เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 3 ตุลาคม 2026 at 16:03.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,209
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,265
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,209
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,265
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันนี้ตรงวันศุกร์ที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศทางทองผาภูมิเข้าสู่ระยะปลายฝนต้นหนาว ตอนช่วงเช้าเริ่มมีหมอกตามถนนเหมือนกับหน้าหนาวเลยทีเดียว ต้องบอกว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างไม่เป็นทางการแล้ว เพียงแต่ว่าระยะนี้ บ้านไหนมีคนแก่มีคนป่วย ก็ต้องดูแลกันให้ดี เพราะว่าช่วงรอยต่อของอากาศนี้ คนแก่หรือคนป่วยที่ร่างกายอ่อนแอ มักจะทนการเปลี่ยนแปลงของอากาศไม่ได้ แล้วก็อาจจะมีปัญหาเจ็บไข้ได้ป่วย หรือถึงขนาดเสียชีวิตไปเลยก็ได้..!

    สำหรับวันนี้ เรื่องที่อยากจะกล่าวถึงนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายฟังแล้วรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร แต่ว่าอยากจะกล่าวเอาไว้ เผื่อว่าจะมีโอกาสเจอกับตัวเองบ้าง ก็คือ มีผู้พิพากษาท่านหนึ่งขอลาออกจากงานเพื่อที่จะไปบวช เนื่องจากว่าได้รับ "เอหิภิกขุ" จากพระอรหันตขีณาสพถึง ๓ องค์ด้วยกัน เรื่องนี้ผู้ที่ได้รับข่าวเป็นจำนวนมาก ต่างอนุโมทนาสาธุเป็นการใหญ่ แต่กระผม/อาตมภาพนั้นรู้สึกห่วงท่านเป็นอย่างยิ่ง

    เนื่องเพราะว่าตัวกระผม/อาตมภาพเองนั้น ผจญกับเรื่องทั้งหลายเหล่านี้มามากเหลือเกิน ทั้งเรื่องของตนเอง เรื่องของบุคคลรอบตัว หรือตลอดจนกระทั่งของบุคคลที่รู้จักมักคุ้นกัน ก็คือว่าอันดับแรกเลย ถ้าหากว่าเราพิจารณาให้ดีก็จะเห็นว่า ถ้าตามพระไตรปิฎกแล้ว บุคคลที่จะประทาน "เอหิภิกขุ" ให้ ต้องเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ในระยะหลัง พระองค์ท่านก็มอบให้เป็นภาระของสงฆ์ ซึ่งในตอนช่วงแรก ก็เป็นการอุปสมบทด้วยวิธีการรับสรณคมน์ มาตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นญัตติจตุตถกรรม ซึ่งถ้าเรามีสติ ก็จะรู้ทันทีว่าการได้รับ "เอหิภิกขุ" จากพระอรหันตขีณาสพถึง ๓ องค์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะใช่..!

    แต่ว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าเกิดกับตัวเราเองแล้วจะรู้ เนื่องเพราะว่ามารนั้นเป็นสุดยอดฝีมือในการหลอกลวง ถ้าเขาตั้งใจหลอกเราแล้ว เรื่องราวทุกอย่างรอบข้างจะหนุนเสริมให้ เหมือนอย่างกับว่าถูกไปทั้งหมด จึงทำให้บุคคลที่ขาดสติ หรือว่าขาดประสบการณ์ จะต้องคล้อยตามไป โดยที่สำคัญผิดว่าเป็นตามนั้นจริง ๆ เป็นอะไรที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,209
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,265
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ในสมัยที่ยังอยู่กับเพื่อนพระพี่น้องที่วัดท่าซุงนั้น หลังจากกรรมฐานภาคค่ำแล้ว ก่อน ๒ ทุ่ม พวกเราจะมานั่งวิเคราะห์วิจัยแนวทางการปฏิบัติของตนเอง เนื่องเพราะว่าบุคคลที่จะบวชในวัดท่าซุงนั้น "พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ" กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่าจะต้องได้มโนมยิทธิเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ให้บวช

    การได้มโนมยิทธินั้น เป็นทั้งเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เรื่องที่ดีอย่างยิ่งคือทำให้เรารู้จักพระนิพพาน แต่ว่าเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่งก็คือ การยึดมั่นถือมั่นของตนเอง ก็คือเรารู้เห็นด้วยตนเองเราจึงเชื่อ ใครตักเตือนก็มักจะไม่ฟัง เพราะว่าเห็นด้วยตนเอง..!

