ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! ทรัมป์ฮีโร่กู้โลก! เหลี่ยมแผนขย่มบี้ราคาดีเซลบีบกลุ่มประเทศ G7 รวมพลัง เท “สต็อกน้ำมัน” ดีเซลจากคลังแห่งชาติ 100 ล้านบาร์เรล ฝ่าวิกฤติราคาเชื้อเพลิงแพงบรรลัย‼️‼️

    ก่อนหน้านี้ทรัมป์ขู่นะครับท่าน งัดไม้นี้ออกมา ขู่ว่ารัฐบาลอเมริกาจะ “แบน” ห้ามส่งออกดีเซล
    ทรัมป์แค่ทำทีเงื้อๆ ง่าๆ อยู่หลายวัน (ทำเป็นบอก “ผมกำลังซีเรียสคิดๆ อยู่ในประเด็นนี้”)

    ยุโรปเหงื่อแตกพล่านนน⚠️⚠️⚠️
    ขืนทรัมป์ทำจริง ยุโรปกระอักเลือด! เพราะยุโรปเป็นทวีปที่ “นำเข้าดีเซลสุทธิ” และหลักๆ ก็นำเข้าจากอเมริกาเนี่ยแหละ!
    (อย่างอื่น พวกเบนซิน พวกน้ำมันเตา ยุโรป “ส่งออกสุทธิ” ; กลับกัน)

    ทรัมป์ขู่จนยุโรปหลอน
    สุดท้าย “จำยอม”
    ก็รวมๆ กันกับบริวารอื่นของอเมริกา (และรวมกับตัวอเมริกาเองด้วย) ในนามกลุ่ม G7 จะระบายดีเซลออกจากคลังปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล สูงถึง 100 ล้านบาร์เรล ในระยะเวลา 4 เดือนนี้ ทำทันทีไม่มีรีรอ และย้ำว่าจะเร่งระบายหนักๆ ในช่วง 20 วันแรกเพื่อรีบสยบตบราคาดีเซลให้หมอบ

    อเมริกาเสียอะไร?

    ตอนนี้ดีเซลตลาดโลกแพงจัด (แต่ก็แพงมานานแล้ว.. และตอนนี้ก็หย่อนต่ำกว่าพีกอยู่พอควรละ..)
    แต่ราคาหน้าปั๊มที่ประชาชนอเมริกาเติมนี่ซิ! ช่วงค่อนปลาย ก.ย. ทำสถิติแพงสุดประวัติศาสตร์ชาติ
    (แม้ตอนนี้ผ่อนๆ ลงนิด แต่ก็ยังหนัก)
    คนอเมริกันก่นด่ากันระงม โทษทรัมป์รบกับอิหร่าน

    ทรัมป์ต้องไปหาทางทำไงก็ได้ ให้ราคาลงเยอะๆ

    ไอเดียหนึ่งคือ “แบน” ห้ามส่งออก
    ทำให้ของกักอยู่ในประเทศมากขึ้น ไม่ตึงๆ เกินไป ราคาจะเบาลง ตามกลไก
    แต่ ... เข้าใจมั้ยล่ะ ตลาดโลกกำลังแพงๆ อยู่ แล้วอเมริกาเสียโอกาสในการส่งออกเนี่ยนะ!!!?!!? แทนที่จะได้กอบโกย พับผ่าสิ

    สุดท้าย เรื่อง “แบน” เอามาเป็นกลลวงในการขู่เฉยๆ ...

    ราคาดีเซลตลาดโลก คงแผ่วๆ ลง (มั้ง) หลังรวมหัวกันเทจากคลังขนาดนั้น
    โดยที่อเมริกาก็ยังส่งออกได้สบายใจเฉิบ

    อะไรยังไง นับว่าทรัมป์เป็นฮีโร่ ช่วยโลกกดๆ ราคาดีเซลลงนะจ๊ะ

    https://www.facebook.com/share/1HL3JimnXn/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ชี้ว่า
    “เงินเฟ้อ” ไม่ได้แย่เสมอไป
    และบางทีอาจช่วยลดภาระหนี้
    “40 ล้านล้านเหรียญ”
    ของสหรัฐลงได้ด้วย

    ทรัมป์ชี้ “เงินเฟ้อ” ไม่ได้แย่เสมอไป และอาจช่วยลดภาระหนี้ $40 ล้านล้านของสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว

    Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ TIME โดยกล่าวว่า นอกจากการทำให้เศรษฐกิจเติบโตแล้ว “เงินเฟ้อในระดับหนึ่ง” ก็สามารถช่วยลดภาระหนี้ของประเทศได้อย่างรวดเร็ว

    แนวคิดนี้มีหลักเศรษฐศาสตร์รองรับ เพราะเมื่อราคาสินค้า ค่าแรง และขนาดเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ หนี้เดิมที่กำหนดเป็นจำนวนเงินคงที่ จะมีมูลค่าที่แท้จริงลดลง หรือพูดง่าย ๆ ว่า เงิน $1 ล้านล้านในอนาคตจะมีค่าน้อยกว่า $1 ล้านล้านในวันนี้

    ปัจจุบันหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ทะลุ $40 ล้านล้าน แล้ว โดยข้อมูลกระทรวงการคลังระบุว่าหนี้รวมแตะ $40.047 ล้านล้านในเดือนสิงหาคม 2026

    แต่เรื่องนี้มีอีกด้าน เพราะหากตลาดเชื่อว่าสหรัฐฯ จะยอมให้เงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนอาจเรียกร้อง Bond Yield ที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยเงินเฟ้อ ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นเมื่อออกหรือรีไฟแนนซ์หนี้ใหม่ ซึ่งล่าสุด Bond Yield สหรัฐฯ ก็ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและหนี้รัฐบาล

    ดังนั้นสิ่งที่ Trump กำลังพูดถึง ไม่ใช่การทำให้ หนี้ $40 ล้านล้าน “หายไป” แต่คือการทำให้ มูลค่าที่แท้จริงของหนี้ลดลงเมื่อเทียบกับรายได้และขนาดเศรษฐกิจ

    นี่อาจกลายเป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ของตลาด เพราะถ้าสหรัฐฯ ยอมรับเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเพื่อช่วยจัดการภาระหนี้ ผลกระทบอาจส่งต่อไปถึง ดอกเบี้ย Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ ทองคำ และตลาดหุ้นทั่วโลก.

    https://www.facebook.com/share/1dXWyMhLF3/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โทมัส เอช. แอนดรูว์ ฟาดแรง !! กล่าวหาไทย ⚡ รุกล้ำดินแดนกัมพูชา
    พร้อมเรียกร้องให้ทำการส่ง "ประชาชนทุกคนที่ตกค้าง 18,000 คนต้องได้กลับบ้าน"
    .
    เมื่อวันที่ ศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2026 ณ Palais des Nations, กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ประชุม: สมัยที่ 63 (HRC63) นาย Thomas H. Andrews ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ออกมาวิพากวิจารณ์ถึง การกระทำของสงครามชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่ไทยเอง พยายามกดดันกัมพูชา
    เป็นสิ่งที่ "ไม่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน" โดย มีการขับไล่ออกจากพื้นที่โดยกองกำลังทหารและปิดเส้นทางไม่ให้เข้าถึง (ชุมชน) บ้านของเขมรที่รุกมาไทย)
    .
    โดยเขาได้อ้างถึงข้อมูลที่ได้รับมาจาก ประเทศกัมพูชาถึง พลเรือนที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้สูงถึง 18,000 คนที่ยังยากลำบากและไม่มีที่อยู่อาศัย เขาได้เรียกร้องให้
    ทุกประเทศร่วมกัน ช่วยกันหาทางออกและเจรจากันอย่างสันติ โดยมีการร้องขอให้
    ⚠ "กัมพูชาต้องสามารถเดินทางกลับบ้าน"
    .

