นของอิหร่าน 2 ลำ ถูกโจมตีด้วยโดนัลด์ ทรัมป์โดรนทางทหารบริเวณนอกชายฝั่งเมืองท่าการ์กัน (Kargan) และใกล้กับเกาะลารัก (Larak Island) ส่งผลให้มีชาวประมงสูญหายหลายราย

    เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นห่างจากเกาะลารักราว 12 ไมล์ และห่างจากท่าเรือการ์กันประมาณ 30 ไมล์ในภาคใต้ของอิหร่าน โดยในขณะนี้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและหน่วยกู้ภัยกำลังเร่งระดมกำลังค้นหาผู้สูญหายอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์ความปลอดภัยทางทะเลในจุดยุทธศาสตร์สำคัญนี้จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: เกิดเหตุโจมตีเรือประมงอิหร่าน 2 ลำ บริเวณใกล้เกาะลารักและเมืองการ์กัน ส่งผลให้มีผู้สูญหาย
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ข้อกล่าวหาที่ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวมาจากโดรนของกองทัพสหรัฐฯ
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แน่ชัดและรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมดของอากาศยานไร้คนขับที่ใช้ในการโจมตี

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Partially Confirmed – มีรายงานยืนยันจากสำนักข่าวท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ภูมิภาค แต่ยังขาดการแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Iran International
    https://www.facebook.com/share/1J4vkJ5Zfj/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,685
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตุรกีเรียกร้องหยุดโจมตีในอ่าว หวั่นกระทบความพยายามยุติสงครามอิหร่าน

    ฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี กล่าวว่า การโจมตีตอบโต้กันในภูมิภาคอ่าวกำลังบ่อนทำลายความพยายามสันติภาพ เพื่อยุติสงครามอิหร่าน และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการโจมตีทันที

    ฟิดานย้ำว่า ตุรกีให้ความสำคัญกับ เสถียรภาพของอิหร่านซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น

    15 กันยายน 2569

    #ตุรกี #อิหร่าน #ฮาคานฟิดาน #ตะวันออกกลาง #อ่าวเปอร์เซีย #สงครามอิหร่าน #ข่าวต่างประเทศ
    https://www.facebook.com/share/p/1K1FJw9y8T/
     

แชร์หน้านี้

Loading...