    กระผม/อาตมภาพได้ยกตัวอย่างมามากต่อมากแล้วว่า เราเห็นเขาไล่ฆ่าไล่ฟันกันมา เราก็ลากมีดลากปืนไปช่วย แล้วจะโดนเขากระทืบตาย เพราะว่าเขากำลังถ่ายหนังกันอยู่ แล้วเราเห็นเขาไล่ฆ่าไล่ฟันกันมาจริงไหม ? "จริง" แล้วเรื่องที่เห็นนั้นจริงไหม ? "ไม่จริง" เพราะว่าเป็นการถ่ายหนังเท่านั้น

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลที่รู้เห็นสิ่งต่าง ๆ จึงยิ่งต้องระมัดระวังมากกว่าบุคคลทั่วไปเป็นร้อยเป็นพันเท่า ไม่ใช่ว่าอะไรมาถึงก็เชื่อไปหมด เพราะว่าถึงเวลาแล้ว มารจะบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างของเรานั้น เกิดนิมิต เกิดเครื่องหมาย เกิดแรงสนับสนุนให้เราไปทางด้านนั้น แล้วท้ายที่สุด ก็อาจจะหลงเตลิดเปิดเปิง ห่างมรรคห่างผลออกไปทุกที..!

    อยากจะยกตัวอย่างพระรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ซึ่งก็ได้รับความรู้ความสามารถพิเศษมา สามารถที่จะรู้เห็นและทำนายสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำมาก แต่ว่าระยะหลัง ๆ ก็เริ่มแทรกสิ่งที่ผิดทางผิดแนวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากขึ้นไปเรื่อย ๆ พอดีว่าท่านปวารณาเอาไว้ให้กระผม/อาตมภาพตักเตือนได้ จึงได้ตักเตือนท่านไปตรง ๆ

    เมื่อท่านรู้ตัว ได้สติกลับคืนมา ปรากฏว่าความรู้ความสามารถพิเศษหายหมด..! พูดง่าย ๆ ก็คือว่ามารให้ได้ขนาดทั้งฤทธิ์ ทั้งอภิญญา ทิพจักขุญาณต่าง ๆ มาอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะชักนำให้ออกนอกลู่นอกทางไป จะได้เข้าไม่ถึงมรรคไม่ถึงผล ท่านเองก็เพียรพยายามที่จะต่อสู้ แต่ท้ายที่สุดก็แพ้ใจตนเอง ถึงขนาดบอกว่า "ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หลวงน้องไม่ต้องตักเตือนหลวงพี่แล้วนะ..!" ก็คือ
    ท่านขอกลับไปเป็นเหมือนเดิม เนื่องเพราะว่าเมื่อขาดฤทธิ์ขาดอภิญญาแล้ว ท่านรับตัวท่านเองไม่ได้..!