    ✅ อ้างอิงงานประชุม สมัยที่ 63 (HRC63) นาย Thomas H. Andrews

    ✅สำรอง https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ยูทูป https://www.youtube.com/@beemnew

    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน

    https://www.facebook.com/share/r/19dGfPxCsP/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • XQ.mp4
      ขนาดไฟล์:
      1.4 MB
      เปิดดู:
      126
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กองทัพรัฐบาลเยเมนเปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติการรบในหลายแนวรบรวมทั้งสิ้น 474 ครั้ง ส่งผลให้มีนักรบกลุ่มฮูตีเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บรวม 1,540 คน โดยมีรายงานยอดผู้เสียชีวิตสูงสุดในเมืองไทซ์ (Taiz)

    สำหรับเมืองไทซ์ (Taiz) เพิ่งมารายงานเมื่อวานนี้ว่า กองกำลังฮูตีปิดล้อมเมืองไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว หลังจากยึดเส้นทางหลักเส้นสุดท้ายที่เข้าเมืองเอาไว้ได้


    https://www.facebook.com/share/p/17jmTvwcqT/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซาอุดีอาระเบียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ "ภายในไม่กี่วัน" เพื่อยึดช่องแคบบับอัลมันเดบ (Bab al-Mandeb) คืนจากกลุ่มฮูตี ขณะที่วอชิงตันปฏิเสธที่จะส่งเครื่องบินรบไปช่วย

    เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนเปิดเผยกับสำนักข่าว Axios ว่า การโจมตีอาจเริ่มต้นภายในไม่กี่วัน โดยร่วมมือกับกองของกำลังรัฐบาลเยเมนซึ่งจะปฏิบัติการอยู่บนพื้นดิน ส่วนซาอุดีอาระเบีย จะโจมตีโดยใช้เครื่องบินรบ หลังจากที่กลุ่มฮูตีเข้ายึดชายฝั่งที่ควบคุมประตูทางใต้สู่ทะเลแดง

    หากรายงานดังกล่าวเป็นความจริง นับว่าเป็นครั้งที่สองแล้วที่วอชิงตันปฏิเสธคำขอของ MBS แม้ว่าสหรัฐฯ จะได้ส่งเป้าหมายของกลุ่มฮูตีมากกว่า 200 แห่งให้ซาอุดีอาระเบียภายในสองสัปดาห์

    ที่มา: Axios

    https://www.facebook.com/share/p/19SFnghUun/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    งบคน-บำนาญแตะ 1.24 ล้านล้าน จับตารื้อเกณฑ์ กบข. ลดเงินนำส่งรัฐ 20% เหลือ 5%

    3 ตุลาคม 2569 #ภาระงบประมาณ ด้านบุคลากรและ #บำเหน็จบำนาญของรัฐ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยงบปี 2570 #จัดสรรแผนงานบุคลากรภาครัฐ 852,671 ล้านบาท และงบกลางรายการเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 389,090 ล้านบาท รวมกันกว่า 1.24 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเด็นการบริหารเงินสำรองกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ถูกหยิบขึ้นมาทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับภาระการคลังและความเสี่ยงในอนาคต โดยสำนักงบประมาณมีเอกสารงบประมาณปี 2570 รองรับกรอบการจัดสรรดังกล่าว
    .
    ข้อเสนอสำคัญคือการปรับหลักเกณฑ์เงินสำรองของ กบข. จากระบบที่กำหนดให้รัฐนำเงินสมทบเข้าบัญชีเงินสำรองไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญประจำปี จนกว่าจะมีเงินสำรองไม่น้อยกว่า 3 เท่าของงบดังกล่าว เป็นการนำส่งในอัตรา 5% ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และเปิดทางให้บริหารเงินสำรองตามระดับความเสี่ยงมากขึ้น
    .
    ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ยังเสนอให้ปรับแนวทางลงทุนบัญชีเงินสำรอง จากเดิมที่เน้นสินทรัพย์ความมั่นคงสูง ไปสู่การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท โดยกำหนดให้สินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 60% เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทน
    .
    นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข. กล่าวว่า กบข. เห็นด้วยกับหลักการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตเงินสำรอง เพราะช่วยให้การบริหารเงินสอดคล้องกับภาวะตลาดการเงินที่เปลี่ยนแปลง แต่การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและคำสั่งที่กำหนดให้ กบข. บริหารเงินดังกล่าว
    .
    ประเด็นสำคัญคือ “บัญชีเงินสำรอง” กับ “เงินของสมาชิก กบข.” เป็นคนละส่วนกัน บัญชีเงินสำรองเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับภาระของรัฐบาลในการรองรับ #การจ่ายบำเหน็จบำนาญ ขณะที่ #เงินของสมาชิกเป็นเงินสะสม #เงินสมทบ และ #เงินชดเชยที่บันทึกเป็นรายบุคคล จึงไม่ควรนำสองก้อนนี้มารวมกันในการอธิบายผลกระทบของร่างแก้ไขกฎหมาย
    .
    ปัจจุบัน กบข. มีสมาชิกประมาณ 1.29 ล้านราย ณ สิงหาคม 2569 ตามข้อมูลล่าสุดของกองทุน
    .
    ด้าน #กรมบัญชีกลางมองว่า เกณฑ์เงินสำรอง 3 เท่ามีเหตุผลเพื่อให้รัฐมีเงินรองรับการจ่ายบำเหน็จบำนาญในกรณีเกิดวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน การลดสัดส่วนเงินนำส่งจาก 20% เหลือ 5% จึงต้องประเมินทั้งจำนวนผู้เกษียณ ภาระการจ่ายบำนาญในอนาคต ฐานะเงินสำรอง และความเสี่ยงต่อระบบการคลังโดยรวม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะการลดภาระงบประมาณในระยะสั้น
    .
    ขณะที่ข้อเสนอเรื่องการลงทุนต้องพิจารณาแยกจากเงินสมาชิกอย่างชัดเจน เพราะการเปิดให้เงินสำรองกระจายไปยังสินทรัพย์มากขึ้นอาจเพิ่มความยืดหยุ่น แต่ก็ทำให้ต้องมีระบบบริหารความเสี่ยง การกำกับดูแล และกรอบการลงทุนที่รัดกุมมากขึ้น
    .
    อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ หากเงินสำรองมีระดับถึงเกณฑ์ 3 เท่าแล้ว การนำส่งจากงบประมาณในอัตราเดิมอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกับช่วงที่กองทุนยังสะสมเงินไม่ถึงเกณฑ์ แต่หากลดการนำส่งเร็วเกินไป ขณะที่รายจ่ายบำนาญเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐก็ต้องประเมินว่าฐานเงินสำรองจะเพียงพอรองรับภาระระยะยาวหรือไม่
    .
    ดังนั้น การแก้กฎหมาย กบข. ขณะนี้ยังเป็นข้อเสนอที่อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่การลดเงินสำรองหรือเปลี่ยนสัดส่วนการนำส่งที่มีผลบังคับใช้แล้ว ประเด็นที่ต้องติดตามคือผลการรับฟังความคิดเห็น การพิจารณาของรัฐสภา และการประเมินร่วมของ กบข. กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานด้านการคลังว่าเกณฑ์ใหม่จะรักษาความมั่นคงของระบบบำนาญได้เพียงใด ควบคู่กับการลดภาระงบประมาณของรัฐ
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1dXPVuznPM/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาสหรัฐ! ขยับครั้งใหญ่! ทีมความมั่นคงระดับสูงของ “ทรัมป์” แอบประชุมที่ Camp David หารืออิหร่านและเยเมนนานหลายชั่วโมง

    เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 3 คนเปิดเผยกับ Axios ว่า เจดี แวนซ์ (JD Vance) รองประธานาธิบดี เป็นประธานการประชุมลับที่ Camp David เมื่อวันศุกร์ โดยมี มาร์โก รูบิโอ, พีต เฮกเซธ, สตีฟ วิตคอฟฟ์, ผู้อำนวยการ CIA จอห์น แรตคลิฟฟ์ และพล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เข้าร่วม เพื่อหารือถึงก้าวต่อไปของสหรัฐฯ ต่อสงครามกับอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ซาอุดีอาระเบีย–ฮูตีในเยเมน โดยทำเนียบขาวไม่ได้ประกาศการประชุมครั้งนี้ต่อสาธารณะ

    เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอก Axios ว่า ในการประชุม “มีบางเรื่องที่ถูกตัดสินใจแล้ว หรืออย่างน้อยก็มีการหารือกันอย่างลึกซึ้ง” ท่ามกลางภาวะที่การเจรจากับอิหร่านยังติดขัด และทรัมป์กำลังพิจารณาว่าจะกลับไปเปิดปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ต่ออิหร่านอีกครั้งหรือไม่ ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียกำลังผลักดันให้สหรัฐฯ สนับสนุนปฏิบัติการต่อกลุ่มฮูตีในเยเมนด้วย

    สิ่งที่ทำให้หลายฝ่ายจับตาการประชุมครั้งนี้ เพราะมีลักษณะคล้ายกับครั้งก่อนที่ทีมระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ประชุมกันที่ Camp David ในเดือนมิถุนายน 2025 ก่อนที่อิสราเอลเปิดสงครามกับอิหร่านเพียงไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดเดาของสื่อ และยังไม่ได้ยืนยันว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งใหญ่อีกครั้ง

    อีกเหตุการณ์ที่น่าจับตาคือ ขณะเดียวกันกับที่ทีมความมั่นคงกำลังประชุมกันที่ Camp David นักข่าวได้ไปถามทรัมป์ว่า ก้าวต่อไปของเขาต่ออิหร่านคืออะไร? ทรัมป์ไม่ยอมเปิดเผย เพียงตอบว่า “ถ้าผมบอกคุณ คุณคงได้ข่าวใหญ่เลย... แต่เดี๋ยวคุณก็จะเห็น”

    ที่มา: Axios

    https://www.facebook.com/share/p/19jqidsW7h/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สิ่งที่ทรัมพ์บอก ก็คือ เขายินดีที่จะทำให้เงินเฟ้อสูง
    เพราะมันจะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศลงได้
    วิธีการนี้เขาเรียกว่า Financial Repression (ผมเขียนถึงหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ขอไม่อธิบายแล้ว)

    ในขณะที่แนวทางของ FED คือการทำให้มีเสถียรภาพ (ของราคา) ซึ่งก็คือ ต้องควบคุมเงินเฟ้อ

    มันจึงเป็นการปะทะของสองแรง
    ฝ่ายหนึ่งดึง ฝ่ายหนึ่งดัน
    และจากประวัติศาสตร์ในหลายๆ ประเทศ
    ฝ่ายรัฐบาลมักเป็นฝ่ายชนะแทบจะทุกครั้งเมื่อเกิดการปะทะระหว่างรัฐบาล และ ธนาคารกลาง

    ดังนั้นสิ่งที่เราคาดหวังจะได้เห็นคือ
    เงินเฟ้อของสหรัฐจะค้างอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง (อย่างน้อยก็ในสมัยของทรัมพ์) แต่จะไม่สูงมาก เขาจะพยายามคุมให้มันอยู่ในช่วงที่เขายังมองว่า healthy กับระบบเศรษฐกิจ

    ส่วนตัวผมเอง ผมไม่ได้มองว่าเงินเฟ้อเป็นอาชญากรรม (แบบที่บางแนวคิดเชื่อแบบนั้น) ผมมองเงินเฟ้อเป็นคล้ายๆ คาเฟอีน
    ดื่มกาแฟสัก แก้ว สองแก้ว ต่อวันก็สดชื่นดี
    แต่มากกว่านั้นก็อันตรายต่อสุขภาพแล้ว
    เงินเฟ้อสำหรับผมก็เป็นประมาณนั้น

    ผมมองภาพสถานการณ์อนาคตประมาณนี้
    เมื่อเงินเฟ้อสูง FED ก็จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยายามคุม
    เมื่อเงินเฟ้อลงทรัมพ์ก็จะป่วนสถานการณ์ลากเงินเฟ้อขึ้นอีก
    สลับขึ้นสลับลงแบบนี้
    ดังนั้นตลาดจะโดนแรงปะทะตลอดเวลา เดี๋ยวจากอีเวนท์ที่ทรัมพ์สร้างขึ้น เดี๋ยวจาก action ของ Fed
    ไม่ได้อยู่เป็นสุขกันหรอก

    ที่เขียนมายืดยาวเพื่อให้เห็นภาพแบบที่ผมคิด
    แต่เรื่องที่อยากคุยคือประเด็นต่อไปนี้ครับ

    เรารู้กันดีว่า "เงินดอลลาร์สหรัฐ" คือสกุลเงินหลักของโลก
    ดังนั้น เมื่อสหรัฐฯ ปล่อยให้เกิดเงินเฟ้อในบ้านตัวเอง สิ่งที่ตามมาคือพวกเขาได้ทำการ "ส่งออกเงินเฟ้อ" (Exporting Inflation) ไปให้คนทั้งโลกช่วยแบกรับโดยไม่ได้ตั้งใจผ่านกลไกต่อไปนี้ครับ:

    จุดเริ่มต้น (The Spark): เมื่อสหรัฐฯ ยอมรับเงินเฟ้อสูง ค่าเงินดอลลาร์จะเสื่อมมูลค่าลง (ดอลลาร์อ่อนค่า)

    ของแพงขึ้นทั้งโลก (The Global Shock): สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ทองคำ หรือแร่ธาตุ ล้วนซื้อขายกันด้วยเงินดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ราคาสินค้าเหล่านี้ก็ต้องปรับตัว "แพงขึ้น" เพื่อชดเชยมูลค่าที่หายไป

    โลกรับเคราะห์ (Importing Pain): ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ต้องนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบ จะต้องควักเงินจ่ายแพงขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งนี้ไปกดดันกำลังซื้อในประเทศ ทำลายดุลการค้า และทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆ อ่อนยวบตามไปด้วย

