เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 2 พฤศจิกายน 2026 เวลา 19:32.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,360
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,294
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,360
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,294
    ค่าพลัง:
    +27,031
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ระยะนี้หลายเรื่องหลายราวในบ้านเมืองเรา ถ้าหากว่าสนใจมากก็อาจจะพาให้เรารู้สึกหงุดหงิด กลัดกลุ้ม รำคาญใจไปด้วย ก็คือ บ้านเราเมืองเรานั้นจะทำความดีสัก ๑๐๐ ครั้ง แล้วหาคนชมสักครั้งก็แสนยาก แต่ถ้าหากว่าพลาดทำสิ่งที่ไม่ดีแม้แต่ครั้งเดียว ก็ประมาณว่าโดนซ้ำเติมไปยันลูกบวช..!

    เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นสัจธรรมในโลกนี้ของเราเอง เพราะว่าปุถุชน คือ บุคคลที่หนาแน่นด้วยกิเลส จะยินดีกับคุณงามความดีของคนอื่นได้ยากมาก ต่อให้ทำความดีขนาดไหนก็ตาม ก็ยังมีที่ให้แซะ มีที่ให้ค่อนแคะอยู่เสมอ

    แบบเดียวกับที่มีคนชมว่า "หลวงพ่อพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุด" บรรดา "ลูกอีช่างติ" ก็ยังอุตส่าห์หาที่ติออกมาจนได้ บอกว่า "สวยก็จริงหรอก เสียอย่างเดียว พูดไม่ได้..!" หรือไม่ก็อย่างนิทานอีสานเรื่องเซียงเมี่ยง ที่พระเจ้าแผ่นดินเอาช้างเผือกตัวประเสริฐมาให้ดู แล้วถามว่า "มีอะไรที่จะติได้ไหม ?" เซียงเมี่ยงบอกว่า "ตาเล็กไปหน่อย..!"

    ดังนั้น..ในเมื่อเป็นธรรมดาโลกอย่างนี้ หลายอย่างถ้าเราไปเอามาใส่ใจ ก็จะพาให้ตนเองฟุ้งซ่านเดือดร้อนโดยใช่เหตุ เพราะว่าปกติธรรมดาของโลกเป็นอย่างนั้น จึงเป็นอะไรที่เราท่านทั้งหลายจะต้องฝึกให้เคยชินกับ "การรับรู้แต่ไม่รับทราบ"

    ก็คือแค่รู้ว่าเรื่องอะไรเกิดขึ้น แล้วอย่าไปนึกคิดปรุงแต่งต่อ เพราะไม่ว่าจะเข้าข้างฝ่ายไหนก็ตาม ก็แปลว่าเราขาดอุเบกขาธรรมในใจแล้ว ก็คือจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดก็ตาม เราไม่มีหน้าที่ตัดสิน เนื่องเพราะว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นเอง เราอาจจะทำได้แย่กว่าเขาอีก..!

    พวกเราลองดูว่าในปัจจุบันนี้ บรรดา "เกรียนคีย์บอร์ด" ทำตัวเหมือนอย่างกับเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง สามารถคอมเมนต์ได้ทุกเรื่อง แต่หาเรื่องที่รู้จริงได้ยากมาก ภาพรวมของเรื่องยังไม่ทันจะชัดเจน บางทีก็ร่วมกันด่ากระจายไปแล้ว กลายเป็นสร้างเวรสร้างกรรมให้กับตัวเองโดยใช่เหตุ..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,360
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,294
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ดังนั้น..เราท่านทั้งหลายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม ทำอย่างไรที่เราจะไม่สร้างกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ มาซ้ำเติมตนเองให้ทุกข์ยิ่งไปกว่าเดิม เพราะว่าปัจจุบันนี้พวกเราส่วนใหญ่ทุกข์เพราะความคิดของตนเอง ไม่ว่าจะยินดีหรือยินร้าย เราก็ขาดทุนทั้งคู่..!

    เพราะว่า "ยินดี" เป็นส่วนของราคะกับโลภะ "ยินร้าย" ก็เป็นส่วนของปฏิฆะกับโทสะ แปลว่า โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง..!

    ก็แปลว่าเราท่านทั้งหลายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่เกราะป้องกันตนเองจากกิเลสหยาบในเบื้องต้น ก็คือต้องมีสติที่สมบูรณ์ ไม่ไหลตามต่อสิ่งที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นการกระทบทาง ตา หู ลิ้น จมูก กาย หรือว่า ใจ ทำอย่างไรที่จะปิดกั้นเอาไว้ โดยไม่ไปคิดฟุ้งซ่านปรุงแต่งต่อ แล้วทำให้กิเลสงอกงามหวนกลับมาทำร้ายพวกเราเอง

    ก็แปลว่า
    เราจะต้องมีสมาธิที่มั่นคงกว่านี้ เนื่องเพราะว่าถ้าสมาธิมั่นคง สติก็จะแหลมคมว่องไว อะไรเกิดขึ้นก็จะระลึกรู้ได้เดี๋ยวนั้นว่า ถ้าเราปรุงแต่งต่อ จะเกิดโทษต่อเราอย่างแน่นอน แล้วอาศัยกำลังสมาธิหักห้ามไม่ให้ปรุงแต่งต่อไปได้