    ตรงนี้เป็นอะไรที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะระยะหลัง ๆ ถึงขนาดเข้าทรงสมเด็จองค์ปฐม เที่ยวประทาน "เอหิภิกขุ" ให้กับบรรดาลูกศิษย์ไปโน่นแล้ว..! แต่คราวนี้..ในเมื่อท่านบอกว่าไม่ต้องตักเตือนแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไม่ได้ใส่ใจ และปล่อยทิ้งไปเลย..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,209
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,265
    ค่าพลัง:
    +27,030
    หรือว่าอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นรุ่นน้องของกระผม/อาตมภาพเอง ก็อยู่ในลักษณะแบบนี้ ให้ไปหาวัตถุสิ่งนั้น วัตถุสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ล้วนแต่มีพลังยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น เพื่อที่จะนำมาติดตัวไว้ แล้วก็ใช้ในการค้ำจุนพระพุทธศาสนา ท้ายที่สุด เมื่อจับตัวท่านได้ "พระครูสุตกาญจนวัฒน์, ดร." ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ได้เป็นมหาเปรียญ เมื่อค้นตัวท่านแล้ว ถามประโยคหนึ่งซึ่งกระผม/อาตมภาพจำมาจนทุกวันนี้ว่า "มีพระติดตัวสักองค์ไหม ?" ทุกคนถึงได้เห็นว่า สิ่งที่ติดตัวท่านนั้นเป็นสารพัดวัตถุ ซึ่งเขามั่นใจว่ามีพลังงานดีอย่างนั้น เลิศอย่างนี้ เต็มตัวไปหมด น้ำหนักเป็นกิโลกรัม แต่ว่าไม่มีพระแม้แต่องค์เดียว เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

    หรือไม่ก็ลูกศิษย์สองคนของกระผม/อาตมภาพเอง ที่เป็นเด็กหนุ่มเด็กสาว มาปฏิบัติธรรมแล้ววันหนึ่งก็เข้ามาบอกว่า "ไหนหลวงพ่อว่าฆราวาสที่เป็นพระอรหันต์จะต้องเสียชีวิตภายใน ๗ วัน ? พวกหนูได้มาตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นจะตายเลย..!"

    กระผม/อาตมภาพเองก็พูดไม่ออก เพราะว่าแนะนำอย่างไรเขาก็ไม่ฟังเสียแล้ว มั่นใจว่าการสงบจาก รัก โลภ โกรธ หลง อย่างชนิดดับสนิทเย็นสบายแบบนั้น คือการเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ แล้วท้ายที่สุดก็โดนหลอกลวงว่า "ในเมื่อเป็นบุคคลที่ประเสริฐเช่นนี้ ก็ควรที่จะมีทายาทเอาไว้ อยู่ในลักษณะของสุดยอดบุคคลที่จะช่วยค้ำชูพระพุทธศาสนาในกาลข้างหน้า" จึงได้ไปมีครอบครัวแล้วก็มีลูก ปัจจุบันนี้ได้ยินว่า ๕ คน..!

    กระผม/อาตมภาพอยากจะบอกว่า "ถ้าเขาได้สติสักนิดหนึ่งว่า พระอรหันต์เป็นผู้ที่ดับสนิท ปราศจากเชื้อแล้ว เหตุใดจึงสามารถมีลูกได้ตั้ง ๕ คน ?" แต่เรื่องพวกนี้ต้องบอกว่า เขาสามารถจัดฉากให้ จนกระทั่ง
    ถ้าเราเองขาดสติ ขาดปัญญา ก็หลงตามไปง่าย ๆ จึงเป็นอะไรที่บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมต้องระมัดระวังเป็นอย่างสูง