    การโต้กลับ (The Retaliation): เมื่อทนรับแรงกระแทกไม่ไหว ธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ก็ต้องพร้อมใจกัน "ขึ้นดอกเบี้ย" เพื่อสู้กับเงินเฟ้อและดึงให้ค่าเงินของตัวเองกลับมาแข็งค่า

    วงจรหายนะ (The Death Spiral): ตรงนี้แหละครับคือความน่ากลัว พอประเทศอื่นแห่กันขึ้นดอกเบี้ยจนเงินสกุลอื่นแข็งค่า มันจะไปตอกย้ำให้ "ดอลลาร์ยิ่งอ่อนค่าลงไปอีกเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น"
    พอรู้สึกว่าดอลลาร์อ่อน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยิ่งถูกดันให้แพงขึ้นไปอีกรอบ... ประเทศอื่นก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยสู้แรงขึ้นอีก... วนลูปนรกแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่แต่ละรอบความรุนแรงจะทวีคูณขึ้น

    ดังนั้น สิ่งที่ทรัมป์พูดอาจดูเหมือนแค่การแก้ปัญหาหนี้ในบ้านตัวเอง แต่มันคือแนวคิดที่อันตรายต่อเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง ในระยะเริ่มต้น สหรัฐฯ อาจยังไม่รู้สึกถึงผลกระทบ แต่ปล่อยให้ประเทศอื่นรับกรรมไปก่อน

    แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งทะลุฟ้าตามวงจร Death Spiral บูมเมอแรงลูกนี้ก็จะวาดกลับมาฟาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ เองอยู่ดี เพราะคนอเมริกันก็จะหนีไม่พ้นการต้องเติมน้ำมันและซื้อข้าวของในราคาที่แพงจนควบคุมไม่ได้ในที่สุดครับ
    https://www.facebook.com/share/p/1C4jQshjRX/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หมดความศรัทธา หลายประเทศเดินออกจากห้องประชุมหลัง UN ประกาศตัดงบช่วยเหลือผู้ลี้ภัยลง• โดยโยนให้เป็นความรับผิดชอบของแต่ละ ปท.
    .....แต่อ้างสิทธิ.....

    https://www.facebook.com/share/1FRS6MKi9r/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงกลั่นริยาดของซาอุดีอารัมโก หลังจากการโจมตีจากรัฐบาลฮูธีเยเมน ถังเก็บน้ำมันน่าจะถูกโจมตี

    FB_IMG_1791018849341.jpg FB_IMG_1791018852120.jpg FB_IMG_1791018854709.jpg

    https://www.facebook.com/share/v/18cgrCUQ46/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประกาศผ่านเว็บ อย่างเป็นทางการ UNHCR เตรียมเปิดรับบริจากระดมทุนครั้งใหญ่ (แต่ยังไม่เปิดการเข้าถึง) ! ⚠ หลังโดนตัดงบเหลือ 20% เมื่อวันที่ 02 ต.ค. 2569
    FB_IMG_1791021036682.jpg
    ด้าน UNHCR ไทยเองก็ เปิด รับบริจากมาก่อนหน้านั้นแล้ว ตั้งแต่ 11 ส.ค. 2568
    .
    เจนีวา – สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เนื่องจากงบประมาณที่ถูกตัดลดลงอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เด็กอีกหลายล้านคนต้องพลาดโอกาสเข้าเรียน
    .
    โดยได้มีการเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2024-2025 ถึง รายงานข้อมูลมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อัตราการลงทะเบียนเรียนในระดับอุดมศึกษาของผู้ลี้ภัยยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในปีที่ผ่านมา ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง มีผู้ลี้ภัยเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ลงทะเบียนเรียนในระดับอุดมศึกษา เทียบกับ 13 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองในประเทศ
    .
    ด้าน UNHCR เตรียมเปิดรับบริจากครั้งใหญ่สำหรับนักสังคมสงเคราห์และผู้ที่ต้องการช่วยเหลือ
    เพื่อ "ทดแทนส่วนที่ขาดไป" และนำไปช่วยเหลือดังกล่าวให้เป็นประโยชน์กับ สังคมต่อไป

    อ้างอิงจากไทย และ จากส่วนกลาง
    .
    https://www.unhcr.org/th/news/briefing-notes/unhcr-funding-cuts-bite-some-11m-people-are-losing-aid
    .
    https://www.unhcr.org/news/press-re...n-still-out-school-funding-cuts-threaten-hard

    ✅สำรอง https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ยูทูป https://www.youtube.com/@beemnew

    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน
    https://www.facebook.com/share/1C7n5vFyTk/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚔️ กองทัพเยเมนอ้าง ฮูตีเสียชีวิต-บาดเจ็บกว่า 1,500 รายใน 24 ชั่วโมง

    กองทัพรัฐบาลเยเมนอ้างว่า ปฏิบัติการทางทหาร 474 ครั้ง ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้สมาชิกกลุ่มฮูตีเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ 1,540 ราย โดยการสู้รบหนักที่สุดเกิดขึ้นในจังหวัด ตาอิซ

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลจากฝ่ายกองทัพเยเมน และยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ ขณะที่การสู้รบทั่วประเทศยังทวีความรุนแรงขึ้น

    วันที่ 3 ต.ค. 2569
    #เยเมน #ฮูตี #ตาอิซ #สงครามเยเมน #ตะวันออกกลาง #ข่าวต่างประเทศ #ทันข่าวรอบโลก

    https://www.facebook.com/share/p/1JkyNiLd69/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    GDP เวียดนาม Q3/2026 พลาดเป้าหมายเล็กน้อย โต 9.95% จากที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 10% แต่ก็ยังถือว่าสูงที่สุดในรอบ 4 ปี แม้เจอมาตรการกำแพงภาษีการค้าของสหรัฐฯ สกัดก็ไม่มีผล คาดทั้งปีโต 10% ผลจากอุตสาหกรรมไฮเทคโตแรงทั้ง ชิป เซมิคอนดักเตอร์ AI ที่สหรัฐเลือกเวียดนามเป็นคู่ค้าหลัก

    https://www.facebook.com/share/1FVTaKkm1p/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ในฐานะที่เกาะติดเรื่องวิกฤติดีเซลมาตั้งแต่ยังไม่เป็นข่าว
    ไม่เขียนเรื่องในรูปที่แคปมาคงไม่ได้

    ก่อนอื่นขอสรุปข่าวเรื่องนี้นะครับ

    ราวๆ กลางสัปดาห์ ทรัมพ์กดดันไปที่ยุโรป และ G7 ให้ปล่อย "น้ำมันดีเซล" ออกมา ลดผลกระทบวิกฤติน้ำมันดีเซล

    เมื่อคืนตอนดึกมีข่าวว่าสมาชิก G7 ตกลงที่จะปล่อยน้ำมัน 100 ล้านบาร์เรล ออกจาก "คลังน้ำมันฉุกเฉิน" หรือ Strategic Reserve ตามคำร้องขอของทรัมพ์

    มีประเด็นสำคัญที่อยากเคลียร์ให้ชัดก่อนจะวิเคราะห์ต่อไป
    - ทรัมพ์ขอให้ปล่อยดีเซลออกมา
    แต่ ข้อตกลงที่ได้ไม่ใช่ดีเซลล้วนๆ ครับ มีน้ำมันดิบ และ น้ำมันประเภทอื่นปนอยู่ด้วย (สะท้อนว่า ประเทศอื่นก็อิดออดที่จะปล่อยดีเซลออกมา)