    แต่ถ้าท่านใดมีปัญญามาก ก็จะมองเห็นแจ้งแทงตลอดทันทีที่สิ่งเหล่านั้นมากระทบ ว่าถ้าคิดแบบนี้ จะก่อให้เกิดโทษอย่างนี้ ถ้าคิดแบบนี้จะสร้างคุณประโยชน์อย่างนี้ แล้วก็เลือกคิดในสิ่งที่ดี ละเว้นในสิ่งที่คิดชั่ว กำลังใจของเราก็จะไม่เสีย ก็แปลว่านอกจากทุกคนจะต้องทบทวนศีลของตนเองให้บริสุทธิ์แล้ว เรื่องที่สำคัญเป็นอันดับ ๑ ก็คือสร้างสมาธิให้มั่นคง และพยายามใช้ปัญญาของตน มองให้เห็นและรู้เท่าทัน รัก โลภ โกรธ หลง ต่าง ๆ ซึ่งคอยจะกินใจของเราเสมอ

    ทันทีที่ตาเห็นรูป ถ้าเราพอใจแปลว่าก่อให้เกิดราคะ ก็คือความยินดี ย่อมทำให้เกิดโลภะ คือความอยากมีอยากได้ แต่ถ้าตาเห็นรูปแล้วไม่ชอบใจ นั่นก็คือปฏิฆะ แรงกระทบที่ทำให้เราไม่ชอบใจ ถ้าปล่อยต่อไปอีกนิดเดียวก็จะเป็นโทสะ

    เราท่านทั้งหลายจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องยึดอานาปานสติ คือลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก เพราะว่าถ้าสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก เราก็จะไม่หลุดไปฟุ้งซ่านปรุงแต่งเรื่องอื่น ๆ

    ให้ทุกคนหัดสังเกตว่า
    ทันทีที่เราฟุ้งซ่าน แปลว่าหลุดจากลมหายใจเข้าออกแล้ว เมื่อรู้ตัวก็รีบกลับไปหาลมหายใจเข้าออกใหม่ ฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าได้เบื่อ อย่าได้หน่าย จนกว่าสมาธิจะทรงตัวเองโดยอัตโนมัติ สิ่งหนึ่งประการใดเกิดขึ้น สติก็จะรับรู้ในฉับพลันทันที สมาธิจะทำให้เราหยุดยั้งระมัดระวังไม่ไปปรุงแต่ง ปัญญาก็จะแยกแยะว่า ถ้าคิดอย่างไรเกิดคุณ คิดอย่างไรเกิดโทษ แล้วก็คิดแต่ในด้านที่เป็นคุณ
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,360
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,294
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ถ้าทำมาถึงตรงนี้ ชีวิตจะมีความสุขขึ้นอีกมาก เนื่องเพราะว่าสิ่งที่เป็นไฟเผาใจของเรานั้น เริ่มกินใจเราได้ยากขึ้น แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อความสงบระงับที่เกิดขึ้น เพราะว่าอาจจะเกิดจากกำลังสมาธิ ไปกดให้ รัก โลภ โกรธ หลง ดับลงชั่วคราวก็ได้ ถ้าเราไปหลงคิดว่าดีแล้ว ถึงเวลากิเลสตีกลับ ก็จะเกิดอาการ "จิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก" ได้อีก..!

    ในปัจจุบันนี้ ข่าวคราวต่าง ๆ ที่ออกมา โดยเฉพาะเรื่องที่ ๒๐ กว่าประเทศแนะนำให้ประชาชนของตนตุนเสบียงเอาไว้ เราก็แค่รับรู้เท่านั้น อย่าเอาไปถกต่อว่า "หลวงพ่อบอกกูไว้นานแล้ว..!" เพราะจะมีแต่ทำให้กิเลสเกิด สถานเบาเลยก็คือฟุ้งซ่าน บุคคลที่ฟุ้งซ่านย่อมขาดความสงบระงับ สมาธิจะเกิดขึ้นไม่ได้ คราวนี้ก็จะโดนกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ตีตายอยู่ตรงนั้นเอง..!

    จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องระมัดระวัง ยิ่งกว่าประคองลูกแก้วบนปลายเข็ม เนื่องเพราะว่าพลาดเมื่อไรก็ตกแตกเมื่อนั้น ดังนั้น..
    ในการฝึกของเราแต่ละวัน จะหกล้มหกลุกกี่ร้อยกี่พันครั้งก็ตาม ขอให้เราเพียรพยายามสู้ต่อไป

    เมื่อกำลังของเรามากขึ้นก็จะพลาดน้อยลง โดยที่เป้าหมายของเราก็คือ ถ้าเป็นไปได้ก็จะไม่ยอมพลาดอีกเลย แต่พอถึงเวลาสภาพจิตสงบไปนาน ๆ ก็อดประมาทไม่ได้ แล้วก็จะได้รับบทเรียน คือ กำลังใจตกอีก ซึ่งจะสลับกันไปสลับกันมาแบบนี้
    จนกว่าเราจะรู้จักเข็ด รู้จักหลาบ รู้จักกลัวการที่โดนกิเลสครอบงำ แล้วก็จะทุ่มเทสติ สมาธิ ปัญญา อยู่กับการรักษาใจไม่ให้กิเลสกินเราได้ เรื่องพวกนี้ไม่เกินความสามารถ เพียงแต่ว่าต้องขยันและอดทนเท่านั้น

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...