    หลายต่อหลายท่านก็อยู่ในลักษณะที่ว่า เที่ยวไปศึกษาวิชาการจากสำนักโน้น จากสำนักนี้ แล้วก็ได้รับความเมตตาถ่ายทอดให้เป็นอย่างดียิ่ง แม้แต่ตัวกระผม/อาตมภาพเองก็โดนมาแบบนี้ เพียงแต่ว่ากระผม/อาตมภาพนั้นมีพื้นฐานที่ดีมากมาตั้งแต่ฆราวาสแล้ว ก็คือเรื่องของสมาธิสมาบัติสามารถท้าชนได้ทั้งประเทศ ถึงเวลาศึกษาวิชาการต่าง ๆ จึงสำเร็จลงอย่างรวดเร็วในเวลาอันไม่นาน แม้แต่การทดสอบของ "พระเดชพระคุณของหลวงพ่อฤๅษีฯ" ที่ท่านบอกว่า "ให้เวลา ๑ เดือน" ส่วนใหญ่ วันหรือสองวันก็ซักซ้อมได้คล่องตัวหมดแล้ว จึงไม่ได้เสียเวลามากมาย แต่ว่าหลายท่านที่ไป ถึงเวลาก็ศึกษาวิชาการอย่างโน้น วิชาการอย่างนี้ เสียเวลาไปทั้งชีวิตก็มี..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,209
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,265
    ค่าพลัง:
    +27,030
    มีอยู่ท่านหนึ่ง ซึ่งในตอนแรกก็ยินดีที่จะศึกษาตามที่กระผม/อาตมภาพสอน หลังจากนั้นแล้วก็รู้สึกว่าตนเองเรียนรู้แค่นี้ยังไม่พอ เพราะว่ากระผม/อาตมภาพให้รวบรัดตัดตรงเข้าหาการตัดกิเลสเลย ท่านจึงไปเรียนที่สำนักโน้น สำนักนี้ สำนักนั้น ล่าสุดได้ยินว่าถึงขนาดไปตัดอวัยวะเพศของตัวเองออก เพื่อไม่ให้เกิดกามราคะ..! โดยที่ไปเข้าใจผิดว่ากามราคะเกิดจากการมีอวัยวะเพศ ความจริงเกิดจากการปรุงแต่งของใจต่างหาก ได้ยินว่าท่านไปได้ "ตำราหนังช้าง" ของ "หลวงปู่เดิม" วัดหนองโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์มา แล้วก็ก้มหน้าก้มตามฝึกฝนไปจนบัดนี้..!

    ถ้ารู้จักพิจารณาก็จะเห็นว่า ทุกสิ่งที่ฝึกนั้น แม้ว่าจะเข้าถึงและทำได้ตามตำราก็ตาม แต่ว่าไม่มีสิ่งหนึ่งประการใดที่สอนให้เราละกิเลสเลย แล้วเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เราจะไม่กล้าฝึกฝนต่อไป เพราะกลัวมารจะกลั่นแกล้งอย่างนั้นหรือ ? ขอตอบว่า "ไม่ใช่..!"

    ประการแรก บุคคลที่จะโดนทดสอบหนักหนาสาหัสแบบนี้ ส่วนใหญ่มีวิสัยพุทธภูมิเก่ามา แล้วพอถึงยุคนี้สมัยนี้ โอกาสจะเข้าถึงมรรคถึงผลจะมี จึงโดนดึงให้ออกนอกลู่นอกทาง เตลิดเปิดเปิงไปเรื่อย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเข้าถึงมรรคถึงผล

    แม้แต่ตอนที่กระผม/อาตมภาพโดนหนัก ๆ มารเขาถึงขนาดยกทัพโยธามาชนิดมืดฟ้ามัวดิน ดั่งที่ในบทสวดสรภัญญะกล่าวว่า "รุมพลพหลพยุหปาน พระสมุทรทะนองมา" อย่างไรอย่างนั้น ประกาศอย่างชัดเจนว่า "ที่ปล่อยให้เจ้าชายสิทธัตถะหลุดพ้นเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ก็เพราะว่าเป็นเพื่อนกันมาก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว อย่าหวังเลยว่าจะหลุดมือของเขาไปได้ เพราะฉะนั้น..ตัวกระผม/อาตมภาพแค่นี้ ไม่มีทางรอด ให้ยอมแพ้เขาเสียแต่โดยดี..!"