    และนี่คือข่าวครับ
    * Irish Times (อ้าง FT) รายงานว่า G7 ตกลงปล่อยดีเซลและน้ำมันดิบรวม 100 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และแถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่าจากทั้งหมดนี้เป็นน้ำมันดิบเท่าไรและดีเซลเท่าไร
    * Euronews ใช้คำว่าดีเซลและน้ำมันดิบ ส่วน AP ใช้คำว่าน้ำมันและผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง โดยเริ่มจากดีเซลปริมาณมาก
    * CNBC สิ่งที่ชัดเจนมีเพียงว่าดีเซลปริมาณมากจะถูกปล่อยก่อนในช่วง 20 วันแรก

    ข้อเท็จจริงจึงสรุปได้ว่า ดีเซลที่จะปล่อยออกมามีปริมาณน้อยกว่า 100 ล้านบาร์เรลที่เป็นข่าว แต่ตัวเลขจริงเป็นเท่าไหร่ ยังไม่มีรายงานข่าว

    ดังนั้นกราฟราคาน้ำมันดีเซลจึงไม่กระทบมากมายเท่าไหร่นะครับ อาจเพราะรับข่าวไปก่อนแล้ว ราคาเลยทรงตัวในระดับที่เป็นอยู่มาตลอดสัปดาห์
    ------------------

    อีกประเด็นที่อยาก เคลียร์ให้ชัดเจน
    น้ำมัน 100 ล้านบาร์เรล ที่ว่า ปล่อยออกมาจาก คลังสำรองทางยุทธศาสตร์ ที่ปกติ แต่ละประเทศจะถูกบังคับด้วยกฏหมาย ว่าต้องเก็บไว้ ไม่นำออกมาใช้ เว้นแต่ยามฉุกเฉิน
    ไม่ใช่น้ำมันจากคลังน้ำมันสำหรับซื้อขายในปกติประจำวัน (เพราะสต็อคส่วนนี้มีปริมาณดีเซลตึงตัวอยู่แล้ว)

    ถามว่า 100 ล้านบาร์เรลที่ปล่อยออกมานี่เยอะขนาดไหน เทียบกับสำรองที่พวกเขามี
    ปริมาณ 100 ล้านบาร์เรล คิดเป็นประมาณ 8.3% ของคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินภาครัฐ (Public emergency stocks) ของกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งมีปริมาณรวมกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และหากนับรวมกับสต็อกที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเก็บสำรองตามข้อบังคับของรัฐอีก 600 ล้านบาร์เรล (รวมเป็น 1.8 พันล้านบาร์เรล) สัดส่วนการปล่อยครั้งนี้จะคิดเป็นเพียง 5.5% ของปริมาณสำรองยุทธศาสตร์ทั้งหมด

    ---------

    ที่นี้เข้าคำถามสำคัญ น้ำมัน 100 ล้านบาร์เรล (เพื่อง่ายต่อการคำนวน เราจะยกประโยชน์ให้จำเลย ว่า 100 ล้านบาร์เรลคือดีเซลทั้งหมด) จะคลี่คลายวิกฤติดีเซลได้หรือไม่

    ตามที่เขาประกาศ 100 ล้านบาร์เรลจะปล่อยออกมาในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยวันละ 8.3 แสนบาร์เรล
    (ตามที่เขาประกาศ ช่วงแรกอาจปล่อยออกมามากกว่าช่วงท้ายๆ)

    แต่ จากที่ผมเคยคำนวน และโพสท์ให้ทุกคนได้อ่านกัน
    ณ ปัจจุบัน ความสามารถในการผลิตดีเซลของโลก ต่ำกว่า ความต้องการใช้ดีเซลของโลกถึงวันละ 5 ล้านบาร์เรล

    ดังนั้นการปล่อย reserve เข้ามาวันละ 8.3 แสนบาร์เรลจึงยังไม่ใกล้เคียงที่จะสามารถแก้ปัญหาได้เลย

    อย่างไรก็ตามในโพสท์นั้น การคำนวนของผม ตาม reserve สำหรับการค้าปกติ ที่ร่อยหรอลงไปเพราะการผลิตไม่พอเพียง โลกจะขาดดีเซลจริงจังภายใน 70 วัน (การคำนวนนั้นหัก strategic reserve ออกไปแล้ว)

    100 ล้านบาร์เรลที่ปล่อยออกมา จะยืดอายุวิกฤติได้อีก 20 วัน หรือรวมเวลาจากการคำนวนเดิม ก็จะกลายเป็น 90 วัน

    หลังจากนั้น ประเทศต่างๆ ก็จะถูกบังคับให้ต้องดึงเอา strategic reserve ออกมาใช้อยู่ดี

    ดังนั้น มาตรการตามข่าวนี้ จึงเป็นเพียงแค่การซื้อเวลา
    พวกเขาคงหวังว่า ช่วงเวลา 3 เดือนนี้ จะมีกำลังกลั่นเพิ่มเข้ามาในระบบ โรงกลั่นที่เสียหายจากสงคราม ได้รับการซ่อมแซมและกลับมาใช้ได้ปกติ

    แต่เมื่อกี้นี้เอง ผมก็เพิ่งเห็นข่าวว่าโรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางโดนระเบิดโจมตีอีกแล้ว

    มองแง่ร้าย ผมมองว่า มาตรการนี้ เขาแค่หวังผลทางการเมืองให้ผ่านการเลือกตั้ง midterm ของสหรัฐเท่านั้นเอง

    https://www.facebook.com/share/1M1UwzLzfP/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รอยืนยันข่าว⚠️⚠️⚠️
    สื่อรายงานควันโขมงเหนือคอมเพล็กซ์น้ำมันของ“ซาอุดิ อารัมโก”ที่กรุงริยาดห์️️️เกิดอะไรขึ้น???

    ใช่ไม่ใช่หรือว่าอะไรยังไง⁉️⁉️ หรือมีมหกรรมปิ้งไก่แถวๆ นั้น ควันเลยโขมง ...
    ทั้งนี้ ส่วนใหญ่มีแต่สื่อเล็กๆ รายงานนะครับ ส่วนสื่อบิ๊กๆ อย่างรอยเตอร์ก็เพียงแพร่ข่าวนี้แบบผิวๆ นะครับ แตะกั๊กๆ และมีออกตัวไว้ก่อนว่ายังไม่มีการยืนยันจากทางการของซาอุฯ
    https://www.reuters.com/business/en...amco-facility-riyadh-witness-says-2026-10-03/

    https://www.facebook.com/share/p/193GemhZc7/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐบาลทั่วโลกใช้ 3 วิธีแก้วิกฤตราคาน้ำมัน อันดับหนึ่ง คือลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ยูเอ็นชี้รัฐบาลทั่วโลกใกล้หมดทางแก้ราคาน้ำมันแพง ทั่วโลกทุ่มเงินอุดหนุนราคาน้ำมันปีนี้ 1 ล้านล้านดอลล์(34 ล้านล้านบาท) BTimes

    Oct 3, 2026 เงินหนุนพุ่ง! สหประชาชาติชี้รัฐบาลทั่วโลกใกล้หมดหนทางแก้วิกฤตน้ำมันแพง ผงะเงินอุดหนุนน้ำมันทั่วโลกทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั่วโลกเลือกลดภาษีสรรสามิตน้ำมันมาอันดับ 1

    โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เปิดเผยว่า รัฐบาลทั่วโลกกำลังใกล้หมดวิธีการแก้วิกฤตราคาน้ำมันแพง ซึ่งเป็นผลจากสงครามอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา และวิกฤตอื่น ๆ คาดการณ์ว่ามูลค่าเงินอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกในปี 2026 อาจมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 34 ล้านล้านบาท

    รัฐบาลทั่วโลกเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นในการบรรเทาผลกระทบจากราคาอาหารและราคาพลังงานที่สูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมสูง ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังมีแนวโน้มรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์กับทั่วโลก

    ยูเอ็นดีพี เปิดเผยต่อไปว่า มาตรการสำคัญ 3 วิธีที่รัฐบาลทั่วโลกใช้ในการแก้วิกฤตราคาน้ำมันแพงในเดือนกันยายน ได้แก่ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มี 57 ประเทศ การอุดหนุนราคาขาย มี 38 ประเทศ และการจำกัดเพดานราคาขาย มี 23 ประเทศ ก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายนผ่านมา 3 วิธีที่รัฐบาลทั่วโลกใช้ในการแก้วิกฤตราคาน้ำมันแพง ได้แก่ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มี 35 ประเทศ การอุดหนุนราคาขาย มี 13 ประเทศ และการจำกัดเพดานราคาขาย มี 13 ประเทศ

    นายจอร์จ เกรย์ โมลินา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ยูเอ็นดีพี เปิดเผยว่า แนวโน้มในช่วงหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือนในอนาคต ล้วนมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องสถานการณ์ 3 ด้าน ได้แก่ สงครามอิหร่าน ต้นทุนการกู้ยืมที่สูง และปรากฏการณ์เอลนีโญ ยังคงไม่เห็นทางออก หรือการแก้ไขที่ชัดเจน

    หากรัฐบาลทั่วโลกไม่ใช้มาตรการช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับรายจ่ายราคาน้ำมันเชื้อเพลิง นั่นอาจทำให้ประชากรประมาณ 130 ล้านคนในปีนี้ที่จะตกลงไปอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่มีระดับรายได้เพียง 6.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือวันละกว่า 230 บาท

    ยูเอ็นดีพี เปิดเผยต่อไปว่า แรงกดดันดังกล่าวยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงคาดว่าผลกระทบจากวิกฤตหลายด้านพร้อมกันอาจรุนแรงสูงสุดในช่วงต้นปี 2027 โดยเฉพาะผลกระทบปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอุณหภูมิในมหาสมุทรที่เพิ่มสูงผิดปกติอาจทำให้เกิดทั้งภาวะน้ำท่วม และภัยแล้ง รวมถึงซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางอาหารด้วย ในเดือนกันยายนผ่านมา พบว่าราคาพลังงานสูงขึ้นมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการประท้วง และการก่อความไม่สงบทางสังคมในอย่างน้อย 10 ประเทศ รวมถึงซีเรีย กัวเตมาลา ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส และโปรตุเกส

    ทั้งนี้ ผลสำรวจสำนักงานยูเอ็นดีพีจำนวน 26 แห่งทั่วโลกในเดือนกันยายน พบว่า สำนักงาน 25 แห่งคาดว่าวิกฤตตะวันออกกลางจะยังคงเป็นประเด็นสำคัญ หรือมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ขณะที่สำนักงานทั้งหมดที่สำรวจประเมินว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดอาจยังมาไม่ถึง
    #อิหร่าน #สงคราม #ราคาน้ำมัน #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1C1Z3GPWxP/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แบงก์ชาติตีแผ่ 5 จุดเปราะบางศก.ไทย ครัวเรือนไทย 30% หรือเกือบ 8 ล้านครอบครัวปั้มรายได้ไม่พอแบกรายจ่าย ผงะ 33% ของครัวเรือนรายได้ต่ำ 3 หมื่นบาทหันพึ่งเงินเก็บออม กู้เพิ่มอีก หลุดกับดักหนี้ยากขึ้น BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1MEzSAaC1p/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฟันธงปี 70 แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ย 3 รอบรวม 0.75% ดันสูงสุดใน 2 ปีแตะ 1.75% ธนาคารใหญ่ที่สุดในสหรัฐมองศก.ไทยโตแตะ 2.5% ทั้งปี 69 และปี 70 แถมข้าวของแพงดันเงินเฟ้อดิ้นแรงพุ่งแตะ 4% เกินเพดานเป้าแบงก์ชาติ BTimes

    Oct 3, 2026 รัดเข็มขัด! ธนาคารเจพีมอร์แกนฟันธงไทยเผชิญดอกเบี้ยขาขึ้นในปี 2027 มองขึ้น 3 ครั้งถึง 1.75% มองเศรษฐกิจไทยฟื้นโตปีนี้และปีหน้าแตะ 2.5%

    ธนาคารเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับขึ้น 3 ครั้งในปี 2027 การปรับขึ้นครั้งแรกจะมีขึ้นภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2027 และทยอยขึ้นต่อเนื่องครั้งละ 0.25% ส่งผลให้ภายในสิ้นปี 2027 อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 1.75% จากในปัจจุบันที่ระดับ 1.00%

    สาเหตุจาก ธนาคารเจพีมอร์แกนประเมินว่าการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่ฟื้นคืนชัดเจน นอกจากนี้ คาดการณ์ให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.5% ทั้งในปี 2026 และ 2027 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 2.3% และ 1.8% ตามลําดับ

    ธนาคารเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค เปิดเผยต่อไปว่า ได้เพิ่มการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไทยเป็น 2% ในปี 2026 และเป็น 2.5% สําหรับปี 2027 โตโตสาเหตุจากต้นทุนน้ํามันที่สูงขึ้น และแรงกดดันด้านราคาสินค้าเป็นวงกว้าง อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะทะลุชเป้าหมายที่ 1%-3% ของธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนนี้ และเร่งขึ้นประมาณ 4% ในไตรมาสแรกของปี 2027

    อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะทําให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีพื้นที่นโมในการใข้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ต้นทุน หรือดอกเบี้ยกู้ยืมลดต่ำลงเข้าใกล้ระดับต่ําสุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เงื่อนไขเครดิตเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทําให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีพื้นที่มากขึ้นในการผลักดันอัตราดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล แม้ว่าการให้กู้ยืมแก่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือเอสเอ็มอีจะยังคงอ่อนแอ

    ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับนักเศรษฐศาสตร์ในไทยที่ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 1.00% ต่อเนื่องไปจนถึงทั้งปี 2027
    #ดอกเบี้ย #แบงก์ชาติ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/14pc7hAhQTr/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มหาอุทกภัยท่วมปี 69 ปภ.สรุปท่วม 34% ของจังหวัดทั่วไทย คนไทยเดือดร้อนกว่า 3 ล้านคน ครัวเรือนเจ็บปวดกว่า 1.2 ล้านครอบครัว มากเกือบ 28% หรือเกือบ 339,00 ครัวเรือนถูกกระทบในกรุงเทพ เสียหาย 162 อำเภอ ดับ 18 ราย BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1BxAi4YQc3/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Oct 3, 2026 มหาอุทกภัยท่วมกรุงเทพปีม้าไฟ ไม่ใช่ปีม้าน้ำ ต้นทุนซ้ำซากที่รัฐต้องจ่ายทุกปีจากเงินภาษีของคนไทยแทนที่ใช้เพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ๆ กลับต้องใช้ซ่อมปะผุความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารงานภัยพิบัติธรรมชาติที่ไม่อยากเสียเวลานั่งนับครั้ง ฉุดเศรษฐกิจไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนไทยใช้จ่ายชะงัก เสียหายวกวนซ้ำซาก ต้องถอดบทเรียนที่ไม่ได้บทแก้ปัญหาได้แท้จริง อีกกี่ครั้งถึงจะแก้ได้จริง?
    .
    สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั้งในแต่ละภูมิภาคและในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่เจอกับวิกฤตใหญ่อีกครั้ง หากเทียบกับครั้งเมื่อปี 2554 เราได้เห็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น แม้ความเสียหายรุนแรงจะกระจุกตัว แต่ถือเป็นฝันร้ายของผู้ประสบภัย ส่วนพื้นที่กระทบน้อยกว่าก็อาจจะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การใช้จ่าย การเดินทางไปทำงาน การขนส่งสินค้า ที่ต้องหยุดชะงัก หรือเพิ่มต้นทุนการขนส่งมากขึ้น
    .
    ธุรกิจรายเล็กเจ็บหนักกว่าธุรกิจใหญ่
    สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้ว่าจากการประเมินผลกระทบน้ำท่วม ปี 2569 เบื้องต้น พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม มีเอสเอ็มอีรวม 1,664,309 ราย จากเอสเอ็มอีทั้งประเทศ 3,283,653 ราย หรือคิดเป็น 51% ขณะที่มีการจ้างงานรวม 8,744,129 คน จากการจ้างงานภาคเอกชนทั้งประเทศ 13,601,129 คน หรือ 64% สะท้อนว่าอุทกภัยครั้งนี้มีความเสี่ยงกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้าง ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และครัวเรือน โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการSME ในกรุงเทพมหานครและ 29 จังหวัด
    .
    พื้นที่กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบครบทั้ง 50 เขต มีเอสเอ็มอี 544,821 ราย จ้างงาน 3.59 ล้านคน รองลงมาคือภาคกลางและภาคตะวันตก 12 จังหวัด มีเอสเอ็มอี 512,238 ราย จ้างงาน 2.66 ล้านคน ภาคตะวันออก 8 จังหวัด มีเอสเอ็มอี 270,497 ราย จ้างงาน 1.52 ล้านคน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด 210,484 ราย จ้างงาน 581,137 คน และภาคเหนือ 5 จังหวัด 126,269 ราย จ้างงาน 383,089 คน และคาดว่าจะมีเอสเอ็มอีรายย่อยที่ได้รับผลกระทบและต้องหยุดกิจการชั่วคราวถึง 1,330,567 ราย หรือ 80% ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงการสูญเสียรายได้และยอดขายที่เป็นศูนย์ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเร่งฟื้นฟูกิจการ ทั้งการซ่อมแซมสถานประกอบการ จัดหาเครื่องจักร วัตถุดิบ สต๊อกสินค้า รวมถึงต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อนำกลับมาประกอบธุรกิจหลังน้ำลด
    .
    น้ำท่วมเสี่ยงคนเป็นหนี้เพิ่ม
    เอสเอ็มอีจำนวนมากเพิ่งผ่านช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและเผชิญต้นทุนสูง จึงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น หนี้เดิมเพิ่มหนี้ใหม่ ขณะที่แหล่งทุนในระบบยังเข้าถึงได้ยาก และมาตรการช่วยเหลือที่มีอยู่ยังมีช่องว่าง ทั้งเรื่องขั้นตอนการประเมิน การพิจารณา และการเข้าถึงเงินช่วยเหลือต่างๆ
    .
    โดยเอสเอ็มอีกลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่อง อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ และเป็น NPL มีสัดส่วน 12% ขณะที่กลุ่มที่อยู่ในช่วงขาลงแต่ยังพอประคองธุรกิจได้มี 38% และกลุ่มที่มีรายได้เพียงพอชำระหนี้แต่ไม่เพียงพอต่อการลงทุนอีก 33%
    .
    ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) พบว่าจากสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น จากการที่ประชาชนแห่กักตุนสินค้า หลังจากระดับน้ำลดลงแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือการซ่อมแซมบ้านเรือนและที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบางส่วนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อระดับหนี้สินในระยะต่อไปได้ ดังนั้น ธปท.จึงได้กำชับให้สถาบันการเงินเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งมาตรการลดภาระหนี้เดิม เช่น การพักชำระเงินต้น การพักชำระดอกเบี้ย ลดค่างวด ขยายระยะเวลาชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และมาตรการเติมสภาพคล่อง สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
    .
    ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็หนีไม่พ้นน้ำท่วม
    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ประเมินสถานการณ์อุทกภัยวันที่ 24-30 ก.ย.2569 เบื้องต้นสมาชิกในพื้นที่ได้รับผลกระทบ 40% มีมูลค่าความเสียหาย 1,018 ล้านบาท เป็นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งความเสียหายทางตรง รถยนต์ และยานพาหนะของบริษัท ระบบไฟฟ้า และสาธารณูปโภคภายในโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบและซัพพลายเชน เป็นต้น รวมไปถึงความเสียหายทางอ้อมจากการผลิตแล้วไม่สามารถจำหน่ายสินค้า และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ
    .
    ในกรุงเทพฯ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 16 เขต และมีสมาชิก ส.อ.ท. ตั้งในพื้นที่ดังกล่าว 2,261 ราย, จ.สมุทรปราการ ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ โดยเฉพาะอำเภอบางพลีน้ำท่วมสูง และโรงงานได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมบางพลี และโรงงานตามแนวเส้นเทพารักษ์-บางเสาธง โดยมีสมาชิก ส.อ.ท.ในพื้นที่ 1,269 ราย
    .
    นักวิชาการประเมินน้ำท่วมกรุง 7 วันจ่อเสียหาย 6.9 หมื่นล้าน
    รศ.ดร.อัทธ์พิศาล วานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า การประเมินผลกระทบน้ำท่วมวันที่ 24-30 ก.ย.2569 รวม 7 วัน ใน 31 จังหวัด และกรุงเทพฯ คาดว่าความเสียหายของห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบจากน้ำท่วมปี 2569 มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเสียหาย 6.9 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 0.36% ของ GDP โดยเกษตรกรเป็นกลุ่มรับผลกระทบมากสุดมูลค่าความเสียหาย 2.5 หมื่นล้านบาท ตามด้วยผู้แปรรูปสินค้าเกษตร มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท และผู้ส่งออก 5.4 พันล้านบาท ในขณะทึ่ผู้บริโภคจำเป็นต้องจ่ายซื้อของแพงขึ้น จากสินค้าขาดแคลน และราคาสินค้าอุปโภค บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งรวมภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 1.3 หมื่นล้านบาท