    กระผม/อาตมภาพตอนนั้นเหมือนลูกเขียดอยู่ตรงหน้าพญางูจงอาง..! ประมาณว่าเขาจะฆ่าให้ตายเมื่อไรก็ได้ แต่ด้วยความดื้อรั้นจึงบอกไปว่า "ถ้าหากว่าเอ็งเก่งจริง ก็คงไม่มีพระพุทธเจ้าหลุดพ้นได้ถึงหลายล้านพระองค์ ไม่ได้มีพระปัจเจกพุทธเจ้ามากกว่านั้นอีกจนประมาณไม่ได้ และไม่ได้มีพระอรหันต์จนมากเหมือนดั่งเม็ดทรายในมหาสมุทร แต่นี่เอ็งยังไม่เก่งจริง จึงมีครูบาอาจารย์ที่หลุดพ้นไปได้ขนาดนั้น ถ้าหากว่าโลกนี้ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่มีพระธรรม ไม่มีพระอริยสงฆ์แล้ว กูถึงจะไหว้มึง..!"

    จึงทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถจะข่มขู่ได้อย่างใจ แล้วก็ต้องถอนกำลังกลับไปในที่สุด แต่ตัวกระผม/อาตมภาพเองก็ป่วยหนักไปเกือบ ๓ เดือน..! เพราะว่าทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ในการต่อต้านอย่างชนิดเอาชีวิตเข้าแลก จนกระทั่งร่างกายแทบจะทนทานไม่ได้ จึงป่วยหนักไปนานจนขนาดนั้น..!

    ประการที่สองก็คือ ตัวเรายังมีราคาไม่พอที่จะให้เขาทดสอบ แต่ว่าถึงเวลาถึงวาระที่ราคาของท่านเพียงพอ เขาก็ต้องทดสอบจนได้..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,209
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,265
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ขอให้ทุกคนอย่าได้เกรงกลัว ให้ตั้งสติให้มั่นคงเอาไว้ว่า "มารก็ทำหน้าที่ของเขา เราก็ทำหน้าที่ของเรา" เหมือนอย่างกับครูที่ออกข้อสอบ ถึงจะออกมาโหดขนาดไหนก็ตาม แต่เราที่เป็นนักเรียนก็ต้องทำข้อสอบนั้นให้ได้ ถ้าหากว่าเราสอบผ่าน เราก็จะไม่ตกต่ำลงไปกว่านั้นอีก แต่ถ้าสอบไม่ผ่าน ก็แค่ตั้งสติแล้วเริ่มต้นใหม่ ดูว่าใครจะอึดกว่ากัน พูดง่าย ๆ ก็คือสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง ถ้าหากว่าเขาดีจริง เราก็ไม่สามารถรอดพ้นจากวัฏสงสารได้ แต่ถ้าเขาไม่ดีจริง แต่พระพุทธเจ้าดีจริง เราก็ขอไปพระนิพพานกับพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน..!

    ดังนั้น..ขอให้ทุกคนเร่งรัดศีล สมาธิ ปัญญาของตนเอาไว้ โดยเฉพาะในส่วนของสมาธิและปัญญา เนื่องเพราะว่า
    ศีลของเราส่วนใหญ่บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว เพียงแต่ว่าสมาธิยังน้อย หักห้ามใจตัวเองได้ยาก อาจจะโดนชักจูงให้คล้อยตามไปโดยง่าย ส่วนในเรื่องของปัญญานั้น พยายามมองดูให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สภาพร่างกายนี้ก็ดี โลกของเรานี้ก็ดี มีแต่ความทุกข์ยากเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ขึ้นชื่อว่าถ้าต้องเกิดมามีความทุกข์เช่นนี้อีก เราจักไม่ต้องการอีกแล้ว เราขอไปพระนิพพานแห่งเดียว แล้วตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติของเราไป

    พูดง่าย ๆ ว่า
    ต่อให้ต้องสู้กับมารจนตัวตาย ก็ขอให้ตายอย่างทหารกล้าในกองทัพธรรม ไม่ใช่ตายเพราะความขี้ขลาดตาขาว ก็คือตายเพราะว่าตนเองไม่ได้ต่อสู้ จึงตายจากคุณงามความดี กลายเป็นทาสของมารไปไม่รู้จบ..!

    สำหรับวันนี้ ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...