    .
    นอกจากนี้น้ำท่วมยังทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง โดยมูลค่าการส่งออกข้าวลดลง 2.3 พันล้านบาท และมันสำปะหลังจลดลง 2.1 พันล้านบาท ด ขณะที่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น รวมทั้งหมด 2.2 พันล้านบาท จากการขนส่งที่ยากลำบากในการส่งสินค้า ทำให้ต้องปรับราคาขนส่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
    .
    คาร์โก้หยุดให้บริการ ประเด็นใหญ่กระทบส่งออก
    วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) รายงานข้อมูล ณ เดือน มิ.ย.2569 ไทยมีผู้ประกอบการคาร์โก 155 ราย แต่ผู้ที่มีส่วนแบ่งมากสุด คือ THAI Cargo ของการบินไทย มีสัดส่วน 50-55% ของขีดความสามารถรวม และมีคลังสินค้าขนาดใหญ่รองรับสินค้าได้ 1.2 ล้านตันต่อปี รองลงมา Bangkok Flight Services (BFS Cargo) ครองสัดส่วน 25-30% รองรับสินค้า 500,000-700,000 ตันต่อปี และ AOTGA ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย บริการภาคพื้น จำกัด มีสัดส่วน 15-20% รองรับได้ 400,000-600,000 ตันต่อปี ดังนั้นการประกาศหยุดบริการคาร์โกของการบินไทย ทำให้ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากกระทบการส่งออกและนำเข้า
    .
    สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มองว่าการหยุดบริการคาร์โกของการบินไทยกระทบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การส่งออกอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ประกอบการที่เลือกขนส่งทางอากาศมุ่งหวังให้สินค้าเดินทางได้ตามกำหนด โดยการเคลื่อนย้ายในระบบ Supply Chain ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก สินค้าที่ผลิตออกมาไม่มีที่ไป ทั้งที่เครื่องบินทำการบินได้ ทำให้สินค้ากองสะสมที่สนามบิน ซึ่งปัญหานี้เริ่มก่อตัวขึ้น และหนักสุดเมื่อการบินไทยประกาศหยุดรับ และให้ชะลอการส่งสินค้า 2-3 วัน ซึ่งสินค้าที่ได้รับผลกระทบ มีทั้งกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา แต่มีจำนวนชิ้นมาก ซึ่งเหมาะในการขนส่งทางอากาศ ไม่สามารถเปลี่ยนไปขนส่งทางเรือได้ เนื่องจากสินค้ามีความละเอียดอ่อนและใช้เวลานานเกินไป โดยตลาดหลักที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สหรัฐ เกาหลีใต้และไต้หวัน การส่งมอบสินค้าไม่ได้จะกระทบคู่ค้าที่ขาดวัตถุดิบไปผลิตต่อ รวมถึงกรณีคู่ค้าสั่งซื้อจากแหล่งอื่นทดแทน ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ส่งออกในไทยเสียลูกค้า
    .
    กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าการส่งออกสินค้าทางอากาศคิดเป็นสัดส่วน 26-27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยผลกระทบช่วง 6 วันที่ผ่านมา เป็นผลกระทบระยะสั้นและยังประเมินไม่ได้ถึงผลต่อภาพรวมการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญเพียงใด แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าผลกระทบมูลค่าการส่งออกคือ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นคู่ค้า และผู้ประกอบการ
    .
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ที่ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.03-0.11% ของ GDP ภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3-7 วัน โดยความเสียหายส่วนใหญ่ เป็นความสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว และบางส่วนอาจฟื้นกลับมาได้จากการเลื่อนการใช้จ่ายออกไป อย่างไรก็ดี ความเสียหายก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง
    .
    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ประมาณ 21,000 ล้านบาท โดยผลกระทบจะเกิดขึ้นหนักที่สุดในช่วงไตรมาส 3 จากการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักในพื้นที่น้ำท่วม เฉพาะไตรมาส 3 คาดจะเกิดความเสียหายประมาณ 19,100 ล้านบาท ส่งผลให้ปรับประมาณการ GDP ไตรมาส 3/2569 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.1% เหลือ 1.7% กรณีฐานคาดว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนภาคการท่องเที่ยว น้ำท่วมอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือน ต.ค. ลดลงประมาณ 160,000 คน แต่ผลกระทบเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งปียังอยู่ในวงจำกัด จึงยังคงประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ไว้ที่ 33 ล้านคน
    .
    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในวงจำกัด อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขที่ชัดเจนได้ เนื่องจากต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงหลังน้ำลด เบื้องต้นอาจอยู่ที่ประมาณ 0.03-0.1% ของจีดีพี
    .
    น้ำท่วมกลายเป็นภาระที่รัฐต้องแบกทุกปี
    ต้นทุนทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ยังรวมถึงการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซึ่งมักถูกเรียกว่า “แรงฉุดรั้งทางเศรษฐกิจจากปัจจัยด้านน้ำ” (hydro-economic drag) สะท้อนให้เห็นถึงการสูญเสียผลผลิต รายได้ และประสิทธิภาพการทำงาน จากการที่แรงงาน ภาคธุรกิจหยุดชะงัก
    .
    ธนาคารโลกประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมจากน้ำท่วมมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือคิดเป็นเกือบ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในสัดส่วนที่สูงมาก เนื่องจากเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำซากแม้ในปีที่ไม่ได้เกิดภัยพิบัติรุนแรง แต่เปรียบเทียบเหมือน “ภาษี” ที่ต้องเสียทุกปี ค่อยๆกัดกร่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจทีละน้อย แทนที่จะกระทบเฉพาะในช่วงที่เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่เท่านั้น โดยเฉพาะการหยุดชะงักของการสัญจรและระบบโลจิสติกส์ถือเป็นช่องทางหลักต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ
    .
    สุดท้ายรัฐบาลก็จะต้องควักงบฉุกเฉินออกมาเพื่อเยียวยาผลกระทบผู้ประสบภัย และจะต้องมีงบก้อนนี้ไว้สำรองทุกๆปีงบประมาณไป
    .
    " มากกว่าตัวเลขความเสียหาย คือคำถามที่ว่า เมืองที่เป็นหม้อข้าวหม้อแกงของประเทศ เมืองเศรษฐกิจหลักของไทย ทำไมจึงยังมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ที่ผ่านมาเรามีประสบการณ์น้ำท่วมมาแล้วหลายครั้ง หรือจะเรียกว่ามีบทเรียนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่เฉพาะกรุงเทพ รวมไปถึงจังหวัดอื่นๆภูมิภาคอื่นๆที่สร้างความเสียหายให้ประเทศได้ทุกปี มีการใช้งบประมาณบริหารจัดการน้ำ ลงทุนระบบระบายน้ำมาอย่างต่อเนื่อง แต่...เราจะต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้งถึงจะแก้ปัญหานี้ได้จริงๆสักที ? "
    .
    อ่านเพิ่มเติม คลิก https://btimes.biz/?p=229865
    .
    Website: https://btimes.biz
    Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
    YouTube: https://www.youtube.com/@BTimes_ch3
    TikTok : https://www.tiktok.com/@btimes_ch3

    #น้ำท่วม #น้ำท่วมกรุงเทพ #ส่งออก #คาร์โก้ #เศรษฐกิจ #ส่งออก #ขนส่ง #อุตสาหกรรม #Hashtag #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1JvxZ2SFEE/
     

แชร์หน้านี้

Loading...